การบริหารในรูปของคณะกรรมการ

ขุนดัน

มงคล  จันทร์โสภา

                                               หัวหน้ากลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจักการศึกษา สพท.อบ.4

 

                ท่านผู้อ่านคงจะคุ้นเคยกับชื่อของ ท่านขุนต่างๆ มามากมายซึ่งบ่งบอกถึงความชำนาญ เชี่ยวชาญ หรือเก่ง ในด้านนั้นๆ ตามชื่อ ตลอดทั้ง ท่านขุน ที่เพื่อนๆ ในวงการต่างๆ ตั้งให้ ไม่ว่าจะเป็น ขุนพลอยพยัก”“ขุนสุราพินาศ”“ขุนพิฆาตโซดาเป็นต้น สำหรับสองขุนสุดท้ายนี้มักจะคิดดีมีปัญญาเลิศตลอดจนวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล/ตามปรัชญาที่ตนเองนับถือคือ เหล้ามาความคิดมีโซดาดีปัญญาเกิด ทำนองนั้น (เมื่อมีกิจกรรมพิฆาตเกิดขึ้น)

                เรามารู้จัก ท่านขุน อีกซักคนไว้ประดับความรู้ (แปลว่าอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน)    ซึ่งขุนท่านนี้ไม่เคยตกยุคเด่นดังมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คาดว่าแม้ในอนาคตก็จะมีลูกหลาน ท่านขุน สืบทอดเจตนารมณ์นี้ต่อไป ขุนดัน ไงล่ะ

                ขุนดัน  จะมีลักษณะทรงภูมิความรู้ พูดเก่ง โดยเฉพาะพูดคัดค้านการโจมตีเรื่องต่างๆ ตลอดเวลาบางครั้งจนกลายเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันทั้งๆ ที่เป็นเพื่อนพ้องน้องพี่หรือญาติมิตรที่ดีกันมาก่อน หากวิเคราะห์พฤติกรรมของ ขุนดัน ตามระบบสารสนเทศ (Information system) จะพบว่าขุนดันมีข้อมูลเยอะ(ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลเพียงไม่กี่ด้าน) บางทียังไม่ได้นำข้อมูลมาทำเป็น สารสนเทศ เลยท่านขุนก็จะรีบส่งข้อมูล (สื่อสาร)ออกไปทันที มิพักต้องพูดถึง    การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเคราะห์หามยามร้าย ใดๆ ทั้งสิ้น

                คนเราถ้ามีข้อมูลสารสนเทศคนละชุดย่อมขัดแย้งกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะรักกันชอบกันขนาดไหน! การบริหารความขัดแย้งแบบไทยๆ ที่ผ่านมามักจะใช้วิธียกย่อง ขุนดัน ให้เป็นที่ปรึกษา บ้างหรือประธานกิตติมศักดิ์บ้าง   หรือให้เป็นอะไรก็ได้ที่มีชื่อเพราะๆ หน่อยก็แล้วกัน และปล่อยให้ท่านขุนพูดเต็มที่ ส่วนจะดำเนินการตามท่านขุนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกระบวนการตัดสินใจขององค์กร

                การบริหารองค์กรต่างๆ ในรูปของคณะกรรมการนั้นมีมานาน จากการศึกษาวิวัฒนาการของการบริหารดังกล่าวจะพบว่ามีการเพิ่ม อำนาจ (Authority) เพิ่ม ความเป็นอิสระ

(Independent) ให้กับองค์คณะบุคคลหรือแม้แต่สถานีโทรทัศน์ก็อิสระ(Independent Television) นับเป็นรูปแบบการบริหารประเภทนวัตกรรมนำเข้าโดยแท้

                หากมองทางด้านวัฒนธรรม จะเห็นว่าวิถีชีวิตของคนตะวันตกนั้น เกิดมาพร้อมกับความเป็นอิสระและการกระจายอำนาจ สิ่งทั้งสองต่างซึมซับเข้าไปอยู่ในสายเลือด แต่มิวายต้องเผชิญชะตากรรมเมื่อเจอกับ ขุนดัน

                มีภาษิตฝรั่งบทหนึ่งกล่าวว่า “The Bank will get you an umbrella on a nice day, but they get it back when it rains” (ธนาคารน่ะอยากให้ยืมร่มไปใช้เวลาอากาศดีๆ แต่จะรีบทวงคืนทันทีที่ฝนตกลงมา) ปล.อันนี้ไม่เกี่ยวกับเงินวิทยฐานะของครูนะ เพียงแต่อยากจะเล่าถึงตำนานของ องค์กรอิสระ ที่เรียกว่า ธนาคาร ในครั้งอดีต ยุคที่อังกฤษเป็นจ้าวอานานิคมรุกเข้าถึงอเมริกา ตระกูลธนาคาร ยิวร็อธไชลด์ เป็นกลุ่มคนที่ควบคุม ธนาคารอังกฤษ

ตั้งแต่ปี ค.ศ.1706-1790 มี ความเป็นอิสระทั้งการให้กู้และการคิดดอกเบี้ย!

                ที่สำคัญกว่านั้น จอมเทพแห่งการธนาคาร (สมญานามที่คนยกย่อง) เป็นนายแบงค์ชาวยิวไร้สัญชาติที่สิงสถิตอยู่ทั่วโลก  พวกเขาเคยให้เงินกู้อย่างไม่อั้น แก่กำลังฝ่ายใต้ เพื่อนำไปใช้ในการต่อสู้กับฝ่ายเหนือ (สงครามกลางเมืองในอเมริกา) เป็นสงครามเศรษฐกิจที่นายธนาคารยิวสากลเป็นคนดันให้เกิดขึ้น

                แม้ ลินคอล์น (ประธานาธิบดีสหรัฐ คนที่ 16 ) จะสามารถรบชนะสงครามกลางเมือง เพื่อเลิกทาสแต่หนี้สงครามก็พอกพูนขึ้นจอมเทพแห่งธนาคาร ได้ใช้วิธีการป่วนเศรษฐกิจ โดยการรวมหัวกันถอนเงินทุนหมุนเวียน และจำกัดเครดิต ทำให้คนส่วนใหญ่เดือนร้อน ลินคอล์นจึงแก้ปัญหาโดยพยายามจำกัดบทบาทของเทพจอมปลอมเหล่านี้ว่ากันว่าลินคอล์นถูกยิงตายในโรงละครก็เป็นฝีมือของ จอมเทพ นี่เอง ขุนดัน ระดับเทพจึงมีอิทธิพลไม่น้อย

                เมื่อถูกจำกัดบทบาทพัฒนาการของ ขุนดัน ในยุคโลกาภิวัตน์จึงเปลี่ยนไปใช้วิธีการ

 ลอบบี้ (lobby) แทน จริงๆ แล้วคำว่า “Lobby” ศัพท์เดิมแปลว่า ห้องกลาง ห้องโถง หรือห้องพักแขก ส่วนใหญ่ใช้ในอังกฤษ ห้องโถงในรัฐสภา หรือหมายถึง ที่นั่งของผู้เข้าพังการประชุมสภา ช่วงหลังก็กลายมาเป็นกลุ่มวิ่งเต้นหาเสียง

(จาก QUICK LOOK DICTIONARY, หน้า 518) และกลายมาเป็นความหมายอย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ในปัจจุบัน

                องค์กรอิสระ หรือองค์คณะบุคคล จึงถูกลอบบี้ จาก ขุนดัน ได้ทั้งภายในและภายนอกโดย ยืมอิทธิพล จากมือที่สาม,สี่,ห้า มาใช้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ ยิ่งถ้า องค์คณะ ไม่ อิสระ จริงจะพบกับความลำบากยากที่จะเยียวยา

                ว่าที่จริง ความเป็นอิสระเป็นสิ่งที่ดีตอบสนองต่อความต้องการ อีกทั้งทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งองค์กรนั้นๆ ความเป็นอิสระส่งเสริมให้เกิด การคิดนอกกรอบ การบริหารจัดการเกิดความรวดเร็ว  ทันใจ ผู้รับบริการอีกทั้งเปิดโอกาสให้ใช้วิจารณญาณได้มาก

                ปัญหาที่มักพบบ่อยๆ นอกจากความเป็น วัฒนธรรมนำเข้า  ที่ยังไม่สอดรับกับวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมองค์กรแล้วยังพบว่า ที่มา ขององค์คณะก็เป็นอุปสรรคสำคัญเช่นกัน ว่ากันว่านักออกแบบองค์กรบริหารในรูปคณะกรรมการต้องคิดหนัก ไม่รู้ว่าจะใช้ตะแกรงเบอร์ไหนมาร่อน ขุนดัน ได้

                บ้านเมืองเราจึงมี ความชั่วร้ายอันจำเป็นและความจำเป็นอันชั่วร้ายอยู่เยอะ

                องค์คณะบุคคลมักจะเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัย ตีความระเบียบกฎหมายอย่างหลีกไม่พ้นเกิดความยุ่งยากในการพิจารณาตัดสินใจ เพราะไม่รู้จะไปหา ลายลักษณ์อักษร ที่ไหนที่มันตรงกับการปฏิบัติจริง เมื่อมีข้อพิจารณาหรือข้อขัดแย้ง จึงมักจะตีความอย่างกว้างขวางเกินขอบเขตเจตนารมณ์ของกฎหมาย หรือระเบียบกล่าวได้ว่าคนไทยเป็นนักตีความกฎหมายที่ไม่เหมือนใครในโลก เช่นมุ่งอิงผู้มีอำนาจหรือพวกมากลากไป ไม่ให้ความสำคัญกับความถูกผิดอันเป็นหลักพื้นฐานของความยุติธรรมตีความมุ่งประสงค์เพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์ จึงทำให้เกิดเงื่อนไขนำไปสู่ความแตกแยก เบื้องหลังของการออกกฎหมายหรือระเบียบต่างๆ ย่อมซ่อนไว้ซึ่งเจตนารมณ์เสมอเพราะมีตัวแปรอื่นๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นคุณธรรม จริยธรรม ตลอดทั้ง ธรรม ทั้งหลายทั้งปวง..... ขุนดันเท่านั้นที่ทำได้!

                ปรมาจารย์ทางกฎหมายต่างก็พร่ำสอนลูกศิษย์เสมอว่า ควรยึดเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นสำคัญ  ฉะนั้นเวลาเราอ่านกฎหมายก็จะพบว่ามี วรรค ต่างๆ มากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งก็แล้วแต่สาระสำคัญของเรื่องนั้นๆ ขออนุญาตนำคำของ เกจิ มาบอกต่อดังนี้

                หลักกฏหมาย  จะปรากฏในวรรคแรก ส่วนวรรคสองจะเป็น ข้อยกเว้น (อันนี้ต้องตีความโดยเคร่งครัด เพราะมิฉะนั้นวรรคนี้จะกลางเป็นหลักกฎหมาย) ส่วนวรรคสามนั้นเรียกว่าเป็น

ข้อยกเว้นของข้อยกเว้น (วรรคนี้จึงกลายเป็นหลักกฎหมาย)

                ถ้ายังมี ข้อยกเว้นของข้อยกเว้นของข้อยกเว้น อยู่อีก ก็จะเป็นวรรคสี่ (เมื่อวรรคสามเป็นหลักกฎหมายเสียแล้ว วรรคสี่ก็เป็นข้อยกเว้นตามธรรมเนียม) งงละซิ!

                การวินิจฉัยว่า อะไรเป็นหลัก อะไรเป็นข้อยกเว้น จึงต้องอาศัยความมีวิจารณญาณค่อนข้างสูง จะมาอาศัยความรู้สึกอาศัยกระแสหรือแม้กระทั้งจะ ดันทุรัง ก็ไม่ได้ แต่เชื่อไหมว่า ขุนดัน ทำได้ และทำมามากต่อมากแล้ว

                องค์กรการบริหารในรูปคณะบุคคลนับวันจะขยายมากขึ้น  จำเป็นที่ผู้นำองค์คณะบุคคลและผู้เกี่ยวข้องต้องศึกษาทำความเข้าใจ ขุนดัน  ในระดับที่ต้องใช้ทั้ง  ศาสตร์  และ  ศิลป์              ในอัตราที่ค่อนข้างสูง เพื่อนำองค์คณะให้อยู่รอดและบรรลุวัตถุประสงค์ นำมาซึ่งเสียงแซ่ร้องสรรเสริญในทางบวกทั่วทั้งองค์กร

                หรือจะใช้คติ ความกดดันอยู่ที่ไหน  ความสำเร็จอยู่ที่นั่น  ก็ตามใจ!

                ขอบคุณ  ขุนดัน  อีกครั้ง

 

 

                                                ……………………….