ในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา เราได้เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากมาย
ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ปฏิวัติเขียว”
ทำให้ประชากรของโลก มีอาหาร ของใช้ เครื่องนุ่งห่ม อย่างพอเพียง ถ้าไม่มีปัญหาทางด้านการเมือง คนในโลกนี้ก็คงไม่ถึงกับอดอยาก
ภายใต้ความสำเร็จดังกล่าว สิ่งที่มักพูดกันเป็นคัมภีร์ทางการเกษตรว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ
การใช้สารเคมี สารพิษกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ สารเร่งการเจริญเติบโต สารปฏิชีวนะ และสารเคมีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แต่แม้กระทั่งปุ๋ยเคมีที่ทางวิชาการถือว่า เป็นสารเคมี ที่มีพิษน้อยที่สุด ก็มีส่วนช่วยทำให้เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างมากมาย
จากการใช้สารพิษต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น
ทางด้านดี ทำให้เกิดการเพิ่มผลผลิตได้มากและรวดเร็ว
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ ก็คือ
ผลทางด้านทำลาย ที่ทำให้เกิดความเสียหาย ต่อการปนเปื้อนในดิน น้ำ พืช สัตว์ ผลผลิต และทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ตกค้างอยู่ในอาหาร น้ำ ดิน พืช สัตว์ และในสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป เป็นที่ตระหนักของผู้ใช้สารเคมี ว่าเป็นพิษภัยอย่างแรง จนพบว่า ผู้ที่ใช้สารเคมีต่างๆ มักจะไม่กล้าบริโภค ไม่กล้าจับต้อง ไม่กล้าใช้ของที่ผลิตขึ้นเอง
ตัวอย่างเช่น
พื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ที่มีระบบชลประทานเป็นอย่างดี เก็บเกี่ยวข้าว ปลูกข้าวถึง ๗ ครั้ง ในรอบสองปี ที่ฝืนธรรมชาติอย่างรุนแรง และต้องใช้สารเคมี สารพิษสารพัดชนิด
ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่กล้าบริโภคข้าวที่ปลูกเอง เนื่องจากใช้สารเคมีมาก จึงขายให้กับพ่อค้าคนกลางทั้งหมด แต่ก็ไปซื้อข้าวจากตลาดมาบริโภคแทน
ผมประหลาดใจมาก จึงถามว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
ก็ได้รับคำตอบว่า ข้าวที่ปลูกเองนั้น เขาทราบดีว่ามีสารพิษปนเปื้อนมาก ไม่กล้าบริโภค แต่กลับไปซื้อข้าวจากตลาด มาบริโภค
ผมก็ถามต่อไปว่า แล้วเชื่อได้อย่างไรว่าข้าวที่คนอื่นปลูกจะไม่มีสารพิษ
เขาตอบว่า ก็คงมีอยู่บ้าง แต่เขาหว้งว่าน่าจะจาง ๆ ไปกว่าข้าวที่เขาปลูกเอง
ผมก็เปรย ๆ ไปว่า คนอื่นก็น่าจะใช้สารเคมีพอ ๆ กับเรา หรืออาจจะมากกว่าเราก็ได้ แล้วทำไมจึงคาดหวังว่า คนอื่นจะใช้น้อยกว่าตนเองเช่นนั้น เขาก็ตอบตัดบทง่ายๆ ว่า แค่ไม่เห็นเขาใช้ก็สบายใจกว่าที่เขาใช้เอง
ผมจึงสรุปได้สั้นๆว่า ผู้ผลิตในฐานะผู้บริโภคข้าวเกรงกลัวสารพิษ แต่ถ้าไม่เห็นเขาใช้ก็ไม่เป็นไร (คล้ายๆ กับผู้บริโภคทั่วไปไม่ผิดเพี้ยนเลยครับ)
นี่คือ ตัวอย่างหนึ่งที่พบเห็นทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรปลูกผัก เกษตรกรเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ต่างๆ ปลูกข้าวดังกล่าวมาแล้ว จะไม่กล้าบริโภคผลิตผลที่ปลูกขึ้นเองยกเว้น จะทำแปลงแยกต่างหาก ไม่มีการฉีดยา หรือสารพิษใด ๆ แล้วจึงกล้าบริโภค
สภาวการณ์เช่นนี้ พบโดยทั่วไปในชุมชน ผมจึงคิดไม่ออกว่า สังคมส่วนใหญ่ จะบริโภคผลผลิตจากการผลิตแบบไหนกันครับ
ผมจินตนาการแล้ว ก็นึกหวาดเสียววูบๆขึ้นมาทันที ว่า สังคมเราบริโภคสารพิษกันมากมายขนาดนี้ และเป็นเช่นนี้เกือบทั้งหมด แล้วสังคมจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร ?
ในระบบการใช้สารพิษนั้น สิ่งมีชีวิต และระบบทรัพยากรจะถูกทำลายอย่างรุนแรง และมีผลต่อเนื่องอย่างยาวนาน ทำให้เกิดความเสียหายต่อฐานการผลิต ทำให้ต้องใช้สารเคมีมากขึ้นเรื่อยๆ
คนที่ได้ประโยชน์อยากกิจกรรมแบบนี้ ผมก็เห็นมีอยู่เพียงกลุ่มเดียว คือ นักธุรกิจ ผู้ค้าสารพิษ ค้าสารเคมีต่างๆ
ผู้บริโภค แม้จะมีอาหาร ของใช้ในระยะสั้น ก็จะได้รับสารพิษจนเจ็บป่วย ทรมานมากมายก่อนตาย ด้วยโรคจากการบริโภคสารพิษ (ในระยะยาว)
ผมเลยสงสัยว่า นักธุรกิจเหล่านั้น เขามีความสุขดีอยู่หรือ จากการผลิตสารพิษ มาทำลายโลก ทำลายทรัพยากร ทำลายสังคม ทำลายพืช สัตว์ และทำลายมนุษยชาติ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
และปัญหานี้ ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน เพราะเป็นสิ่งที่เกษตรกรปัจจุบันเสพติดทั้งโดยนิสัย และการขาดความรู้ เพราะทำให้ได้เห็นผลทันตา ทันใจ
รวมทั้งเกษตรกรทั่วไป ยังเผชิญระบบถูกทำลายระบบความรู้ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ในการจัดการทรัพยากรและการผลิตทางการเกษตร ที่ไม่ต้องใช้สารพิษ ซึ่งทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาระบบการใช้สารพิษในแทบทุกด้านอย่างต่อเนื่องและขยายผลมากขึ้นเรื่อยๆ
จึงไม่ไกลเกินเอื้อมนักที่จะใช้คำว่า สารพิษล้างโลก หรือธุรกิจล้างโลก เพราะการทำลายดังกล่าวมีผลต่อเนื่องยาวนานและกว้างไกลทุกด้าน จนแทบไม่มีจุดใดเลยที่ไม่ใช้สารพิษ จึงเป็นที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ว่าเราจะอยู่ต่อไปกันอย่างไร
ในกลุ่มเกษตรกรที่พอคิดหาทางออก
โดยพยายามฟื้นฟูระบบและวิธีการผลิตด้านเกษตรอินทรีย์ เพื่อฟื้นฟูชีวิต สังคม เศรษฐกิจ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
แต่ก็ถูกต่อต้านจากนักธุรกิจ ผลิตสารพิษ มาทำลายโลกอย่างรุนแรง มีการจ้างคนมาประท้วง ด้วยเกรงว่า การทำเกษตรอินทรีย์จะทำให้ธุรกิจการค้าสารพิษของเขามีกำไรน้อยลง
จึงมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทั้งแจกทั้งแถม เพื่อกระตุ้นสารเคมี สารพิษทุกรูปแบบ
ผมจึงไม่ทราบว่า เขากำลังคิดอะไรกันอยู่
เขาคงคิดว่า
เมื่อผู้ผลิต ผู้บริโภตทุกคนป่วยจากการใช้และการบริโภคกันงอมแงม ทรัพยากรเสื่อมโทรม สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ น้ำเป็นพิษ ดินเป็นพิษ ทุกอย่างรอบตัวเราเป็นพิษหมดแล้ว
เขาจะมีความสุขกับเงินที่กอบโกยมาได้อย่างมหาศาล ได้อย่างมีความสุข และอยู่อย่างสบายเช่นนั้นหรือ
ผมไม่ทราบ และไม่เข้าใจจริงๆ
ใครทราบ ช่วยบอกหน่อยครับ
หรือ นี่คือเป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาติ
ขอบคุณครับ
อาจารย์ครับ
ขอย้อนถามไปตอนอาจารย์ทำนาโดยไม่ต้องไถนา และพึ่งพาระบบธรรมชาติหน่อยครับ
1.ตอนนั้น พื้นที่แปลงนั้นมีการใช้สารเคมีมาก่อนหรือเปล่าครับ
2.รอบข้างแปลงของอาจารย์ซึ่งเป็นของคนอื่นมีการใช้ยาฆ่าแมลงกันหรือเปล่าครับ
3.ถ้าข้อ 1-2 ตอบว่ามีแล้ว ต้องใช้ระยะเวลาและขั้นตอนอย่างไรในการฟื้นฟูสภาพดินที่เคยผ่านการใช้ระบบเคมีมาแล้วให้กลับไปสู่ธรรมชาติครับ แล้วเราจะป้องกันแมลงที่บินหนีมาจากแปลงข้างเคียงมาทำลายผลผลิตในแปลงของเราครับ
ครับ มีการใช้มาก่อน
ตอนนี้ผมอยู่ในระยะถอนพิษ
ทางเกษตรอินทรีย์ เราเรียกว่าระยยะปรับเปลี่ยนครับ
อย่างน้อย ๕ ปี จึงจะโล่งใจ และพูดได้ว่า "ปลอดภัย"
แต่จะ "ไร้สารพิษ" นั้น ต้องรออีกสักระยะ
ขอบคุณครับ ทีถามได้ตรงประเด็นดีมากครับ
คำตอบก็คือ
เมื่อเราแข็งแรง เราก็จะไม่ค่อยเจ็บป่วย แม้จะมีโรค แมลง
ไม่งั้นหมอ พยาบาล คงป่วยและตายไปหมดแล้ว
นี่เป็นอุปมาอุปไมยครับ
คงพอนึกออกนะครับ
และแปลงเกษตรชองผม ไม่มีปัญหาครับ นี่คือผลเชิงประจักษ์ครับ
1 ทำอย่างไรลูกชาวนา ถึงจะรักและรู้คุณค่าการทำนา
2 วิธีเรียนของเด็กยุคนี้
มีเวลา 2ชั่วโมงครึ่ง ถ้านอนจะชวนกินลาบกระทิง
เรื่องของอาจารย์ สาเหตุมาจาก
ไม่ทราบว่าเป็นตามนี้หรือเปล่านะครับ
สวัสดีครับอาจารย์ดร.แหวง
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อาจารย์ สบายดีนะครับ
หรือ นี่คือเป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาติ
ขบวนการชาวนาได้ถูกมอมเมามานาน จนซึมลึกเหมือนสารพิษ
ระบอบทุนเข้าซึมซับทั้งระบบ โซ่สัมพันธ์ โยงใยทุกข้อต่อ ไม่เว้นแม้กระทั่งการศึกษา
ศึกษามาเพื่อช่วยชาวนาหรือ นายทุน
ชาวนาในส่วนลึกโดยแท้ต้องการอะไรมั่ง
ทำลายจิตวิญญาน ความเป็นมนุษย์ทั้งหลาย
เรื่องจริงครับ ที่อาจารย์นำมาเล่าทั้งหมด
เรื่องจริงที่ระบอบการศึกษาถูกชักนำไปรับใช้นายทุน
หรือ นี่คือเป้าหมายสุดท้ายของมนุษยชาติ
ครับ ผมเอาอะไรมาฝากครับ
ไปเรียนใฝ่เสริมรู้ เพื่อจักสู้มุ่งสู่ฝัน
ค้นคว้าพัลวัน ฝ่าฟันผันตัวใจกาย
เจ็บปวดจักเจ็บปาด พาฟื้ดฟาดห่วงห่างหาย
เหม่อมองใจมลาย มีแต่ได้กระดาษใบเดียว
นำคิดนำจริต ใคร่ครุ่นคิดจิตเฉลียว
มองคนเฝ้าคมเคียว เอี้ยวเหลียวเสี้ยวทางทุ่งทอง
นำพาปัญญาฝาก ก่ายหน้าผากงุนเงงมอง
ความรู้นำมากอง ไม่เท่าของคนกำเคียว
ขอบคุณครับอาจารย์ ตอนนี้ผมกำลังรวบรวมบันทึกของอาจารย์จาก gotoknow เกี่ยวกับเรื่องทำนาโดยวิธีธรรมชาติ แล้วจะทำเป็นรูปเล่มง่ายๆเพื่อเผยแพร่ให้กับเพื่อนๆและคนที่รู้จักทั้งหมดได้ศึกษาเป็นกรณีตัวอย่าง อยากจะขออนุญาตอาจารย์มา ณ.โอกาสนี้ด้วยครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ อย่างนี้บ้านเราอาจกลายเป็นสังคมที่เต็มใจกินยาพิษร่วมกันหรือเปล่าคะ เพราะอาชีพอื่นก็ใช้สารเคมีเหมือนกันทั้งในเนื้อ ในขนม ในอาหาร ฯ
เรียนท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพ
ครับ
ผมขอกลับไปท้าวความถึงคำพูดของครูบาที่ใช้บ่อยๆอยู ๒ คำ คือ
ผมว่าเรากำลังวนเวียนอยู่รอบๆสองคำนี่้แหละ
และ
แบบ "สวามิภักดิ์" โดย "ดุษฏี"
แล้วจะไปแก้ที่ใครครับ
แก้ที่เด็กได้ไหม เพราะผู้ใหญ่แก่เกินแกง ดัดยากแล้ว
แต่............................
ใครจะช่วยเด็ก เมื่อผู้ใหญ่ก็เสพติดทั้ง ความรู้เป็นพิษ และ "ยินดีจ่ายค่าโง่" ในทุกรูปแบบ
หรือจะเนรเทศให้เด็กไปเรียนรู้เอง
????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????
ใครก็ได้ ช่วยคิดหน่อยครับ
ขอบคุณครับอาจารย์
สวัสดีครับอาจารย์
เท่าที่ผมสัมผัสมาจากการทำงาน ผมสังเกตว่าพฤติกรรมการซื้อปุ๋ย-ยาของเกษตรกรในปัจจุบันนี้ไม่ต่างอะไรกับการไปร้านซื้อยาจากร้านหมอตี๋มารับประทานเองเลยครับ
พ่อค้าจะเชียร์ขายสินค้าที่เขาได้กำไรงามๆ จัดยาให้เป็นแพคเกจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มฮอร์โมน อาหารเสริมต่างๆให้แก่พืช ซึ่งดูเกินความจำเป็น ซึ่งเกษตรกรหลายคนเสพติดสินค้าเหล่านี้ไปแล้ว ถ้าปลูกพืชครั้งใด แล้วไม่ได้ใส่ฮอร์โมนเขาจะไม่สบายใจครับอาจารย์
ขอบคุณมากครับ
แค่ไม่ได้ใช้แล้วไม่สบายใจยังไม่พอ เวลาใช้ยังชอบเผื่อแบบสุดๆอีก เค้าให้ใช้ 1 ฝาแต่เวลาเทขอแถมหน่อยอยู่เรื่อย
แต่ที่แน่ๆ คืนสู่วิถีทางแห่งธรรมชาติและคความพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เป็นหนทางรอดที่ยั่งยืนของเกษตรกรอันเดียวเท่านั้นครับ
ใช่ครับ
แต่.......
ใครคิด......
ใครพูด.......
ใครทำ.......
และ ใคร..... บริโภคครับ