สถานภาพล่าสุดของประเด็นนี้
เมื่อวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมานี้
ผมมีโอกาสได้สนทนาทางโทรศัพท์กับ คุณเมตตา อุทกะพันธุ์
ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
โดยมีประเด็นสำคัญได้แก่
การแจ้งให้ทางบริษัทฯ ทราบว่า หนังสือ ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น ซึ่งเขียนโดย ทันตแพทย์สม สุจีรา
มีเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดพลาด & คลาดเคลื่อน อย่างมาก
(หากพูดแรงๆ ก็คือ แม้การบิดเบือนข้อมูลต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์จะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
แต่ได้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้างไปแล้ว
และเนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริง
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทักท้วงและทำให้ผู้ที่สนใจทั่วไปตระหนักในประเด็นนี้)
ทั้งนี้คุณเมตตาได้กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้ทักท้วง
เพราะในราว 1 ปีที่หนังสือเล่มนี้ออกมา ไม่มีใครแจ้งมาว่าหนังสือมีข้อผิดพลาด
คุณเมตตายังกล่าวด้วยว่า บ.อมรินทร์ให้ความสำคัญกับความถูกต้องทางวิชาการเป็นอย่างสูง
ผมจึงเรียนคุณเมตตาไปว่า ในช่วงที่หนังสือเล่มนี้พิมพ์ซ้ำได้สัก 3-4 ครั้งนั้น
ผมได้รับการติดต่อจากบรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้ (คุณเทวัญกานต์ มุ่งปั่นกลาง)
ทั้งทางโทรศัพท์และทางจดหมายเชิญอย่างเป็นทางการ
เพื่อให้ทำการแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาอังกฤษ
แต่ในขณะนั้น ผมได้แจ้งบรรณาธิการไปว่า หนังสือเล่มนี้มีข้อเท็จจริงในทางวิทยาศาสตร์ผิดพลาดมาก
หากจะมีการแปล จำเป็นต้องแก้ไขความผิดพลาดเสียก่อน
มิฉะนั้น ทั้งผู้เขียน & สำนักพิมพ์ จะสูญเสียความน่าเชื่อถือในระดับสากล
ทั้งนี้ ได้ย้ำเตือนบรรณาธิการไปอย่างน้อย 2 ครั้ง
ต่อมา ผมได้มีโอกาสสนทนากับผู้เขียน (คือ ทพ.สม) ทางโทรศัพท์
และได้บอกไปว่า มีประเด็นที่ต้องแก้ไขหลายประเด็น และอยากใช้การพบกันเพื่อพูดคุยชี้แจง
แต่ ทพ. สม บอกว่าให้ผมแจ้งไปว่าประเด็นใดบ้าง เขาจะได้ไปเตรียมตัวมาก่อน...
ราว 1 ปีผ่านไป
ประเด็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง
ผมจึงขอนำตัวอย่างความผิดพลาด (บางส่วน) ในหนังสือเล่มนี้มาบันทึกไว้เป็นหล้กฐาน
เพื่อใช้ในการเรียนรู้ & อ้างอิงได้ต่อไป
1)
ตัวอย่างความผิดพลาดที่ตรงไปตรงมา
(ซึ่งแก้ไขได้ไม่ยากนัก)
ในกรณีที่เป็นข้อเท็จจริงในเชิงประวัติศาสตร์ (เช่น ใครค้นพบอะไร) หรือแนวคิดพื้นฐานที่มีนิยามชัดเจน ก็มักจะสามารถพบเห็นความคลาดเคลื่อนได้ง่าย ทำให้ชี้แจงและแก้ไขได้ไม่ลำบากนัก เช่น
1-A) “มักซ์ พลังค์ (Max Planck) เป็นผู้ค้นพบทฤษฎีควอนตัมและเทอร์โมไดนามิก” (หน้า 16):
ข้อชี้แจง :
ที่ถูกต้องคือ มักซ์
พลังค์
เป็นผู้ค้นพบปรากฏการณ์ที่นำไปสู่การพัฒนาทฤษฎีควอนตัมยุคเก่า (the
old quantum theory)
สำหรับเทอร์โมไดนามิกส์ (thermodynamics) หรือวิชาอุณหพลศาสตร์
นั้นมีพัฒนาการมายาวตั้งแต่ราวปี ค.ศ. 1650 แล้ว
โดยต่อมามีทั้งนักทฤษฎีและนักทดลองจำนวนมากช่วยกันเติมเต็มความรู้ในแง่มุมต่างๆ
ส่วนชื่อ thermodynamics เสนอโดย เจมส์ จูล (James Joule) ในปี ค.ศ.
1858
มักซ์ พลังค์
1-B) “...ไอน์สไตน์ได้เรียกควอนตัมของแสงว่าโฟตอน..” (หน้า 22) :
ข้อชี้แจง :
ผู้ที่เสนอคำว่า โฟตอน (photon) ได้แก่ นักเคมีเชิงฟิสิกส์ (physical
chemist) ชื่อ กิลเบิร์ต เอ็น
ลิวอิส (Gilbert N. Lewis) โดยเสนอในปี ค.ศ. 1926
ส่วนไอน์สไตน์นั้นใช้คำว่า das Lichtquant ในภาษาเยอรมัน
ซึ่งแปลว่า ควอนตัมของแสง (light quantum)

กิลเบิร์ต เอ็น ลิวอิส
1-C) “...เมื่อมีการค้นพบ Chaos Theory
(ทฤษฎีแห่งความยุ่งเหยิง) จากทฤษฎีนี้ทำให้เกิดปัญญาว่า
โมเลกุลของน้ำมีสภาพของความสับสนอลหม่านยุ่งเหยิงเสียดสีกันอยู่ภายในตลอดเวลา”
(หน้า 128):
ข้อชี้แจง :
ทฤษฎีที่พูดถึงโมเลกุลของน้ำซึ่งสั่นไหวและเคลื่อนที่เสียดสีกันอยู่ตลอดเวลานั้น
ได้แก่ กลศาสตร์เชิงสถิติ (statistical mechanics)
ส่วนทฤษฎีเคออสนั้นแม้ชื่อจะแปลว่า โกลาหล หรือยุ่งเหยิงสับสน (chaos)
แต่ไม่ได้มีความหมายในทางวิทยาศาสตร์อย่างที่กล่าวอ้างถึง
1-D)
“ทางเดียวที่จะพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพด้วยตัวเองได้คือการพิสูจน์ทางจิต…เมื่อจิตละเอียดถึงจุดจะพบกับความมหัศจรรย์ของเวลาตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์”
(หน้า 174) :
ข้อชี้แจง :
การตรวจสอบผลทำนายจากทฤษฎีสัมพัทธภาพในเรื่องเวลานั้น
มีการทดลองทางกายภาพหลายการทดลองและได้ทำมานานแล้ว เช่น
การตรวจวัดอายุขัยของอนุภาคต่างๆ
และการใช้ผลการคำนวณเวลาในระบบบอกพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลก (GPS, Global
Positioning System) เป็นต้น ข้อความดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง
สำหรับข้อกล่าวอ้างที่ว่า เรื่องเกี่ยวกับเวลาในทฤษฎีสัมพัทธภาพสามารถพิสูจน์ได้ด้วยจิตได้นั้น คงต้องตรวจสอบก่อนว่า นิยามของคำว่า “เวลา” ที่ผู้ที่กล่าวอ้างมีประสบการณ์ตรงทางจิตนั้นตรงกับนิยามของ “เวลา” ที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพกล่าวถึงหรือไม่

ภาพจากหนังสือ An Illustrated A Brief
History of Time โดย Stephen Hawking
เพราะแม้แต่ในทางวิทยาศาสตร์เอง เวลาก็มีได้หลายแบบแล้วแต่ว่าจะอิงกับทิศทางของอะไร เช่น อิงกับทิศทางของปรากฏการณ์ตามกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ (thermodynamic arrow) อิงกับทิศทางการขยายตัวของเอกภพ (cosmological arrow) หรือ อิงกับความรู้สึกหรือการรับรู้ในทางจิตวิทยาว่าเวลาผ่านไปอย่างไร (psychological arrow) เป็นต้น
2)
ตัวอย่างความผิดพลาดที่มีประเด็นซับซ้อน
(ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการแก้ไขมาก)
แนวคิด สมมติฐาน ทฤษฎี
หรือผลการสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์หลายอย่างมีความซับซ้อน
และจำเป็นต้องเข้าใจพื้นฐานที่เกี่ยวข้องมาก่อนเป็นอย่างดี
หากผู้ที่นำไปกล่าวถึงไม่เข้าใจเงื่อนไขการใช้งานโดยแจ่มแจ้ง
ก็ย่อมจะสุ่มเสี่ยงต่อการผิดพลาดได้โดยง่าย
การแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวต้องใช้ความพยามยามและเวลาอย่างมากทั้งในส่วนของผู้ที่อธิบายและผู้ที่ต้องทำความเข้าใจ
ในตัวอย่างต่อไปนี้จะให้คำอธิบายไว้เพียงเบื้องต้น เพราะประเด็นทางวิชาการที่เกี่ยวข้องมีความซับซ้อนเกินกว่าจะนำมาขยายความได้ทั้งหมดไว้ในบทความนี้ ทั้งนี้ ผู้เขียนจะหาโอกาสขยายความในโอกาสต่อไป หากมีผู้สนใจ
2-A) “ทุกๆ สิ่งในจักรวาลหลังการระเบิดครั้งใหญ่ (บิ๊กแบง) จะมีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะที่ยุ่งเหยิงมากขึ้นเสมอ” (หน้า 73-74):
ข้อชี้แจงเบื้องต้น
:
ข้อความนี้ถูกบิดเบือนมาจากกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ที่ว่า
“เอนโทรปี (entropy) ของระบบโดดเดี่ยว (isolated system)
มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นหรือคงที่”
โดยระบบโดดเดี่ยวในทางเทอร์โมไดนามิกส์หมายถึง
ระบบที่ไม่แลกเปลี่ยนทั้งมวลสารและพลังงานกับสิ่งแวดล้อม
ในทางเทอร์โมไดนามิกส์ ระบบเปิด (open system)
ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนมวลสารและพลังงานกับสิ่งแวดล้อมได้สามารถมีความเป็นระเบียบเพิ่มสูงขึ้นได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ
2-B) “พระพุทธองค์ตรัสว่า “อัตตา
(ตัวตน) ของคนเรานั้นไม่เคยมีอยู่จริง
สรรพสิ่งในโลกเป็นเพียงสิ่งสัมพัทธ์ (อิทัปปัจยตา)”
ไอน์สไตน์ยืนยันซ้ำพร้อมสูตรทางวิทยาศาสตร์ว่า
“ยิ่งเรียนรู้ความลับของธรรมชาติ
ยิ่งทำให้มนุษย์เราต้องถ่อมตนและสันโดษ
สรรพสิ่งสัมพัทธ์กันไปหมด”....” (หน้า
162) :
ข้อชี้แจงเบื้องต้น :
ประเด็นนี้น่าสนใจทีเดียว เพราะชื่อทฤษฎีสัมพัทธภาพ (theory of
relativity) นั้นชวนให้เข้าใจผิดพลาดไปได้ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสัมพัทธ์
(คือแล้วแต่ว่าสังเกตเทียบกับใครหรืออะไร) แต่จริงๆ แล้วนั้น
ในทฤษฎีนี้ มีแนวคิดหรือปริมาณที่ตรงกันข้ามกับสภาพสัมพัทธ์อยู่ด้วย
นั่นคือ ความไม่แปรเปลี่ยน (invariance)
ที่น่าสนใจก็คือ สมมติฐาน 2 ข้อที่ใช้ในการพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
(special relativity) ก็คือ ความไม่แปรเปลี่ยนนี้
ผู้ที่สนใจโปรดดูแหล่งข้อมูลอ้างอิง [แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์]
ตัวอย่างความเข้าใจที่ผิดพลาดที่ยกมานี้
หากปรากฏในหนังสือ หรือแหล่งข้อมูลใดเป็นจำนวนมาก
ก็ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่า
เหตุใดผู้ที่ให้ข้อมูลจึงแสดงข้อมูลและทัศนะที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้แต่ข้อมูลบางอย่างที่ตรวจสอบได้ไม่ยาก
สาเหตุที่อาจเป็นไปได้ เช่น
- หนังสือหรือเอกสารที่ใช้อ้างอิงส่วนใหญ่ไม่ใช่หนังสือแนววิชาการที่เน้นความแม่นยำ แต่เป็นหนังสือแนววิทยาศาสตร์อ่านสนุกสำหรับทั่วไป (popular science) ซึ่งทำให้เรื่องราวต่างๆ ง่าย (simplified) แต่หากง่ายจนเกินไป (over-simplified) ก็ย่อมทำให้ผู้อ่านที่ขาดพื้นฐานที่ดีเพียงพอเข้าใจไขว้เขวไปได้โดยง่าย
- แม้หนังสือหรือเอกสารที่ใช้ในการอ้างอิงจะมีความถูกต้องในทางวิชาการ แต่หากผู้ใช้ขาดพื้นฐานที่ดีเพียงพอ (โดยเฉพาะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ซึ่งมีความจำเป็นพอสมควรสำหรับวิชาฟิสิกส์) ก็อาจจะทำให้ผู้ที่นำข้อมูลไปใช้มีแนวโน้มที่จะเลือกนำข้อความบางอย่างมาสนับสนุนความเชื่อของตน โดยละเลยบริบท (context) ในการใช้งานข้อความที่ยกมานั้น ลักษณะเช่นนี้ก็ย่อมทำให้เกิดความผิดพลาดได้เช่นกัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
[Chaos-1] James Gleick, Chaos : Making a New Science (ISBN
0-14009-250-1)
[Chaos-2] Ian Steward, Does God Play Dice? The Mathematics of Chaos
(ISBN 0-631-16847-8)
[เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว] บัญชา ธนบุญสมบัติ, , Know How &
Know Why : กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง, สนพ. สารคดี, หน้า 128-137
เรื่อง “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” หมายความว่าอย่างไร
[แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์ ] บัญชา ธนบุญสมบัติ, แฟนพันธุ์แท้ไอน์สไตน์,
บ. ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)
ทีมงานวิชาการ.คอม
ได้ให้ความช่วยเหลือในการเผยแพร่บันทึกนี้
โดยนำไป โพสต์ไว้ที่นี่
หากใครสนใจ comments
ที่ผู้อ่านแสดงไว้ในเว็บของวิชาการ.คอม
ก็ตามไปอ่านได้ครับ
ข้อคิดเห็นจากคนที่เคยอ่าน
-
ตกลง "ไอสไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" เขาปรับปรุงใหม่ยังอะครับ :
กระทู้จากห้อง 'ห้องสมุด' ของ Pantip.com
บันทึกความรู้สึก (อังคาร 5 มกราคม 2552) :
หลังจากเปิดประเด็นนี้มาได้กว่า 1 ปี ทำให้มั่นใจว่า....
มีคนไทยที่นอกจากจะ "ไม่รักความรู้" ยังชอบ (เผลอ?) ปรักปรำคนที่มาทักท้วงเพื่อความถูกต้อง ซ้ำร้ายยัง(อวดดี)เข้าข้างคนที่(อ้างว่า)ปฏิบัติธรรมจนมีความคิดผิดเพี้ยนวิปริตอีกด้วย
น่าเป็นห่วงลูกหลานของเราจริงๆ เพราะสังคมแบบนี้ หากจะแก้ไขให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจจะต้องใช้เวลากว่า 1 รุ่นคน....
สวัสดีครับพี่ชิว
แปลกจังที่เขาเพิ่งได้รับแจ้งเรื่องความคลาดเคลื่อน แต่ผมว่า ถึงจะแก้ไขเนื้อหาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเหล่านี้แล้ว ก็ยังมีประเด็นใหญ่เกี่ยวกับการเปรียบเทียบกับพุทธศาสนาอีก
เคยมีหนังสือของ T. Lobsang Rampa เล่าเรื่องศาสนาพุทธในทิเบตไว้อย่างน่าอ่าน มีคนแปลเป็นภาษาไทยอย่างน้อยสองคน ผมไปปรึกษาผู้รู้ด้านพุทธศาสนาของทิเบต ท่านว่าเรื่องนี้เป็นเพียงนิยาย หลังจากนั้นก็ได้อ่านบทความยืนยันเรื่องที่ท่านว่าแต่นิยายเรื่องนี้ก็ตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นสิบครั้ง
จะว่าไปก็อ่านสนุกดีครับ
แวะมาเรียนรู้ครับ
สวัสดีครับ
อ.แอ๊ด : นี่แค่เสี้ยวเล็กๆ ครับ พี่เจอที่ผิดเกือบทุกหน้า ทำให้สงสัยเหมือนกันว่า บางที....
อ.หมู : พี่แจ้งทางอัมรินทร์ไปว่า คนไทยไม่มีวัฒนธรรมที่ทำให้คนรู้จักกันเสียหน้าครับ :-P ทพ.สม ไล่ไปไล่มาเป็นรุ่นน้องพี่ที่ รร.เตรียม 2 ปีอีกต่างหาก...เฮ้อ
คุณ พี่หนุ่มคนตานี : ด้วยความยินดีครับ
อย่างนี้ก็น่าดีนะครับ คุยกันง่าย
ชาวพุทธแท้ ไม่ก้าวร้าวอยู่แล้ว ;) แต่อาจจะหัวแข็ง อิๆ
ประเด็นนี้อาจจุดชนวนให้คนหันไปอ่านหนังสือเล่มนี้มากขึ้นนะครับ ว่า เอ.. คลาดเคลื่อนตรงไหนหว่า...
สวัสดีครับ
อ.แอ๊ด ขจิต ฝอยทอง & อ.หมู ธ.วั ช ชั ย : ผิดเยอะจริงๆ ครับ และด้วยความที่ขายดีมากนี่ ทำให้สิ่งผิดๆ กระจายออกไปในวงกว้างมากแล้ว พี่เลยต้องไปทักท้วง บ.อัมรินทร์ ซะหน่อย
เรื่องคุยกับผู้เขียนนี่ มีความเสี่ยงเยอะครับ ต้องระวังเรื่อง ego ของคนอยู่เหมือนกัน
เห็นท่านผู้บริหารบอกว่า จะให้นักฟิสิกส์มาช่วยตรวจ ยังหวั่นๆ อยู่ว่า นักฟิสิกส์ก็มีหลายแขนง ถ้าจะตรวจได้ต้องรู้ theoretical physics โดยเฉพาะ spacetime physics ดีๆ ครับ
คุณ naree suwan : ดีแล้วครับ แต่ถ้าได้อ่าน ก็คิดว่าอ่านเพลินๆ เพราะข้อมูลวิทย์นี่จับแพะชนแกะมั่วไปหมด แบบเนียนๆ
มั่วแบบเนียน...เฮ่อๆๆๆ ขอมาแอบหัวเราะด้วยคนนะครับอาจารย์บัญชา ธนบุญสมบัติ
อ่านๆ ไป ก็นึกถึงนิยายของ (.........) ซึ่งชอบนำเอาคำสอนทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิปัสสนามาอธิบาย... อาตมาอ่านแล้วก็รู้สึกเบื่อทุกครั้ง จึงนำเรื่องนี้ไปปรารภกับเพื่อนสหธัมมิกรูปหนึ่งซึ่งจัดเป็นพวกหนอนหนังสือ เค้าว่า...
เจริญพร
สวสัดีค่ะ ขออนุญาตแสดงความเห็น (ส่วนตัว) ค่ะ
กราบนมัสการหลวงพี่ BM.chaiwut ครับ
สำหรับกรณีที่กล่าวถึงในบันทึกนี้นั้น มีเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่า ผู้เขียนอาจจะฝึกจิตไปผิดทิศผิดทาง จนทำให้ไม่สามารถจับประเด็นต่างๆ จากเอกสารอ้างอิงได้อย่างถูกต้อง แต่ด้วยความที่เป็นนักสื่อสารชั้นยอด ทำให้ "เลือก" เอาเฉพาะบางคำ บางข้อความ มาสนับสนุนความเชื่อที่ตนเองได้ปักธงเอาไว้แล้ว โดยละเลยบริบท (context) ที่ใช้งานได้ครับ
คล้ายกับที่มีคนเคยตั้งข้อสงสัยว่า พุทธศาสนาสอนเรื่อง "อนัตตา" แต่เหตุไฉนจึงมีพุทธภาษิต "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" (ซึ่งฟังแล้วเหมือนมีตัวมีตน มีอัตตา) อะไรทำนองนั้นครับ
กราบขอบพระคุณหลวงพี่ฯ อีกครั้งที่แวะมาเยี่ยมเยียนครับ
สวัสดีครับ
คุณ สะ-มะ-นึก : หัวเราะนี่ต้องแอบด้วยหรือครับ 5555
คุณ ดาวลูกไก่ ชื่นชมยินดี : ผมคิดว่า ต้องสร้างวัฒนธรรมการวิพากษ์เชิงสร้างสรรค์ขึ้นมาให้ได้ครับ เพราะจะเป็นทั้งภูมิคุ้มกันและเครื่องมือในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารทที่ดี
กรณีหนังสือพิมพ์ซ้ำหลายๆ ครั้งนี่ต้องระวังครับ ผมเคยเจอย่างน้อย 2 กรณี
- กรณีแรกเป็นตำราเรียนของเด็กอาชีวะครับ พิมพ์ซ้ำกว่า 10 ครั้ง ได้รางวัล "หนังสือยอดนิยม"...แต่จากความรู้และประสบการณ์ของผม ตำราเล่มนี้เขียนผิดๆ เพี้ยนๆ แทบทุกหน้า เช่น การใช้ศัพท์ นิยาม ความรัดกุมของภาษา การลำดับความ ฯลฯ (การที่ได้พิมพ์หลายครั้งเป็นเพราะ ผู้สอนใช้เป็นตำราเรียนใน course ของตนเอง!)
- อีกกรณีหนึ่งก็เล่มที่กล่าวถึงนี้ครับ : พิมพ์ไปกว่า 30 ครั้ง เพราะสังคมไทย "อ่อน" วิทยาศาสตร์ จึงไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้เขียนรู้จริง หรือ มั่วนิ่ม และที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ดึงเอาพระพุทธเจ้าลงมา ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่า นี่! ถ้าเขาไม่มั่นใจ ก็คงไม่อ้างถึงพระพุทธองค์หรอก
แต่ลืมคิดไปว่าพระพุทธองค์ตรัสสอนเรื่อง กาลามสูตร เตือนเอาไว้นานแล้ว....
กวิน : เดี๋ยวพี่ลองไปค้นไฟล์ดู ไม่แน่ใจว่าจะนำมาโพสต์ไว้เลย หรือจัดหน้าให้อ่านง่ายๆ ดี รอเดี๋ยวนะครับ
สวัสดีค่ะพี่ชิว
ตามมาอ่านบทวิเคราะห์ด้วยคนค่ะ ยังไม่เคยได้อ่านหนังสือเล่มนี้เลยค่ะ แต่รู้ว่าคนพูดถึงเยอะมาก ขนาดในสังคม g2k นี้ก็พูดกันบ่อย ..นี่ขนาดฟังพี่ชิวอธิบายยังคิดตามและงงๆ เลยค่ะ.. ถ้าไม่แตกฉานจริงๆ ก็ยากที่จะเปรียบเทียบนะคะ..คนละมุมมองจริงๆค่ะ..หรือว่าคนที่รู้เข้าใจวิทยาศาสตร์แตกฉานจริงๆนั้นมีน้อยมากในประเทศ..หรืออาจเป็นที่คนที่เค๊ารู้จริงทั้งสองด้าน..ไม่ได้มาอ่านหนังสือเล่มนี้...
ถ้ามีคนเตือนว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นไม่ถูก..ก็ควรน่าที่จะรีบแก้ไขนะคะ..เพราะเป็นความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง..นอกจาก..จะไม่อยากรับผิดชอบต่อสังคม..เพราะหนังสือติดตลาดแล้ว..จะเสียผลประโยชน์ทุกฝ่ายหรือเปล่าคะ...หรือเค๊าคิดว่าเป็นเพียงนิยายอ่านสนุกๆมังคะ ..อุ๊บส์
มารับทราบข้อมูลค่ะ ...เป็นหนังสือแนะนำในวงกว้างที่เกือบจะซื้อมาอยู่ครั้งแล้วละค่ะ ...เพราะอย่างอ่านเชิงเปรียบเทียบพุทธ-วิทย์อย่างนี้บ้าง ...แต่ความที่กลัวว่าจะหนัก (สมอง) เกินไป ก็เลยยังไม่ได้ซื้อ-หา มาอ่านซะที ...ก็รอดตัวไป
เล่มนี้เป็นหนังสือขายดีไปแล้วซะด้วยซิคะ ....ถ้าเกิดการแก้ไขขึ้นมา เห็นที่จะเป็นเรื่องใหญ่เชียวล่ะ ....เคสนี้ต้องติดตามต่อไปซินะคะ
ประเด็นนี้น่าสนใจทีเดียวครับ
สวัสดีครับ น้องอุ๊ a l i n_x a n a =)
การที่มีคนพูดถึงเยอะมาก และการที่หนังสือเล่มนี้ขายดีมาก (พิมพ์ไปแล้วกว่า 35 ครั้ง) ย่อมหมายถึงว่า ประเด็นทำนองนี้มีคนไทยสนใจมาก...แต่...ไม่สามารถสรุปได้ว่าหนังสือมีคุณภาพในแง่ที่ว่า ให้ข้อมูลและแสดงทัศนะอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการครับ
ในประเทศไทยนี่ พี่เชื่อว่ามีผู้ที่สามารถอ่านอย่างเข้าใจจริงๆ ได้ครับ แต่ประเด็นก็คือ ผู้ที่สามารถเช่นนี่...
1) ได้อ่านแล้วหรือยัง
2) ได้อ่านแล้ว และแม้จะรู้ว่าหนังสือมีข้อบกพร่องมากมาย แต่จะมีเวลาประมวลความคิด เพื่อแจ้งไปยังสำนักพิมพ์ และผู้เขียนหรือไม่
3) ได้อ่านแล้ว และอาจพอมีเวลา แต่...ภายใต้วัฒนธรรมไทยๆ นี่ เราไม่ค่อยแสดงการวิพากษ์เชิงสร้างสรรค์ ด้วยเกรงว่าผู้เขียนจะเสียหน้า และจะเป็นการไปขัดประโยชน์ของสำนักพิมพ์ครับ
เรื่องนี้พี่เองคิดอยู่นานทีเดียว แต่จริงๆ แล้วก็ถือว่าได้แจ้งผู้เขียนและบรรณาธิการไปตั้งแต่ปีก่อนแล้ว แต่พอมาถึงตอนนี้ คิดว่าการเผยแพร่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดพลาดสมควรจะชะลอหรือหยุดได้แล้วครับ
เอาไว้จะหาโอกาสขยายความแบบค่อยเป็นค่อยไปครับ ขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็นนะครับ ^__^
สวัสดีครับ ^__^
คุณ อำนวย สุดสวาสดิ์ : หากมีคำถาม หรือข้อคิดเห็นใดๆ ก็ยินดีนะครับ
คุณ นัทธ์ : ผมกำลังติดตามอยู่ครับว่า บริษัทฯ จะจัดการอย่างมืออาชีพอย่างไร ให้ได้ทั้งเงิน (ของขายได้) ได้ทั้งกล่อง (ข้อมูลได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง)
ที่คิดอย่างนี้ เพราะผู้บริหารสูงสุด (คุณเมตตา) ได้รับทราบเรื่องแล้วนั่นเอง
คุณ panik : ขอบคุณครับ ลองมาดูต่อกันดีกว่าว่า เรื่องนี้บริษัท และสังคมไทยจะทำอย่างไร