กิเลส
"อันมูลเหตุที่ให้เกิดความตึงเครียดขึ้นนั้น" โดยตรงที่สุดก็คือ ตัณหา ความทะยานอยากในจิตใจของบุคคล "กิเลสเหล่านี้เป็นไฟเผาโลกอยู่ทุกกาลสมัย" และเป็นนายที่บงการมนุษย์ให้เบียดเบียนทำลายล้างกันและกัน ***แม้บุคคลจะมีอำนาจครอบงำผู้อื่นได้มากมาย แต่ก็ต้องเป็นทาสของตัณหา จึงได้ "ขวนขวาย เพื่อหักล้างผู้อื่นลงไปให้ย่อยยับ " โดยที่ไม่พยายามหักตัณหาในใจของตนเอง ลงไปเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ ความสงบก็เกิดขึ้นได้โดยยาก "ยิ่งแก้ด้วยวิธีเพิ่มเติมตัณหาให้แก่ตน" และ หักล้างผู้อื่นให้จำยอมก็ยิ่งเพิ่มความไม่สงบเพราะไม่มีใครที่จะยินยอมแก่กัน ต้องพากันพยายามป้องกันตนหรือคิดหักล้างเป็นการตอบแทนกันอยู่ตลอดไป "จึงควรที่จะหยุดความคิดและจิตใจของตน"
*** Time will show and time flies. ***
หมั่นไปพบจิตแพทย์บ้างนะครับ ถ้ารู้สึกว่าตึงมากเกินไป
คุณKitty ขอขอบคุณมากนะจ๊ะที่ให้พี่"หมั่นไปพบจิตแพทย์" แต่พี่ไม่ได้เป็นอะไรเลย กินได้นอนหลับสบายดีทุกอย่าง และว่า "ตึงมากเกินไป" ไม่ใช่เลยนะจ๊ะ ที่พี่เขียนลงบล็อกนะคือคำของพระท่านได้เขียนสอนไว้ พี่เห็นว่ามันมีประโยชน์ที่จะได้แบ่งปันให้เพื่อนอ่าน วันเข้าพรรษาไปทำบุญที่ไหนจ๊ะน้อง
ชอบจังเลยพี่ คนเราทุกวันนี้ถ้ารู้จักหมั่นสังเกตความรู้สึก ความอยากได้
อยากมีของตนเอง และรู้จักยับยั้งชั่งใจ ข่มใจตนเอง
สังคมก็คงจะดีกว่าทุกวันนี้ที่เป็นอยู่ ขอบคุณคร้าบพี่
ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
มีนเองคับ
อย่าหยุดที่จะคิด อย่าหยุดทำความดี อย่าหยุดทำประโยชน์ให้สังคม
ไม่เห็นด้วยที่จะให้หยุดความคิด เพราะคนโกงกินจะโกงกันสบาย