กลยุทธ์ DIG กับยุทธวิธีสื่อสารป้องกันภัย
ความนำ
ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Natural Disaster) เป็นสิ่งที่สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพยสินให้กับมนุษย์อย่างมาก และไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นกับตนแต่ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากเช่นกัน ที่ผ่านมาหลายฝ่ายพยายามหาทางป้องกันภัยและวางระบบเตือนภัยกันอย่างขนานใหญ่ ทั้งใช้กำลังคน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ เทคโนโลยีต่างๆ ตลอดจนการลงทุนต่างๆ เพื่อการป้องกันภัย ซึ่งประสบความสำเร็จบ้าง ไม่ประสบความสำเร็จบ้าง เพราะดูเหมือนไม่มีใครคาดเดาได้ว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นจะเกิดขึ้นที่ใด เวลาใด อย่างไร
แม้กระนั้นก็ตามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศญี่ปุ่นซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งแผ่นดินไหว ดินถล่ม คลื่นยักษ์สึนามิ ได้คิดและพัฒนากลยุทธ์ที่เรียกว่า Disaster Imagination Game (DIG) ขึ้นในปีพ.ศ. 2540 เพื่อการป้องกันและเตรียมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งได้รับความนิยมในจังหวัดต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่นอย่างกว้างขวางทั้งในระดับเจ้าหน้าที่ภาครัฐบาลท้องถิ่น ระดับชุมชน และโรงเรียนต่างๆ ซึ่งต่อมาเทคนิคนี้ได้ถูกนำเสนอและแพร่หลายไปยังหลายประเทศ อาทิ ประเทศเนปาล อินโดนีเซีย และประเทศแถบทะเลแคริบเบียน รวมถึงประเทศไทยที่ได้เริ่มทดลองใช้ในปีนี้เอง
กลยุทธ์ที่เรียกว่า DIG นั้นหาใช่การใช้เทคโนโลยีขึ้นสูง หรือการใช้วิธีการที่แยบยลแต่ประการใด หากแต่เป็นการย้อนกลับไปหา พลังแห่งจินตนาการ (The Power of Imagination) ในมนุษย์เพื่อกระตุ้นความคิดคำนึงถึงเรื่องภัยพิบัติ และผันแปรเป็นพลังในการกระทำเพื่อการป้องกันและเตรียมรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
การศึกษานี้จึงมุ่งวิเคราะห์ DIG ในแง่มุมต่างๆ เพื่อค้นหาลักษณะร่วมและคำอธิบายพลังที่แฝงอยู่ภายในระหว่างกลยุทธ์นี้กับความเป็นมนุษย์ อันสามารถนำไปสู่การปรับประยุกต์หรือพัฒนารูปแบบอื่นๆ ที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพชุมชนหรือกลุ่มคนต่างๆ ในประเทศไทยได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น
กลยุทธ์ DIG เพื่อการป้องกันภัยพิบัติ[1]
DIG ย่อมาจาก คำว่า Disaster Imagination Game ซึ่งหมายถึง เกมหรือกลวิธีในการสร้างจินตนาการทางด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติเพื่อการวางแผนป้องกันและเตรียมรับมือกับเหตุภัยพิบัติต่างๆ โดยเจ้าหน้าที่และคนในชุมชนแห่งจังหวัด Mie ในประเทศญี่ปุ่นร่วมคิดและพัฒนาขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2540 และได้มีการแพร่หลายไปใช้เพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือกับภาวะภัยพิบัติทั้งในระดับโรงเรียน ชุมชน และระดับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งต่อมาทางJapan International Cooperation Agency (JICA) ได้นำเอาเทคนิคนี้แนะนำใช้ในประเทศอื่นๆ ที่มีโอกาสเสี่ยงกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่นประเทศเนปาล อินโดนีเซีย รวมถึงประเทศไทยที่เพิ่งมีการแนะนำไปปฏิบัติในระดับโรงเรียน และระดับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนใน 3 จังหวัดคือ แม่ฮ่องสอน ชุมพร และจังหวัดภูเก็ต ตามแผนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและ JICA เมื่อเช่วงกลางปีที่ผ่านมานี่เอง[2]
DIG เป็นการจัดการในลักษณะการรวมกลุ่มตั้งวงสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (workshop) หรือร่วมเล่นเกมจินตการบนแผนที่ของชุมชน โดยให้ฝ่ายต่างๆ ที่จัดแบ่งเป็นกลุ่มมาพิจารณาแผนที่ของชุมชนตนเองแล้วจินตนาการถึงกรณีที่เกิดภัยพิบัติจะมีผลกระทบอย่างไรและหาทางแก้ไขอย่างไร ทั้งนี้ในหลักของการจัดการกับภาวะภัยพิบัติ (Disaster Management) การสร้างความเข้าใจร่วมและความตระหนักของภัยพิบัติเป็นหัวใจสำคัญที่สุดอันจะนำไปสู่การวางแผน เตรียมพร้อมในด้านต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายหลักของ DIG ที่มุ่งให้มีการระบุถึงความเสี่ยงภัย (Risk Identification) ระหว่างฝ่ายต่างๆ ในชุมชน มิใช่เพียงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และต้องการสร้างความตระหนัก (AwarenessRaising) ในเรื่องของภัยพิบัติและทางแก้ไขปัญหาป้องกันภัยต่างๆ ทั้งในระดับบุคคล และระดับชุมชน เพื่อไม่ให้เกิดภาวะอลหม่านในยามที่เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติจริง
อุปกรณ์ในการสร้าง DIG
DIG นอกจากจะมีกลุ่มคนต่างๆ ที่อยู่ในชุมชนมาร่วมกันประชุมหารือแล้วต้องมีอุปกรณ์ที่สำคัญๆ ได้แก่
1. โครงร่างแผนที่ หรือตัวแผนที่ของชุมชนขนาดใหญ่ (Big Map)
2. แผ่นใสที่สามารถคลุมแผนที่ใหญ่ดังกล่าวได้
3. กระดาษเขียนข้อความขนาดเล็กที่สามารถติดแผ่นใสได้
4. ปากกาเขียนแผ่นใส
5. ฐานข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะความเสี่ยงต่อภัยพิบัติของชุมชน
ขั้นตอนดำเนินการกลยุทธ์DIG
การดำเนินการของ DIG เริ่มจากการให้ผู้ดำเนินการสัมมนาเชิญผู้ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติมาบรรยาย โดยนำเอาประสบการณ์ของชุมชนต่างๆ ที่เคยเผชิญกับภาวะภัยพิบัติในลักษณะต่างๆ โดยเน้นถึงภัยพิบัติที่เป็นความเสี่ยงสูงต่อชุมชนของตนที่อาจเผชิญในช่วงเวลาต่างๆ พร้อมรูปหรือวีดีทัศน์มาประกอบ แล้วจึงเข้าสู่ขั้นตอนการแบ่งกลุ่มๆ 10 แล้วจึงดำเนินการดังต่อไปนี้
1. ให้แต่ละกลุ่มร่วมกันทำความเข้าใจแผนที่ของชุมชนว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง หรือในขั้นนี้อาจร่วมกันออกสำรวจ หรือประชุมกันในกลุ่มเพื่อกำหนดสร้างความชัดเจนให้กับแผนที่ในกลุ่มของตนเอง โดยทุกกลุ่มควรมีโครงร่างแผนที่หลักของชุมชนที่คล้ายคลึงกัน
2. ระบุพร้อมเขียนธงชื่อของสถานที่หลักๆ หรือที่มีความสำคัญของชุมชนลงไปให้ชัดเจน อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียน สถานที่ราชการ แหล่งน้ำ โรงไฟฟ้า จากนั้นผู้ดำเนินการสัมมนาอาจให้โจทย์ภัยพิบัติ หรือผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมกันกำหนดโจทย์ว่าหากเกิดภัยพิบัติประเภทต่างๆ จะมีโอกาสเกิดขึ้นที่ใด ลักษณะใด ตามแผนที่ที่กำหนด
3. ให้สมาชิกในกลุ่มช่วยกันจินตนาการตามว่า หากเกิดภาวะภัยพิบัติลักษณะข้างต้นแล้วจะมีผลกระทบต่อส่วนกลาง ๆไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ระบบไฟฟ้า ประปา อาคารสถานที่หลักต่างๆ อย่างไรบ้าง ทั้งขณะเกิดเหตุการณ์ และหลังจากเกิดเหตุการณ์ เมื่อได้ข้อสรุปจึงเขียนข้อความนั้นๆ แล้วนำไปติดกับป้ายสถานที่สำคัญเหล่านั้นในแผนที่
4. สมาชิกร่วมกันจินตนาการต่อเนื่องว่า การแก้ไขปัญหา หรือบรรเทาปัญหาอันเนื่องมาจากภาวะภัยพิบัติดังกล่าว จะทำได้อย่างไรบ้าง มีทางเลือกอะไรบ้าง อาทิ รวมถึงการกำหนดเส้นทางอพยพ เส้นทางหนีภัย ศูนย์กลางในการรวมตัวของชุมชน ที่สอดคล้องกับสถานการณ์จำลองที่ได้ระบุไว้ก่อนหน้านี้ เช่นหากสะพานขาด เส้นทางใดเป็นเส้นทางสำรอง แล้วระบุไว้ในแผนที่ให้ชัดเจน
5. เมื่อแต่ละกลุ่มจัดทำเสร็จแล้วให้นำเสนอร่วมกันทั้งหมดโดยยึดตามแผนที่ของแต่ละกลุ่ม โดยวิทยากรอาจกระตุ้นให้กลุ่มต่างๆ พยายามเชื่อมร้อยสภาพการณ์และแนวทางแก้ไขร่วมกันภายใต้กรอบของแผนที่เดียวกัน อันนำไปสู่การพัฒนาเป็นหลักปฏิบัติหรือข้อพึงระวัง และเป็นข้อเสนอแนะต่อฝ่ายต่างๆ ร่วมกัน
ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เป็นหลักของการเพิ่มและใช้พลังจากการจินตนการ (The power of Imagination) ทั้งนี้ยังสามารถเพิ่มเทคนิคอื่นๆ เข้าไประหว่างการสัมมนา อาทิ หากเป็นนักเรียน คุณครูสามารถเปิดโอกาสให้ให้แต่ละคนกำหนดบทบาทสมมติของตนลงไปในกลุ่ม อาทิ เป็นตำรวจ พยาบาล เจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย หรือหากสัมมนากับผู้ใหญ่ก็ให้ยึดตามอาชีพที่ตนเองเป็นอยู่แล้วจริง แล้วให้แต่ละคนในกลุ่มเสนอแนะว่าในฐานะบทบาททางสังคม (social role) นั้นๆตนเองจะต้องทำอะไรหรือสามารถดำเนินการอะไรเพื่อช่วยเหลือชุมชน ซึ่งรูปแบบต่างๆ นั้นสามารถปรับประยุกต์ได้ตามความเหมาะสม
ตัวอย่างเช่น โรงเรียน Maiko High School แห่งเมืองโกเบประเทศญี่ปุ่น ได้มีนำเอา DIG ไปออกแบบเป็นวิชาEnvironment and Disaster Mitigation Course โดยกำหนดให้นักเรียนในวิชานี้ได้จัดช่วยกันทำแผนที่ชุมชน แล้วแบ่งเด็ก ๆเป็นกลุ่มที่สวมบทบาทของแต่ฝ่าย อาทิ ตำรวจ ฝ่ายผจญเพลิง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข จากนั้นกำหนดสร้างเหตุการณ์สมมติคือเหตุแผ่นดินไหว และมีไฟไหม้ในจุดหนึ่ง แต่ละฝ่ายจะทำอย่างไร โดยคุณครูได้ทำการบันทึกการสนทนาของแต่ละกลุ่มเอาไว้เพื่อนำอภิปรายและสรุปบทเรียนร่วมกันภายหลัง ซึ่งจากจุดนี้ทำให้เด็กๆ ได้รับบทเรียนและได้เรียนรู้สภาพชุมชน จุดอ่อนไหวต่างๆ ในพื้นที่ ตลอดจนได้เรียนรู้บทบาทของฝ่ายต่างๆ ที่เหมาะสมเมื่อยามเกิดภัยพิบัติ ซึ่งเด็กๆ เหล่านี้สามารถไปสื่อสารกับผู้ปกครองได้อีกด้วย[3]
กล่าวโดยสรุป เทคนิค DIG เป็นการรวมคิด ร่วมทำทั้งในและระหว่างกลุ่ม ประกอบด้วย
Learn คือ การเรียนรู้ถึงภัยอันตรายจากภัยพิบัติที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับชุมชนของตน
Community watching คือการพิจารณาหรือออกสำรวจชุมชนเพื่อจัดทำแผนที่จริง
Think and Plan คือการจินตนการถึงผลของภัยพิบัติที่จะเกิดต่อชุมชนและหนทางรอด
Action คือร่วมลงมือระบุถึงปัญหาและทางแก้ไขบรรเทาสาธารณภัย
Presentation คือการนำเสนอแผนที่ที่แสดงสภาพการณ์และทางแก้ไข
Wrap Up คือการรวบรวมผลของแต่ละกลุ่มสรุปร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว โดยคำนึงถึง
ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากที่สุด
ชุดคำถามหลักสำหรับเทคนิค DIG
ผู้ดำเนินการสัมมนากลางสามารถกำหนดคำถามร่วมให้กับกลุ่มต่างๆ ต้องระดมสมองช่วยกันคิด หาคำตอบก่อนที่จะนำมาหาข้อสรุปร่วมกันระหว่างกลุ่มในขั้นตอนสุดท้ายที่สามารถได้เป็นแนวปฏิบัติการร่วม หรือข้อเสนอต่อฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อันประกอบคำถาม 2 ระดับ
1. ชุดคำถามสำหรับการเตรียมพร้อมก่อนเกิดภัยพิบัติ
· อะไรคือปัญหาใหญ่ที่สุดสำหรับชุมชนหลังเกิดเหตุภัยพิบัติ เพราะเหตุใด
· แนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวควรเป็นอย่างไร เพราะเหตุใด
· สิ่งจำเป็นสำหรับชุมชนในเวลานั้นและหลังจากนั้นคืออะไร เพราะอะไร
· ใครควรรับผิดชอบในการเตรียมการสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ที่ไหนอย่างไร
· ในระดับบุคคลและครอบครัวควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร
2. ชุดคำถามสำหรับการจัดการภายหลังการเกิดภัยพิบัติ ได้แก่
· ถนนเส้นไหนควรได้รับการซ่อมแซมอันดับแรก เพราะเหตุใด
· อาคาร สถานที่ใดควรหลีกให้ห่างมากที่สุด เพราะเหตุใด
· พื้นที่โล่งหรือสถานที่ใดเหมาะที่ใช้เป็นพื้นกลางบรรเทาช่วยเหลือ เพราะเหตุใด
· ใครควรทำหน้าที่ในการกระจายข่าวสารสู่สาธารณชน เพราะเหตุใด
· ใครควรทำหน้าที่ผู้ประสานงาน และศูนย์ประสานงานควรอยู่ที่ใด เพราะเหตุใด
· รัฐบาลกลางและองค์กรปกครองท้องถิ่นควรให้ความช่วยเหลือเรื่องอะไรบ้าง
กล่าวโดยสรุปแล้ว เทคเนิค DIG นับได้ว่าเป็นประตูสู่ทางออกเริ่มต้นของการจัดการกับ
ภัยพิบัติโดยเน้นการใช้จินตนาการของแต่ละบุคคลร่วมกับกลุ่มอย่างมีเหตุมีผลภายใต้ข้อมูลพื้นฐานชุมชนประกอบกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติ จนนำไปสู่การคิดวางแผน และเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติได้ร่วมกัน