อันชีวิตของเราที่ได้อัตภาพเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ปัญหาที่เผชิญอยู่เบื้องหน้าคือ “ความทุกข์และความดับทุกข์”

ความทุกข์อันเป็นมูลเหตุ รากฐานของชีวิตมนุษย์นี้นั้นมีลักษณะเป็นสาม
ดิ้นรนอยากได้อารมณ์ที่น่าใคร่น่าปรารถนา อย่างหนึ่ง
ดิ้นรนอยากเป็นนั่นเป็นนี่ อย่างหนึ่ง
ดิ้นรนอยากผลักสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นอยู่แล้ว อย่างหนึ่ง
ตัณหาทั้งสามนี้เองเป็นต้นเหตุสำคัญให้ชีวิตของมนุษย์นั้นมี “ทุกข์



การดิ้นรนอยากได้อารมณ์ที่น่าใครน่าปรารถนา

ความทะยานอยาก และการดิ้นรนนั้นปรียบเสมือนดั่งการนำไฟที่ร้อนยิ่งนั้นมาลนมาเผากายและใจ
การวิ่ง การโลดแล่นไปเพื่อหาอารมณ์ที่น่าใคร่ ใคร่ในความรัก ใคร่ในอารมณ์สนุก ใครดิ้นรนไปหาอารมณ์เหล่านี้นั้นแลเป็นบ่อเกิดสำคัญที่ทำให้เรานั้นเกิดทุกข์


เมื่อมีความหวัง มนุษย์ทุกคนก็ต้องพร้อมที่จะพบเจอกับความผิดหวัง


ผู้ที่หวังในความรัก ใคร่ในอารมณ์รักนี้ ก็ต้องพร้อมยอมที่จะผิดหวัง ความรักนั้นไม่เคยทำให้ใครมีความสุขได้ถึงครึ่งหนึ่งตามสิ่งที่หวัง เมื่อคิดจะรักก็ต้องพร้อมยอมที่จะทุกข์ ทุกข์เพราะความผิดหวัง ทุกข์เพราะอารมณ์ที่ต้องห่วงหาอาทร ทุกข์เพราะการต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก คนที่รัก สิ่งนี้แลพระพุทธองค์จึงกล่าวว่า “ความรักคือความร้าย...”


มนุษย์ทุกวันนี้ได้เพียรพยายาม ดิ้นรน ขวนขวายไปหาอารมณ์ที่น่าใคร่ น่าสัมผัส มีกลิ่นหอมที่ฉาบทาชวนให้หลงรัก สุดท้ายก็ต้องทุกข์หนักเมื่อสิ่งที่รักนั้นจากไป


อารมณ์ที่น่าใคร่ น่าปรารถนานี้เอง ทำให้จิตของมนุษย์นั้นต้องจมอยู่กับความสุข ความสนุกสนานแบบชั่วครั้งชั่วคราว


กินไม่เคยอิ่ม มีไม่เคยพอ อารมณ์เหล่านี้เองเมื่อมนุษย์ “หลงอารมณ์” แล้ว เขาจะไม่มีวันได้พบความสุขเลย


ชีวิตเขาจะไม่มีวันได้พบกับ “ความสุขจากความสงบ”

ชีวิตเขาจะต้องวิ่ง ต้องดิ้นรนอยู่ทุกวัน


ต้องขวนขวายไปหาอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ มีแล้ว เสพแล้ว ก็ต้องมีอีก เสพอีก กินอีก รับอีก ต้องดิ้นรนขวนขวายรับทุกวัน ๆ ประหนึ่งกับผู้ที่เสพสิ่งเสพติด อันจะต้องเพิ่มปริมาณของยาขึ้นไปเรื่อย ๆ จะขาดไม่ได้แม้แต่เพียงวันหนึ่ง มีทรัพย์สมบัติใดก็ต้องจะไปแลก ขวนขวายนำไปขาย ไปจำหน่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งยาเสพติดนี้เอง ฉันใดก็ฉันนั้น


อารมณ์ที่น่าใคร น่าปรารถนา ถ้าผู้ใดได้เข้าไปลิ้มลอง สัมผัสซึ่งรสอันหอมหวนรัญจวนใจนั้นแล้วล่ะก็ ชีวิตนี้ก็ต้องพร้อมที่จะแลกด้วยความทุกข์ ความเร่าร้อนใจ ความคับแค้นใจ เมื่อได้ก็อยากได้อีก อยากได้มากขึ้น เมื่อไม่ได้ก็ต้องดิ้นรน กระเสือกกระสน ขวนขวาย ทำทุกสิ่งทุกทาง เสียงาน เสียกาล เสียทรัพย์สิน เงินทอง เสียพี่ เสียน้อง เสียพ่อ เสียแม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งอารมณ์ที่น่าใคร่ น่าปรารถนานั้นเพียงชั่วครู่ ชั่วคราว


ท่านทั้งหลายโปรดสลัดทิ้งซึ่งความอยากที่จะได้มาซึ่งอารมณ์ที่น่าใคร น่าปรารถนานี้เถิด


ตัณหานี้มีจุดกำเนิดจากความดำริถึง ท่านทั้งหลายโปรดใช้สติระงับความคิด ความดำริถึงอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้


ระงับ ยับยั้ง ความคิดอันจะนำใจให้ฝักใฝ่ หลงไหล ใฝ่ฝันหาอารมณ์ที่น่าใคร น่าปรารถนานั้นเสีย
ดำรงสติให้คงอยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน “อารมณ์ที่สงบ” พอใจกับอารมณ์ อารมณ์นี้ อารมณ์ที่มี อารมณ์ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน แล้วท่านทั้งหลายจะพบกับความสุขอันประเสริฐยิ่งนั้นคือ “อารมณ์สงบ”


อารมณ์สงบนี้เอง จะสลัดทิ้งซึ่งความทะยานอยาก ความดิ้นรน ขวนขวาย กระเสือกกระสน เปรียบหนึ่งคนที่นำน้ำมาดับซึ่งไฟอันลุกไหม้เผาดวงจิตดวงใจอยู่เสียได้
พร้อมกันกัน ก็นำน้ำเย็นจากความสงบนั้นมาลูบ มาเช็ด ดวงจิตดวงจิตให้เย็นฉ่ำ ชุ่มชื่น


ชีวิตที่ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายไปหาอารมณ์ที่น่าใคร่น่าปรารถนานั้นมีความสุขแน่แท้แล
ความสุขใดจะเหนือความสงบนั้นไม่มี


สลัดทิ้งซึ่งอารมณ์ที่น่าใครน่าปรารถนาได้ คือ จะคลายปัญหาความกระวนกระวาย และดับปัญหาทั้งจากจุดเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย เมื่อสลัดทิ้ง คลายปัญหา และดับปัญหาได้โดยสิ้นเชิงนี้แลจึงเรียกว่า “ความดับทุกข์...”