ตลอดสี่ปีของการรับผิดชอบงานด้านวิชาการของคณะ มีเรื่องๆ หนึ่งที่ผมใช้ความพยายามทำความเข้าใจกับทั้งเจ้านาย ทั้งทีมงาน เพื่อให้ทุกคนเห็นด้วยกับผม แต่พอเดินไปได้สักระยะหนึ่งมันก็ต้องหวนกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่เป็นประจำ งานที่ว่า คือ การประเมินอาจารย์ในแบบที่เขาเป็นอาจารย์ ไม่ใช่พนักงานทั่วไปที่้ต้องเข้าทำงานแปดโมงกลับบ่ายสี่

คำถามแรกที่ผมถูกถามเมื่อเข้าทำงานตำแหน่งบริหารคณะคือ จะให้อาจารย์เซ็นต์ชื่อมาทำงานมัย ผมก็ตอบเหมือนเดิมมาตลอดคือ สำหรับผมๆ ไม่เห็นความสำคัญ ผมจะใช้เครื่องมืออื่นในการตรวจสอบอาจารย์ เพราะผมคิดว่า วิธีการอย่างนั้นเอาเปรียบอาจารย์ไม่ถูกเรื่อง (หมายถึง ผมก็อยากเอาเปรียบอาจารย์แหละ แต่มีิวิธีการอื่นๆ ฮิฮิ) แต่ผมไม่ห้ามถ้าในระดับสาขาวิชาจะใช้วิธีการนี้เพื่อตรวจสอบการทำงานของอาจารย์ในสาขาวิชา (ฟังแล้วงงมัยครับ)

จากนั้นผมก็เริ่มรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการคำนวณภาระงานของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย จนกระทั่งผมสร้างสูตรของมหาวิทยาลัยเสร็จ ทำเวทีนำเสนอไปสองครั้ง และรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการให้ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาอีกรอบหนึ่ง ให้ผมเป็นประธาน ผมก็ทำการประชุมจนกระทั่งในระดับหัวหน้าสาขาวิชาเห็นชอบเป็นเสียงเดียวกันเรียบร้อย แต่สุดท้ายระเบียบนั้นก็ไม่ได้อนุมัติสักที

จนกระทั้งสามปีก่อน ผมก็เปลี่ยนแนวคิดไม่เล่นกับระเบียบก็ได้ ผมหันไปพัฒนาแบบประเมิน (โดยอ้างอิงแนวคิดจากระเบียบที่ผ่านระดับอนุกรรมการแล้วนั้นแหละ่ครับ) ซึ่งนำเข้าที่ประชุมคณะ ก็มีมติให้นำไปทดลองใช้ ปรากฏเมื่อทดลองใช้ ได้ผลครับคณะอื่นขอเอาไปดูเพื่อปรับใช้ในแต่ละคณะครับ ผมก็ถือว่าสำเร็จไปขั้นหนึ่ง

แต่พอผมกลับมาดูผลการประเมิน ผมก็หายหลังเลยครับ อาจารย์ทุกท่่านคะแนนสูงเกินเกณฑ์ แต่เป็นเพียงด้านเดียวครับ คือด้านการสอน ด้านอื่นนะหรือ ไม่อยากบอก

ผิดที่ใคร? บอกไม่ถูกเหมือนกันครับ แต่ผมมองว่าอาจารย์ไม่ได้เป็นคนผิดแ่น่นอนครับ ใครบ้างไม่อยากทำงานวิจัย ใครบ้างที่ไม่อยากเขียนหนังสือ ใครบ้างที่ไม่อยากจัดอบรมบริหารวิชาการ ก็ทั้งหมดนั้นมันเป็นความภาคภูมิใจของคนที่เป็นนักวิชาการ อีกทั้งผลของการทำสิ่งเหล่านี้คือเส้นทางที่จะนำไปสู่การมีตำแหน่งวิชาการที่สูงกว่า "อาจารย์"

ผมย้อนกลับมาดูนโยบายของมหาวิทยาลัย และผู้บริหารดำเนินการ ผมว่านโยบายและการทำงานของทีมผู้บริหารก็ชัดแล้ว แล้วหลายเรื่อง (เกือบทุกเรื่อง) ก็สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับอาจารย์ในคณะได้แล้วนิ

ผมเลยพบว่า ความผิดพลาดส่วนหนึ่งมาจากภาระงานสอนที่มาก อีกส่วนหนึ่งคือ การสร้างกลไกของคณะในการส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการทำงานวิชาการของอาจารย์

ไม่เสียหลายครับ หลายปีมานี้ บรรยากาศที่อาจารย์อยากเห็นก็เกิดขึ้น ปริมาณงานวิชาการเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีอุปสรรค์ตัวใหญ่ขวางอยู่เหมือนเดิม คืองานสอนครับ แต่ถึงช่วงเวลานี้ ใครว่าอาจารย์ผมขี้เกียจ อู้งาน ละก้อผมเถียงตายครับ

แบบประเมินที่ผลออกมาไม่ค่อยน่าพอใจ ก็เปลี่ยนเป็นดูดีขึ้นหน่อย แต่ก็ยังไม่ใช่เป้าหมายที่อยากเห็นครับ เป้าหมายผมไกลกว่านั้น เพราะสิ่งที่ผมต้องการเห็นคือ ไม่ต้องมีใครมาถามผมว่า อาจารย์ผมมาทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้ากลับตรงเวลาหรือเปล่า ฮาฮา และไม่ต้องมาขอดูใบเซ็นต์ชื่อจากคณะ แล้ว (ในส่วนของอาจารย์นะครับ)

ปัญหาจริงๆ ตอนนี้อยู่ที่การซับพอร์ทครับ การซับพอร์ท ที่หมายถึง ส่งเสริม สนับสนุน เอื้ออำนวย พลัก ดัน ถีบส่ง หรืออะไรก็ได้ที่ทำให้อาจารย์เขาไม่รู้สึก "ขาด" ในการที่เขาจะพัฒนางานวิชาการของเขา

ถ้าให้น้ำหนักงานสอนของอาจารย์อยู่ที่ 60% ของงานทั้งหมด อีก 40 ของงานทั้งหมดควรอยู่ที่ไหน ที่แน่ๆ น่าจะไม่ใช่ในห้องเรียนหรือออฟฟิศสำนักงานแล้ว ผมอยากให้อาจารย์ของผมไปอยู่ในที่ๆ อยู่ของความรู้ครับ ที่ไม่ใช้ห้องสมุดนะครับ ทราบมัยครับมันอยู่ที่ไหน?