วิธีคิด ไม่ควรอยู่ในกรอบแคบๆของมัน สร้างฐานความคิดที่แข็งแกร่ง ฝังสู่ปัญญา แก้ปัญหาอย่างมีสติมีวิธี มีความหมาย มีอัจฉริยภาพ มีความลงตัว มีเป้าหมาย
วิธีคิด
วันนี้ยกวิธีคิดขึ้นมาเป็นหัวข้อแลกเปลี่ยน
ก่อนอื่นขอย้อนไปเมื่อครั้งก่อนที่ผมจะเข้ามาเป็นสามาชิกโกทูโน เป็นเพราะผมค้นหา Google ในคำว่า “วิธีคิด” จนได้พบ Gotoknow ทำให้ผมดีใจมากที่ได้เห็นความหลากหลายในเชิงความรู้ การแลกเปลี่ยนและบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ผมจึงไม่ลังเลเลยในการเข้าเป็นสมาชิก
วิธีคิด สำคัญไฉน
เรามาพูดกันก่อนว่า ทำไมจึงมาถึงคำว่า วิธีคิด
ก่อนจะมาคิดเราคงจะต้องรับรู้สิ่งต่างๆรอบๆตัว ปัจจุบันมีอินเตอร์เนท เป็นข้อมูลให้สมองได้รับรู้ สมองทำหน้าที่กลั่นกรองความรู้และข้อมูลต่างๆ แล้วสู่การปฏิบัติ ฉะนั้นพวกเราก็จะมาพูดถึง
วิธีคิด สำคัญไฉน
มีคำพูดมามากนักว่า คิดดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ไม่ผิดครับ คิดดีย่อมมีชัยไปแล้ว นำไปซึ่งรูปธรรมก็จะได้ผลที่ดีตามมา แล้วถ้าคิดไม่ดีละ มันก็พัง ทำไม่จึงคิดไม่ดี นี่ก็เป็นคำถามซึ่งหลายๆคนคงอยากรู้ บางครั้งตัวเราคิดว่าถูกแล้วทำไมจึงผิด เราทำดีแล้วทำไมละจึงผิด
เราจะเริ่มแลกเปลี่ยนกันครับว่า วิธีคิด เป็นสิ่งสำคัญมาก ยิ่งในยุคปัจจุบันความหลากหลายในปํญหาที่พวกเราจะต้องแก้กันเป็นรายวัน
การคิดหรือความคิด เป็นการตอบสนองสองด้าน ด้านการรับรู้ กับปัญญา ความคิดของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน ร้อยคน ร้อยความคิด เพราะปฏิกิริยาในการรับรู้ก็ต่างกัน การตอบสนองการรับรู้ก็ต่างกัน สิ่งแวดล้อมต่างกัน พฤติกรรมในสังคมก็ต่างกัน สรุปได้ว่าตำแหน่งของแต่ละคนต่างกัน
ฐานะในสังคมต่างกัน ก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญในการคิด
ระดับการเปลี่ยนแปลงในสังคมก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งในความคิด
สิ่งแวดล้อมที่แหลมคม หรือ สุขสบาย ก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งในความคิด
คนหมู่มาก ย่อมคิดกันมาก ความหลากหลายก็มาก ในขณะความขัดแย้งก็มาก รอวันที่จะระเบิดขึ้น ถ้าไม่มีการควบคุม
ฉะนั้น วิธีคิด จึงสำคัญมากและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ถ้ายังอยู่ในสังคมหมู่มากอย่างนี้
ฐานคิด ก่อกำเนิดวิธีคิด
ฐานคิด ประกอบด้วยแกนในความคิด ไม่ใช่เปลือก
การสรุปบทเรียนต่างๆในอดีตได้รวบรวมปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์ รวบรวมมาซึ่งบันทึกในตำรับตำรามากมาย ผู้รอบรู้ ผู้มีอำนาจทั้งหลาย ผู้ที่รับผิดชอบองค์กรต่างๆย่อมรู้ดีและพึงศึกษา
ฐานบางคนนำเอาคำสอนในศาสนามาใช้
ฐานบางคนนำเอาปรัชญามาปรับใช้
ฐานบางคนนำคติของบรรพบุรุษมา
ฐานบางคนนำภูตผีปีศาจมาชีนำ
ฐานบางคนนำความเชื่อต่างๆ แม้ไสยศาสตร์ก็ไม่เว้น
บางคนไม่มีฐาน เอาความรู้สึกเป็นครั้งๆไปจากความเข้าใจที่ได้รับ
ฉะนั้นวิธีคิดของคนเราย่อมมีกรอบฐานความคิด เพราะการรับรู้หลากหลาย
สรรพสิ่งมีสองด้าน สรรพสิ่งพัฒนาไม่เคยหยุดนิ่ง สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง
วิธีคิด ไม่ควรอยู่ในกรอบแคบๆของมัน สร้างฐานความคิดที่แข็งแกร่ง ฝังสู่ปัญญา แก้ปัญหาอย่างมีสติมีวิธี มีความหมาย มีอัจฉริยภาพ มีความลงตัว มีเป้าหมาย
ผมคงไม่ลงรายละเอียดกันมากนัก ให้พวกเรามาแลกเปลี่ยนกันดู โดยเฉพาะผู้รอบรู้ ผู้ที่เกี่ยวข้อง และเพื่อนๆ พี่น้อง ผมอาจจะค่อยๆบันทึกเพิ่มเติมขึ้นจากผู้รู้ เพื่อเป็นวิทยาทานต่อไป
อาจจะมีการเพิ่มเติมเป็นระยะครับ
สวัสดีครับ ท่านสิทธิรักษ์ :)
ผมเองก็ชอบคำว่า "วิธีคิด" มากเช่นกันครับ
เวลาคุยกับเพื่อน อาจารย์ ลูกศิษย์ มักจะดู "วิธีคิด" ของเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง ไยจึงมีทัศนคติเช่นนั้น เช่นนี้ ครับ
หากเป็นลูกศิษย์ที่มีทัศนคติต่อชีวิตไม่ดี ผมก็จะต้องเลือกหาวิธีการแนะนำให้กับเขา ให้เดินทางในทางที่มีธรรมะวางอยู่ หากจะบอกว่า มีสิ่งดี ๆ วางอยู่
เราก็ต้องมานิยามคำว่า สิ่งดี ๆ อีกว่า สิ่งดี ๆ ของเรา อาจจะไม่เหมือน สิ่งดี ๆ ของคนอื่นก็ได้
ขอบคุณ จุดเริ่มต้นของ "วิธีคิด" ครับ :)
mindset-->Thinking-->System-->Behavior--->Result
จากประสบการณ์ส่วนตัว และจากการศึกษาเล่าเรียน ยืนยันได้ว่า อาตมาอธิบายได้ไม่ต่ำกว่าสิบวิธีได้เลยโดยทันที เช่น
วิธีการแรก คิดเป็นประเด็น คิดเชื่อมโยง และคิดให้เกิดผล... นั่นคือ คิดแต่ละประเด็นหรือแต่ละจุดละเรื่องให้ละเอียดลออ แล้วก็คิดเชื่อมโยงจากประเ็ด็นหนึ่งหนึ่งไปหาอีกประเด็นหนึ่ง แล้วก็คิดให้เกิดผล โดยการถักทอสิ่งที่เชื่อมโยงเหล่านั้นให้เกิดเป็นรูปร่างขึ้นมาให้ได้...
ฟังเค้าว่า หาดใหญ่เจริญขึ้นมาได้โดยวิธีคิดธรรมดาๆ ง่ายๆ ของใครหนึ่งว่า จีนกลัวโจร โจรกลัวนาย นายกลัวจีน... คนจีนคิดเรื่องทำมาค้าขายเก่ง ดังนั้น ต้องชักนำจีนมาอยู่หาดใหญ่... แล้วก็ให้เด็กๆ ไปคอยลักขโมยของจีน ทำให้นาย (ตำรวจและเจ้าหน้าที่บ้านเมือง) ต้องเข้ามาเพื่อใช้วิธีการปราบโจร... ส่วนนายได้รับความช่วยเหลือจากจีน จึงเกรงใจจีน... ขณะที่คนคิดก็ค่อยๆ ส่งคนเข้าไปสอดแทรกช่องว่างเหล่านี้...
สองอย่างข้างต้นนั้น เป็นความคิดเชิงระบบ แต่ฝ่าย ปรัชญาอัตถิภาวนิยม ไม่ยอมรับ เพราะพวกเค้าให้ความรู้สึกส่วนตัวมากกว่าความคิดเชิงระบบ ให้ความสำคัญเสรีภาพมากกว่าระเบียบกฎเกณฑ์ และให้ความสำคัญเฉพาะบุคลมากกว่าชุมชุนหรือสังคม... วิธีคิดของกลุ่มนี้น่าสนใจ เพราะมักจะคิดสิ่งแปลกๆ ออกมาได้ โดยไม่ถูกครอบงำด้วยความคิดเชิงระบบ กฎเกณฑ์ และชุมชน หรืออื่นๆ ...
อนึ่ง เมื่อมีวิธีคิด ก็ต้องมี ข้อมูลที่จะนำมาคิด ถามว่า ข้อมูลนั้น มาจากไหน ?... บางความเห็นก็บอกว่าเราได้มาจากสิ่งแวดล้อมโดยผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น และกาย... ขณะที่บางความเห็นบอกว่า เรามีข้อมูลติตตัวมาแล้วตั้งแต่เกิด ซึ่งเราอาจขุดค้นขึ้นมาได้จากใจของเรา...
ยังมีประเด็นอื่นๆ อีกมากมายที่พอจะเล่าได้ แต่สรุปว่า ไม่มีอะไร ! เพราะทุกอย่างก็ แค่นั้นเอง !
เจริญพร
สวัสดีค่ะท่านพี่เหลียง
ขอบคุณค่ะ รักษาสุขภาพนะคะ
:) Thinking Concepts ;
มาส่งยิ้ม พิมพ์จิต พิสมัย ก่อนค่ะป๋าดล
ดีใจ ที่ป๋าขึ้นบันทึกใหม่นี้ จะเข้าได้ง่ายๆ
:) - 1 - Critical Thinking
คิดไม่ออก ก็ยิ้มไว้ก่อนค่ะ ตำราเขียนไว้
รู้นะ ตอนนี้ป๋าดลกำลังอมยิ้มอยู่ .. ? ค่ะ
:) - 2 - Analysis Thinking
ดีใจเอ๋ย ดีใจจัง ไปฟังเพลงสาวลาวรำพันดีกว่าค่ะ
แล้วก็จะคิดออก ... เพราะหนูมีแต่ทฤษฎีค่ะ :)
1 + 2 = Decision Making ; depend on many factors ... ?
:) ตอนนี้คิดได้แค่นี้ค่ะป๋าดลขา .. ยากจังเลย โจทย์นี้ :)
หวัดดีค่ะ...
วิธีคิดของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป
ขอแค่ คิดดี ทำดี พูดดี ก็พอแล้วค่ะ
และอีกหลาย ๆ ดี ก็น่าจะตามมานะค๊ะ...
+ หวัดดีค่ะ....
+ ศักยภาพ = ความคิด & ความเชื่อ & ตัวตนที่แท้จริง = มุมมองที่แตกต่าง
+ สูตรนี้อ๋อยคิดเอาเองนะ.....อิ อิ
สวัสดีครับท่าน Wasawat Deemarn
ดีใจมากครับ ที่มาเป็นเกียรติให้ความเห็นประเดิม
พวกเราคงได้แลกเปลี่ยนกันครับ
วิธีคิด สามารถบ่งบอกถึงวิสัยทัศน์ของแต่ละบุคคล การแก้ปัญหา เข้าถึงปัญหา ล้วนเป็นผลพวงของ วิธีคิด
โลกเรานี้สามารถเดินไปได้อย่างสง่างามโดยที่มีวิธีคิดอย่างถูกต้องและประสานความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในมวลมนุษยชาติ
เราต้องละทิ้งบางเรื่อง เราจะรวมบางเรื่อง เราจะประสานบางเรื่อง เพื่อผลักดันสังคมให้เกิดสันติสุข ภารดรภาพ ยิ่งใหญ่
เราจะช่วยกันผลักดันความยากจน ความค่นแค้น ความไม่เป็นธรรมให้พ้นจากสังคมที่ดีๆของเรา เข้าสู่ความสงบเงียบ สันติสุข ร่มเย็น โดยห่างจากปัญหาเลวร้ายทั้งปวง
เราจะสามารถร่วมบริหารจัดการ สรรพสิ่งในโลกให้ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ และเรียบร้อย
ขอบคุณมากๆครับ
สวัสดีเจ้าค่ะ อาเหลียงจ๋าๆๆๆ
วิธีคิด ต้องเริ่มจากพื้นฐานความคิดก่อน พื้นฐานความคิดมาจากไหน พื้นฐานความคิดก็มาจากการปูความคิด ใครละจะเป็นคนปูความคิด คนที่ปูความคิดให้เด็กๆอย่างหนูก็คือ ผู้ใหญ่ ดังนั้น วิธีคิดของแต่ละคน ย่อมที่จะแตกต่างกันออกไป
ความคิดที่หลากหลาย จะทำให้เกิดการพัฒนา แต่จะต้องไม่แตกแยก คิคิ วิธีคิดอย่างไรถึงจะดีที่สุด บอกไม่ได้ เพราะไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดดีที่สุด แต่สิ่งที่ดีที่สุด ก็คือ การนำวิธีคิดทุกๆวิธี มาผสมผสาน และเกิดการพัฒนาไปในทางที่ดี อันนี้คือการใช้วิธีคิดที่ดี คิดอย่างมีเหตุผล บนพื้นฐานคุณธรรม เพียงเท่านี้ ทุกๆความคิดก็มีคุณค่าแล้วค่ะ อาจ๋าๆๆๆ
รักอาที่สู๊ดดดด คิดถึงงงงงงง กอดดดดดด รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ --->น้องจิ ^_^
สวัสดีครับ ท่าน คนโรงงาน
ไม่ได้คุยกันเสียนาน สบายดีนะครับ
mindset-->Thinking-->System-->Behavior--->Result
ความเห็นนี้ คงเป็นสูตรการมองคนประเมินคนครับ ผมหมายความว่า วิธีคิดที่ผมพูดถึงคงต่างจากวิถีคิด
ผมอยากให้ท่านเริ่มก่อน mindset
ซึ่งเป็นอิทธิพลก่อนกำเนิด mindset
เราลองมาแลกเปลี่ยนกันดูนะครับ
ขอบคุณมากๆครับ
สวัสดีค่ะ....ท่านสิทธิรักษ์
+ กลับมาอีกที...
+ ความคิด = การเรียนรู้ & ความเชื่อ & ตัวตนที่แท้จริง & = มุมมองที่แตกต่าง +ศักยภาพ
+ คิด...ทำให้..คิด...เลยกลับมา...คิด...ใหม่...
ตามน้องแอมป์ แม่อ๋อยมาอีกครา ก่อนราตรีสวัสดิ์ค่ะป๋าดล
+ พอดี ปูไปปะกะ บันทึกนี้ค่ะ
http://gotoknow.org/blog/tasana02/191220
+ หวังว่าอาจตอบโจทย์ป๋าดลได้บ้างไม่มากก็ไม่เลยนะคะ :)
หนีฮ่าวเล่าซือ
นมัสการหลวงพี่ BM.chaiwut
ขอบคุณมากๆครับ หลวงพี่
ได้รับพร ได้รับคำสอนครั้งนี้ประเมินค่าไม่ได้ครับ
วิธีการแรก คิดเป็นประเด็น คิดเชื่อมโยง และคิดให้เกิดผล... นั่นคือ คิดแต่ละประเด็นหรือแต่ละจุดละเรื่องให้ละเอียดลออ แล้วก็คิดเชื่อมโยงจากประเ็ด็นหนึ่งหนึ่งไปหาอีกประเด็นหนึ่ง แล้วก็คิดให้เกิดผล โดยการถักทอสิ่งที่เชื่อมโยงเหล่านั้นให้เกิดเป็นรูปร่างขึ้นมาให้ได้...
ฟังเค้าว่า หาดใหญ่เจริญขึ้นมาได้โดยวิธีคิดธรรมดาๆ ง่ายๆ ของใครหนึ่งว่า จีนกลัวโจร โจรกลัวนาย นายกลัวจีน... คนจีนคิดเรื่องทำมาค้าขายเก่ง ดังนั้น ต้องชักนำจีนมาอยู่หาดใหญ่... แล้วก็ให้เด็กๆ ไปคอยลักขโมยของจีน ทำให้นาย (ตำรวจและเจ้าหน้าที่บ้านเมือง) ต้องเข้ามาเพื่อใช้วิธีการปราบโจร... ส่วนนายได้รับความช่วยเหลือจากจีน จึงเกรงใจจีน... ขณะที่คนคิดก็ค่อยๆ ส่งคนเข้าไปสอดแทรกช่องว่างเหล่านี้...
ผมอยากแลกเปลี่ยนหลวงพี่ดังนี้ครับ
ความคิดเชิงระบบ ความเข้าใจผม เป็นความคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ สรรพสิ่งมีความสัมพันธ์กัน และขัดแย้งกัน
ไม่มีโจรก็ไม่มีตำรวจ ไม่มีคนรวยก็ไม่มีคนจน(โจร) ไม่มีคนรวยจนไปหมดก็ไม่ต้องมีตำรวจ
แต่ทั้งหมดก็ขัดแย้งกันไปหมด การจัดความสัมพันธ์ใหม่ที่หลวงพี่ว่ามานั้นก็สามารถแก้ปัญหาได้พอสมควร จีนกลัวโจร โจรกลัวนาย นายกลัวจีน
สองอย่างข้างต้นนั้น เป็นความคิดเชิงระบบ แต่ฝ่าย ปรัชญาอัตถิภาวนิยม ไม่ยอมรับ เพราะพวกเค้าให้ความรู้สึกส่วนตัวมากกว่าความคิดเชิงระบบ ให้ความสำคัญเสรีภาพมากกว่าระเบียบกฎเกณฑ์ และให้ความสำคัญเฉพาะบุคลมากกว่าชุมชุนหรือสังคม... วิธีคิดของกลุ่มนี้น่าสนใจ เพราะมักจะคิดสิ่งแปลกๆ ออกมาได้ โดยไม่ถูกครอบงำด้วยความคิดเชิงระบบ กฎเกณฑ์ และชุมชน หรืออื่นๆ ...
ถ้าไม่น่าเกลียดนัก ผมอยากแก้คำบางคำในประโยคนี้ครับ
สองอย่างข้างต้นนั้น เป็นความคิดเชิงระบบ แต่ฝ่าย ปรัชญาอัตถิภาวนิยม ไม่ยอมรับ เพราะพวกเค้าให้ความรู้สึกส่วนตัวมากกว่าความคิดเชิงระบบ ให้ความสำคัญเสรีภาพ ส่วนตน มากกว่าระเบียบกฎเกณฑ์ และให้ความสำคัญเฉพาะบุคลมากกว่าชุมชุนหรือสังคม... วิธีคิดของกลุ่มนี้น่าสนใจ เพราะมักจะคิดสิ่งแปลกๆ ออกมาได้ โดย ปฏิเสธ ความคิดเชิงระบบ กฎเกณฑ์ และชุมชน หรืออื่นๆ ...
ขอโทษนะครับหลวงพี่ ซึ่งผมอยากยกตัวอย่างง่ายๆขึ้นมาครับ
ร้านค้า และ ลูกค้า หรือ ผู้ให้บริการ และ ผู้รับบริการ
สองสิ่งที่ได้พูดถึงเป็นคู่ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งกันในตัว
ไม่มีร้านค้า ไม่มีผู้ให้บริการ ก็ไม่มีทั้งลูกค้าและผู้รับบริการ
ร้านค้าต้องเอาใจลูกค้า ลูกค้าก็ให้การสนับสนุนร้านค้า ผู้ให้บริการต้องเอาใจผู้รับบริการ ผู้รับบริการก็ตอบสนองที่ดีกับผู้ให้บริการ
แต่มันเป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องตัน สภาพการที่พัฒนาไป เช่น ร้านค้ามีลูกค้ามากขึ้น ผู้ให้บริการมีผู้รับบริการมากขึ้น เงื่อนไขเดิมเปลี่ยนก็จะก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน เช่น ร้านค้าเอาใจลูกค้าน้อยลง หรือเอาใจลูกค้าบางคนที่เป็นกรณีพิเศษ หรือ ผู้ให้บริการก็เป็นทำนองนี้เช่นกัน
มันหยุดเพียงแค่นี้ไหม ไม่ใช่ ที่ว่าไว้สรรพสิ่งก็พัฒนาไปไม่หยุดนิ่ง.........................คงจะต้องนึกภาพต่อกันครับ จะไม่ลงรายละเอียดมากกว่านี้
คู่สัมพันธ์และความขัดแย้งก็พัฒนาไป เรามาคิดกันครับว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก
ถ้าเราคิดในเชิงระบบดั่งหลวงพี่ว่า การมองและการแก้ปัญหาคงไปได้ถูกจุด รู้ว่าถ้ามีปัญหาระหว่างสองสิ่งจะแก้ด้วยวิธีอย่างไร
ถ้าเราคิดแบบ ปรัชญาอัตถิภาวนิยม การแก้ปัญหาก็แตกต่างกันไป เราไม่สามารถคาดเดาอะไรจะเกิดขึ้น ดั่งที่เราได้ยินบ่อยๆว่า
เฮ้ย ........เดี๋ยวนี้เขาไม่สนใจเราแล้วหละ นี่ขนาดเป็นลูกค้าประจำนะ สงสัยมันรวยแล้ว
ปรัชญาอัตถิภาวนิยม สามารถบันดาลเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นเพราะเขาคิดว่า ของกู ต้วกู กูเหนื่อยมานานแล้วยังต้องเอาใจอะไรกันอีกขาดไปซักคนก็ไม่ได้กระทบกระเทือนอะไร เขาจะปฏิเสธ ความสัมพันธ์โดยสิ้นเชิง
ขอบคุณครับหลวงพี่ ผมขยายความซะยาวหลวงพี่คงไม่เบื่อนะ
จ้ะเอ๋ป๋าดลขา
* ตื่นรึยังเอ่ย นอนดึกอีกแล้วนะคะเมื่อคืนนี้ มีสายสืบรายงาน :)
* ... ให้ป๋าสดใส ทานข้าวเยอะๆ แล้วไปดูความมหัศจรรย์
ของธรรมชาติกันค่ะ ... http://gotoknow.org/blog/lanandaman/192253
... ดูสิว่า ป๋าจะชอบภาพไหนอีกครานี้ ''' มีตัวอย่างค่ะ
สวัสดึครับ คุณ พิชชา
ผมมาช้าไปหน่อยเพราะมีธุระกิจเข้ามาพัวพัน
วิธีนี้เป็นวิธีคิด และกรอบคิดที่ตัวเองเองตั้งไว้ แต่ปัญหาทุกเรื่องก็ไม่สามารถนำวิธีเดียวกันในการตัดสินปัญหาที่เราเผชิญได้
แต่ก็เป็นวิธีที่สามารถป้องกันตนเองในสถานะการณ์ต่างๆได้มากครับ
ถ้ารูปธรรมในปัญหามีความซับซ้อน เราควรจะมีวิธีคิดที่มั่นคงแล้วตีโจทย์ให้แตกและถูกต้อง แล้วนำไปแก้ปัญหาได้ถูกจุด
ยิ่งถ้าเราอยู่ในฐานะที่จะต้องรับผิดชอบต่อคนหมู่มากแล้ว ยิ่งควรต้องมีวิธีคิดที่ถูกต้องในการแก้ปัญหา
ขอบคุณมากครับ ที่ได้มาแลกเปลี่ยนกัน มาคุยกันต่อนะครับ
สวัสดึครับ คุณ พิชชา
ผมมาช้าไปหน่อยเพราะมีธุระกิจเข้ามาพัวพัน
วิธีนี้เป็นวิธีคิด และกรอบคิดที่ตัวเองเองตั้งไว้ แต่ปัญหาทุกเรื่องก็ไม่สามารถนำวิธีเดียวกันในการตัดสินปัญหาที่เราเผชิญได้
แต่ก็เป็นวิธีที่สามารถป้องกันตนเองในสถานะการณ์ต่างๆได้มากครับ
ถ้ารูปธรรมในปัญหามีความซับซ้อน เราควรจะมีวิธีคิดที่มั่นคงแล้วตีโจทย์ให้แตกและถูกต้อง แล้วนำไปแก้ปัญหาได้ถูกจุด
ยิ่งถ้าเราอยู่ในฐานะที่จะต้องรับผิดชอบต่อคนหมู่มากแล้ว ยิ่งควรต้องมีวิธีคิดที่ถูกต้องในการแก้ปัญหา
ขอบคุณมากครับ ที่ได้มาแลกเปลี่ยนกัน มาคุยกันต่อนะครับ
สวัสดีครับ คุณ ครูอ้อย แซ่เฮ
สบายดีนะครับ ไม่ได้พบกันเสียนาน
ใช่ครับ ส่วนหนึ่งก็คิดตามใจตัวเองได้ ถ้าไม่กระทบกับความเสียหายของคนอื่น ดีครับ คิด คิด คิด
ขอบคุณมากๆครับ