พยายามสื่อสารให้น้อง ๆ ได้เข้าใจภาพรวมของ KM ให้ง่ายที่สุด โดยย้ำว่า KM มีในตัวของเราเองอยู่แล้ว เราต้องเชื่อเช่นนั้น และเชื่อบนพื้นฐานของการตระหนักในคุณค่าของตัวเอง (self esteem)

บ่ายวันนี้ (๓ กรกฎาคม ๕๑)  
ผมรับอาสาเปิดกิจกรรม  
พฤหัสสกัดความรู้ ด้วยตนเอง  เพื่อเป็นเสมือนการนำเข้าสู่บทเรียนอันสำคัญของวันนี้  นั่นก็คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ รู้จักฉัน..รู้จักเธอ  ซึ่งผมมอบหมายให้มือนวัตกรรมข้ามคืนของผมอย่าง คุณสุริยะ  สอนสุระ   เป็นพระเอก ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเต็มอัตราศึก

สำหรับผมแล้ว 
ผมรับหน้าที่เกริ่นกล่าวเข้าสู่บทเรียนภายใต้หัวข้อเรื่องKM ... เปิดใจ  เปิดตน  ซึ่งหลัก ๆ  ก็เป็นการมุ่งทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้  ทั้งความเป็นมา  จุดมุ่งหวัง  และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง  เป็นต้นว่า

-          เพื่อพัฒนาตน

-          เพื่อพัฒนาองค์กร

-          เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้

-          เพื่อสร้างคลังความรู้ในการพัฒนานิสิต

โดย  ทั้งปวงนั้นมี KM.. เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน 

 



ไม่รู้เกี่ยวกันมั๊ย ..แต่ภาพนี้ผมก็สื่อสารในทำนองว่า "เปิดใจ...."

กรณีดังกล่าว  ผมก็ได้นำภาพชาวประมงและลูกหลานกำลังกรำงานอยู่ในท้องทะเลแห่งชีวิตที่เปรียบเสมือนกับ  คลังความรู้  ซึ่งมีคนต่างวัยร่วม ลปรร  ร่วมกัน  ทั้งเพื่อการเติมเต็มกันและกัน  และเป็นเสมือนการเตรียมคนเพื่อทดแทนในยามที่ชีวิตต้องปล่อยวางจากการงานแห่งชีวิต  ได้อย่างทันท่วงที

และผมก็ไม่ลืมที่จะกล่าวย้ำตามแบบฉบับของตัวเองว่า ภาพนี้สะท้อนให้เห็นบทบาทของ KM ที่มีต่อการ เติมเต็ม ทดแทน  ต่อวิถีชีวิตของคนในฐานะส่วนบุคคล และความเป็นสถาบัน  ซึ่งได้แก่ ครอบครัวและสังคม นั่นเอง

ภาพนี้  ผมสื่อสารในทำนองว่า  "เติมเต็ม ..และทดแทน"


 

นอกจากนี้
ผมยังพยายามนำเรื่องราวที่ว่าด้วย การจัดการความรู้  หรือ KM  มาบอกกล่าวต่อน้อง ๆ  ในทำนองว่า  KM  เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราได้ค้นพบความรู้ในตัวตนของเราเอง  เพื่อนำมาสู่การShare & Learn  กับคนอื่น  เสร็จแล้วก็ร่วมกันรังสรรค์เป็นต้นทุนความรู้ที่แตะต้องสัมผัสได้  เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเราและองค์กร 

รวมถึงการพยายามสื่อสารให้น้อง ๆ ได้เข้าใจภาพรวมของ KM  ให้ง่ายที่สุด  โดยย้ำว่า  KM  มีในตัวของเราเองอยู่แล้ว  เราต้องเชื่อเช่นนั้น  และเชื่อบนพื้นฐานของการตระหนักในคุณค่าของตัวเอง (self  esteem)  เชื่อในแนวคิดมนุษยนิยมที่ไม่เคยกังขาว่า  มนุษย์เป็นสัตว์โลก หรือสัตว์สังคมที่มีความรู้  มีศักยภาพ พร้อมที่จะเรียนรู้ เติบโต วิวัฒน์ไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเสมอ

ซึ่งนั่นก็รวมถึง  การเชื่อมั่นในคนรอบข้าง  โดยพร้อมที่จะเปิดเปลือยหัวใจร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่นอย่างมีมิตรภาพ  



ภาพนี้ผมก็ลากความในทำนองว่า "ทุกสรรพสิ่งล้วนมีความรู้ หรือวัตถุดิบที่ดีในตัวตน" ด้วยกันทั้งนั้น
 

 

 

อย่างไรก็ตาม
ครั้งนี้  ผมตัดสินใจที่จะยังไม่นำทฤษฎีจากผู้ชำนาญการในเรื่องการจัดการความรู้มาบอกกล่าวแก่น้อง ๆ  ให้มากมายนัก   เพราะเกรงว่าจะเคร่งเครียดกันไปใหญ่   ขืนทำเช่นนั้น  ดีไม่ดี  ผมเองก็อาจพาพวกเขาออกทะเลไปเสียเปล่า ๆ  

ดังนั้น  ผมจึงพยายามสื่อสารตามความเข้าใจของผมเป็นหลักสำคัญ  และย้ำถึงวิธีการที่ผมเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงด้วยตนเอง  แต่กระนั้นก็ไม่ลืมที่จะนำ  โมเดลปลาทูมาสื่อสารกับพวกเขา  เพื่อมิให้ทั้งผมและเขาหลงทิศหลงทาง  และไร้ทิศทางมากจนเกินไป  รวมถึงการนำพาเรื่องราว ป่นปลาทู  ของท่านอาจารย์ ดร.แสวง  รวยสูงเนิน  มาให้ได้อ่านกันอย่างออกรส  รวมถึงก่อนเข้าห้องก็ไม่วายยกหูไปขอความรู้เพิ่มเติมจากเจ้หนิง  เพื่อให้ตนเองกระจ่างชัดขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

จากนั้น  ก็ปิดประเด็นง่าย ๆ  เกี่ยวกับกระบวนการที่ควรจะเริ่มต้นแบบง่าย ๆ  ด้วยวิธีของเราเอง  เช่น 

คุยกันด้วยใจ
ฟังกันด้วย
ใจ
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย
ใจ
ประมวล/สรุปผลด้วยใจ
ต่อยอดการปฏิบัติด้วย
ใจ

ติดตามประเมินผล

...ฯลฯ....

และจัดเก็บเป็นคลังความรู้ขององค์กร

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม 
ในช่วงที่ผมบอกเล่าเรื่องราวการจัดการความรู้ในมุมมองของผม  และสื่อสารในสไตล์คนทำกิจกรรมนั้น  ผมก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่เอ่ยคำว่า
KM  บ่อยนัก  เพราะเดี๋ยวจะวิตกกันไปใหญ่  แต่ก็ย้ำว่า   ที่เราทำ ๆ อยู่นี้ก็เป็นกระบวนการที่ดีอยู่แล้ว  เพียงแต่ยังไม่เป็นกระบวนการที่เป็นรูปธรรมเท่าใดนัก  รวมถึงยังไม่มีการนำมาจัดวางให้เป็น คลังความรู้  ที่แตะต้องได้อย่างง่าย ๆ  เท่านั้นเอง  

ซึ่งนั่นต้องขบคิดเองว่า  อะไรคือปัจจัยแห่งปัญหา   จะทั้งปัญหาระดับปัจเจก  หรือปัญหาระดับองค์กรก็ตาม
สิ่งเหล่านี้เราควรหันหน้ามาคุยกันซะที 
ส่วนพวกเราทั้งหลายจะเลือกวิธีใดมาขับเคลื่อนนั้น  ก็ขึ้นอยู่กับว่า  เราถนัด สันทัดและมีความสุขกับวิธีการใดเป็นสำคัญ  เพราะ  เรื่องของเรา  เราต้องเล่าด้วยวิธีของเราเอง  แต่สำคัญ ใจ  ต้องมาก่อนสิ่งอื่นเสมอ

นั่นคือสิ่งที่ผมย้ำอย่างหนักแน่น ..
ไม่ว่าจะทั้งในระดับปัจเจก  หรือระดับองค์กร  - 
ใจ  ต้องมาก่อนสิ่งอื่นเสมอ   โดยยกตัวอย่างถึงกิจกรรมวันคล้ายวันเกิดของเจ้าก้องที่ผ่านมาเมื่อวานในทำนองว่า  ..เรื่องเล็ก ๆ  เหล่านี้ก็ถือเป็นเครือมือในการเชื่อม ใจ  กันได้เหมือนกัน 

และก่อนจบกระบวนการของผม - 
ผมก็หยิบเอาวาทกรรมของโครงการนี้ขึ้นมาขยายความให้น้องๆ ได้ฟังว่า ทำไม   กิจกรรมนี้ถึงต้องชูโรงด้วยสโลแกนว่า  กินข้าวฮวมพา  กินปลา (ทู) ฮวมปิ้ง






แน่นอนครับ
ผมก็อธิบายสั้น ๆ ห้วน ๆ ในแบบฉบับของผมว่า  คำดังกล่าวมาจากสำนวนของคนอีสานที่สะท้อนให้เห็นสายใยความผูกพันของคนที่คบค้าสมาคมกันอย่างมีมิตรภาพ  เสมือนคนในครัวเรือนเดียวกัน  มีอะไรก็ทำร่วมกัน  มีสุขร่วมสุข มีทุกข์ร่วมเสพ ...

ดังนั้น ต่อจากนี้ไป   การทำงานของเราก็อยากให้ยึดและตระหนักเสมอว่า เราเป็นพี่น้องกัน  องค์กรของเราก็เป็นเสมือนบ้านอีกหลังที่ทำให้เราได้มานั่งกินข้าวร่วมกัน  และร่วมสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ด้วยกันในบริบทและวัมนธรรมอันดีงาม


ส่วนคำว่า
ปลา  แล้วทำไมต้องวงเล็บ ทู  นั้น  
ผมยืนยันว่า  ไ
ม่มีอะไรพิเศษพิสดารเลยแม้แต่น้อย  แต่มันหมายถึงความเป็นกิจกรรมนี้ (พฤหัสสกัดความรู้)  ที่เรากำลังสกัดความรู้มาเพื่อพัฒนาตัวเองและองค์กรของเรานั่นเอง  โดยหยิบเอาโมเดลปลาทูมาเป็นตัวตั้ง  และขยำ ๆ  ในแบบของเราเท่านั้นเอง


 


และท้ายที่สุด
ผมก็สรุปจากประสบการณ์ตรงของตัวเองว่า  ทำกระบวนการเหล่านี้แล้วได้อะไร ... โดยหยิบมาสองประเด็นหลัก คือต้นทุนทางปัญญา  และต้นทุนทางสังคม  พร้อมโชว์ภาพต่าง ๆ ให้เขาดูว่า  ผมได้รับต้นทุนเหล่านั้นอย่างไรบ้าง

ผมมีพันธมิตรคอยเกื้อกูลแบ่งปันอย่างน่ายกย่อง
และชี้ให้เห็นว่า  ผมมีความสุขแค่ไหนที่ได้ใช้ ใจ ..ทำในสิ่งเหล่านี้
รวมถึงองค์กรได้อะไรกับสิ่งที่ผมใช้ใจทำให้อย่างไม่เกี่ยงงอนกับสถานะอันน้อยนิดของตัวเอง

 

 

และวันนี้ .. พวกเขาก็สัมผัสได้แล้วนะว่า  รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ  รวมถึงความทุกข์ความเศร้าของกันและกันที่พรั่งพรูออกมาในวันนี้นั้น  ...  แท้ที่จริงแล้ว  "เราต่างดูแลกันได้"

 

.......................................................................................................