เช้านี้ผมเข้าสำนักงานก่อน 7 โมงเช้า เจออาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช นั่งทำงานอยู่ก่อนแล้ว ผมเดินเข้าไปสวัสดีทักทายอาจารย์และคุยเล่าอาจารย์เรื่องการรับงาน workshop KM บางโปรแกรมให้อาจารย์ฟัง จึงได้คำแนะนำมาประเด็นหนึ่งคือเรื่อง ค่าวิทยากร
จริงๆ จะเรียกค่าวิทยากรอย่างเดียวก็ไม่ถูกเท่าไรนัก เพราะ สคส. รับงานเมื่อไร ก็เริ่มตั้งแต่การคุยให้คำปรึกษาก่อนเริ่มดำเนินการ แนะนำวิธีการเตรียมการ การจัดการก่อนจัด workshop เพื่อให้เกิดผลที่มีคุณค่า มีความหมายมากยิ่งขึ้น มันจึงมากกว่าการเป็นแค่วิทยากรดำเนินการในตอนที่ run workshop เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง ค่าที่ปรึกษา ค่าออกแบบกระบวนการ เพราะว่าโจทย์ หรือความต้องการ และสภาพเงื่อนไขขององค์กรแต่ละที่มาในสภาพที่ไม่เคยเหมือนกันเลย เหล่านี้ หากว่าไปแล้วบริษัทที่ปรึกษาหลายแห่งเรียกแพงมากครับ แต่ด้วยความเคยชิน ที่องค์กร บริษัท หน่วยราชการ และอื่นๆ มักตีความเพียงแค่ "ค่าวิทยากร" แบบเดิมที่คุ้นชิน เพราะที่ผ่านมา วิทยากรหิ้วกระเป๋ามาใบหนึ่ง บรรยายเสร็จก็กลับ วิธีคิดมันจึงเป็นเช่นนั้นเอง
อาจารย์หมอวิจารณ์แนะนำแบบโค้ชให้กับผมเช้านี้ ที่จะต้องเอาไปปรับ ไปใช้กับการรับงานของ สคส. โดยเฉพาะการสื่อสารกับองค์กรที่ติดต่อ หรือสนใจให้ สคส. จัด workshop KM ให้เขาเข้าใจว่า สคส. นั้น มีประสบการณ์การทำงาน Human KM มามาก และเราเชื่อว่าสิ่งนี้มีคุณค่ามากต่อการพัฒนา หากองค์กรใดที่เชื่ออย่างเรา ก็จะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องการความประณีตในการทำ และเข้าใจว่าความคุ้มค่าในการลงทุนสิ่งนี้นั้น จะส่งผลต่ออนาคตอย่างยิ่งยวด
"กระแสสังคมทั่วไป เท่าที่เห็นมักจะนิยมอะไรที่วูบๆวาบๆ มีเทคโนโลยีทันสมัย แบบ in-trend แล้วจะยอมลงทุนในสิ่งเหล่านั้น มากกว่าการลงทุนในเรื่องการพัฒนาคน" ...ประเด็นที่อาจารย์หมอวิจารณ์ทิ้งไว้ให้ผมคิดต่อ
การที่เราเรียกค่า service สิ่งนี้สูงกว่าอัตราปกติทั่วไปนั้น ไม่ได้มีเจตนาในเรื่องการแสวงหากำไร เพียงแต่จะบอกกับสังคมว่าลองเลือกพิจารณาดูว่า "การลงทุนเพื่อการพัฒนาคน" (แบบประณีต) นั้นคุ้มค่าหรือไม่เพียงใด ควรค่าแก่การลงทุนหรือเปล่า หากเทียบกับการลงทุนสูงๆ เพื่อเทคโนโลยีวูบๆ วาบๆ ซึ่งหลายท่านยอมลงทุนมาแล้ว