ค่า K พ่นพิษ โครงการก่อสร้างภาครัฐ 2 แสนล้านบาทเคว้ง รับเหมารายใหญ่-รายเล็กสุดอั้นพร้อมใจหยุดงานทั่วประเทศ รอ ครม.ออกมาตรการอุ้มค่อยเดินหน้าต่อ กรมทางหลวง-กทม.ป่วน งานถนน สะพานค้างเติ่ง เหตุจากเอกชนประมูลได้แล้วไม่ยอมเซ็นสัญญา เผยปมปัญหาหลักถกปรับเปลี่ยน ค่า K ยังไม่ลงตัว ส่งผลรับเหมา ไม่กล้ารับงานหวั่นขาดทุนหนัก หึ่งรับเหมาลงขัน 160 ล้านเซ่นการเมือง

ค่า K พ่นพิษ โครงการก่อสร้างภาครัฐ 2 แสนล้านบาทเคว้ง รับเหมารายใหญ่-รายเล็กสุดอั้นพร้อมใจหยุดงานทั่วประเทศ รอ ครม.ออกมาตรการอุ้มค่อยเดินหน้าต่อ กรมทางหลวง-กทม.ป่วน งานถนน สะพานค้างเติ่ง เหตุจากเอกชนประมูลได้แล้วไม่ยอมเซ็นสัญญา เผยปมปัญหาหลักถกปรับเปลี่ยน ค่า K ยังไม่ลงตัว ส่งผลรับเหมา         ไม่กล้ารับงานหวั่นขาดทุนหนัก หึ่งรับเหมาลงขัน 160 ล้านเซ่นการเมือง

นายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง กรรมการบริหาร สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ผู้รับเหมาก่อสร้างงานราชการทั่วประเทศจำนวนหลายพันสัญญา คิดเป็นมูลค่างานกว่า 2 แสนล้านบาท ได้ชะลองานก่อสร้างเพื่อรอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาตรการช่วยเหลือ หลังจากสมาคมได้เสนอข้อเรียกร้องต่อภาครัฐทั้งหมด 14 ข้อช่วงก่อนหน้านี้ เพราะแม้ภาครัฐจะรับปากช่วยเหลือผู้รับเหมาแน่นอน แต่ขอให้รอการสรุปปัญหาเรื่องการชดเชยค่าก่อสร้าง หรือค่า K ที่สำนักงบประมาณขอดูรายละเอียดให้รอบคอบว่าจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากแนวทางของรัฐบาลและสำนักงบประมาณไม่เหมือนกัน  ทำให้ ครม.ต้องยกเลิกมติเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนไปก่อน จากเดิมที่มีมติให้ผู้รับเหมาเบิกค่า K ได้ 4% และคาดว่าจะมีการนำเสนอเรื่องนี้เข้าพิจารณา         ใน ครม.อีกครั้ง วันที่ 8 กรกฎาคมนี้ โดยจะออกมาตรการครอบคลุมในทุกประเด็นที่สมาคมร้องขอความช่วยเหลือ         ทำให้ผู้รับเหมาทั่วประเทศหยุดงานก่อสร้างชั่วคราวเพื่อรอการออกมาตรการดังกล่าว

สาเหตุที่สำนักงบประมาณขอนำเรื่องนี้กลับมาทบทวน เพราะเห็นว่าหากมีการชดเชยค่า K4% ให้กับผู้รับเหมาทุกราย โดยยกเลิกสูตรชดเชยค่า K บวก-ลบ 4% จะทำให้รัฐต้องจ่ายเงินชดเชยให้ผู้รับเหมามากถึง 6-7 พันล้านบาท อาจไม่เป็นธรรมกับผู้รับเหมาที่ได้รับผลกระทบมาก ๆ ได้ เพราะรายที่เพิ่งเริ่มงานจะได้รับผลกระทบมากกว่า แต่ที่ก่อสร้างใกล้จะเสร็จแล้ว ผลกระทบจะน้อย จึงต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด

นายกฤษดากล่าวว่า แนวทางที่ผู้รับเหมาจะได้รับการช่วยเหลือ อาทิ 1.ขยายเวลาก่อสร้างให้ 180 วัน แต่ต้องเป็นสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 และยังไม่ส่งมอบงานงวดสุดท้าย  2.เพิ่มคู่สัญญาในวงเงินก่อสร้างเดิมได้ แต่เปลี่ยนคู่สัญญาไม่ได้  3.ยกเลิกสัญญาได้โดยไม่เป็นผู้ทิ้งงาน แต่ค่างานที่ทำไปแล้วเบิกจ่ายไม่ได้  4.ให้เบิกเงินล่วงหน้า 15% 5.แบ่งงวดงานและงวดเงินใหม่เพื่อให้เกิดสภาพคล่อง  6.ราคากลางปรับใหม่ไม่ได้ แต่ให้คิดราคาก่อสร้างก่อนเปิดประมูล 45 วัน เป็นต้น  นอกจากนี้มีอีก 3 เรื่องที่รัฐบาลรับปากจะพิจารณาให้ คือ 1.รื้อสูตรค่า K ใหม่ ให้จ่ายตามความเป็นจริง ขอเวลาพิจารณา 90 วัน  2.ปรับราคากลางให้เป็นปัจจุบัน  3.แก้ไขขั้นตอนระเบียบอีออกชั่นใหม่ให้เป็นธรรม เช่น เงื่อนเวลาคิดแบบให้เคาะราคาได้ตามจริง ไม่ยึดเงินหลักประกันซอง 5% เป็นต้น

นายกฤษดาระบุว่า การชะลองานก่อสร้าง ชะลอประมูลงานของผู้รับเหมาในช่วงนี้ ส่งผลกระทบต่อเนื่อง  ถึงหน่วยงานภาครัฐทั้งในส่วนกลางและต่างจังหวัดจำนวนมาก โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร (กทม.) และกรมทางหลวง เพราะมีงานก่อสร้างถนน อุโมงค์ และสะพาน ค่อนข้างเยอะ และงานประเภทนี้ต้องใช้เหล็กก่อสร้างจำนวนมาก  สาเหตุมาจากผู้รับเหมาไม่ยอมเซ็นสัญญา แม้จะประมูลไปแล้ว นอกจากนี้บางส่วนยังขอยกเลิกสัญญา เพราะมติ ครม. ให้สามารถยกเลิกได้หากยังไม่มีการส่งงานงวดแรก ผู้รับเหมาจึงทอดเวลาออกไปเพื่อรอมติ ครม. เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคาเหล็กและน้ำมันที่แพงขึ้นมาก ทำต่อไปมีแต่จะขาดทุน

 แหล่งข่าวจากศาลาว่าการ กทม. เปิดเผยว่า ขณะนี้ กทม.กำลังพิจารณาปรับราคาค่าก่อสร้างงานของ กทม.ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจต้องปรับขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% เพราะหลายโครงการเริ่มมีปัญหา เนื่องจากมีการประมูลเรียบร้อยแล้วแต่ผู้รับเหมาไม่ยอมเซ็นสัญญา บางรายก็จะไม่ยืนราคา 180 วัน พยายามดึงเรื่องเพื่อขอยกเลิกสัญญาแทน ขณะที่งานที่อยู่ระหว่างก่อสร้างก็ค่อนข้างล่าช้า หรือผู้รับเหมาลงพื้นที่เตรียมสร้างไซต์ก่อสร้างอยู่แล้ว แต่มายกเลิกวินาทีสุดท้าย เพราะมีข่าวว่า ครม.จะออกมาตรการช่วยเหลือ ทั้งนี้ มีงานที่เปิดประมูลไปแล้วยังไม่เซ็นสัญญา และที่กำลังจะเซ็นสัญญาประมาณ 10-20 โครงการ มูลค่า 2 หมื่นกว่าล้านบาท

ด้านแหล่งข่าวจากวงการรับเหมาก่อสร้างเปิดเผยว่า ผลจากที่ ครม.ยังไม่ออกมาตรการช่วยเหลือผู้รับเหมาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเร่งด่วน ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ประกอบกับมีกระแสข่าวว่าฝ่ายการเมืองพยายามดึงเรื่องนี้ไว้ โดยเรียกค่าตอบแทนเป็นค่าเหนื่อยถึง        160 ล้านบาท โดยขณะนี้รับเหมาทั้งรายเล็กรายใหญ่ตกลงจะลงขันร่วมกันแล้ว โดยรายใหญ่จ่าย 10 ล้านบาทขึ้นไป รายเล็ก 4 ล้านบาท เป็นต้น ทำให้คนในวงการรับเหมาต่างจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง

มีรายงานข่าวจากกระทรวงการคลังว่า จากที่ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและราคาน้ำมันสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้ ส่งผลกระทบต่อวงการรับเหมาก่อสร้างอย่างรุนแรง ทำให้ผู้รับเหมาทั่วประเทศจำนวนมากพากันทิ้งงาน เนื่องจากขาดสภาพคล่องทางการเงิน และประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก หรือบางรายก็เห็นว่าทำงานต่อก็ไม่คุ้มทุน ถึงขั้นที่คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ต้องทำหนังสือเวียนแจ้งรายชื่อผู้รับเหมาที่ทิ้งงานถึงหน่วยงานภาครัฐ เพื่อขึ้นแบล็กลิสต์ป้องกันการรับงานหรือประมูลงานของหน่วยงานอื่น เพราะอาจจะมีปัญหาตามมาภายหลัง

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่านับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ รายชื่อผู้รับเหมาที่ถูกแบล็กลิสต์มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละเดือน ทั้งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และต่างจังหวัด อาทิ สตูล ปัตตานี น่าน พัทลุง นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ตรัง พิษณุโลก พิจิตร กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา นครพนม ชุมพร ฯลฯ ขณะที่โครงการก่อสร้าง       ของภาครัฐที่ถูกทิ้งงานก็มีทั้งงานก่อสร้างอาคารที่ทำการ บ้านพักข้าราชการ อาคารเรียน หอพัก นักศึกษา โครงการชลประทาน งานประปา ก่อสร้างทางเท้า ถนน สะพาน ฯลฯ

นายมนัส แจ่มเวหา รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงภาพรวมของ   การเบิกจ่ายเงินงบฯ ในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2551 (ตุลาคม-พฤษภาคม 2551) ว่า มีส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจวางฎีกาเบิกจ่ายเงินจากกรมบัญชีกลางไปแล้วทั้งสิ้น 996,969 ล้านบาท หรือ 60.06% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ (1,660,000 ล้านบาท) สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.17% แบ่งเป็นการเบิกจ่ายในส่วนของงบฯประจำ 808,755 ล้านบาท หรือ 60.98% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำ 1,326,271 ล้านบาท ต่ำกว่า    ช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.90% มีการเบิกจ่ายงบฯ ลงทุนแล้ว 188,214 ล้านบาท หรือ 56.40% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุน 333,729 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.85% จากผลของการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ คาดว่าปีนี้จะมีสัดส่วนการเบิกจ่ายอยู่ที่ 94.50% สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด 94%

 

ประชาชาติธุรกิจ  3  กรกฎาคม  2551