มีคนบอกว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัด ถ้าเป็นจริงตามนี้การศึกษาจุกอกแน่ .

.แค่การอ่านยังเพียงนี้  การเขียนละจะเพียงไหน?

วิธีการเรียนรู้ทุกระดับสังคมละจะเป็นยังไง?

การศึกษาหาความรู้ของประเทศหนึ่งประเทศใด จะมีลักษณะเฉพาะบางประการ จากที่ผมได้รู้จักครูบาอาจารย์หลายท่าน รู้สึกชื่นชมในองค์ความรู้ที่ท่านสะสมมาตลอดชีวิต สิ่งนี้ตรงกับบริบทของคำว่าที่ความรู้ในตัวคน ประเทศไทยมีคนเก่งคนรู้มากมาย หลายท่านใช้ความรู้ไปในเรื่องเตรียมการสอน รวบรวมผลงานวิชาการ เตรียมบรรยายในฐานะวิทยาการ เสนอชุดความรู้ในโครงการวิจัย หรือเสนอแผนงานตามภาระหน้าที่ในหน่วยงานหรือองค์กรที่สังกัด บางท่านนำเสนอความรู้ในหนังสือพิมพ์ วารสารตีพิมพ์ หรือพิมพ์หนังสือรวมเล่ม  แต่เมื่อเทียบจำนวนอาจารย์และนักวิชาการต่างๆแล้ว จะเห็นว่าการถ่ายทอดความรู้ออกมาสู่สาธารณะชนยังน้อยมาก ทั้งๆที่ผลการค้นคว้าชุดความรู้ตามสไตล์ของท่านนั้น ถ้าได้เผยแพร่หรือส่งมอบความรู้เป็นทาน คนร่วมแผ่นดินจะได้ประโยชน์มหาศาล

ชาวบล็อกคงได้อ่านบทความที่นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ที่ปักหลักเสนอชุดความรู้เรื่องสุขภาพที่เราเผชิญอยู่ทุกวัน  ผมได้เรียนเรื่องสุขภาพใกล้ตัวใกล้ใจ ผ่านบล็อกในบทบาทของแพทย์ได้อย่างบรรเจิดยิ่ง ทำให้คนไทยมีหมอคอยสะกิดสะเกาให้เฝ้ามองตัวเอง ดูแลตัวเอง และรักตัวเองให้มากขึ้น สไตล์การเสนอนั้นพอเหมาะพอใจคนอ่านยิ่งนัก เป็นความเอกลักษณ์ที่ใครก็ชื่นชม ..ผมให้ท่านเป็นหมอในดวงใจมานานแล้ว!

ผลพวงที่เกิดจากคุณหมอท่านเดียวยังเพียงนี้ ความรู้ในตัวอาจารย์ท่านอื่นๆละครับ ถ้ามีนโยบายการกระจายความรู้ ที่ใครๆจับต้องได้ชนิดเข้าถึงซึ้งใจเรียบง่ายอย่างนี้ จะเป็นส่วนผลักดันสุขภาวะสังคมตัวจริงเสียงจริง ถ้ามีการสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมบริจาคความรู้สู่สังคม “คลังสมองของชาติ” ก็จะมีความหลากหลาย ด้วยวิธีการทำเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องพิเศษ ทำเรื่องที่อุบนิ่งให้ดิ้นได้ กระจายความรู้ ความสามารถ ที่หลากหลาย คำว่าสมอง-สติปัญญาไท ก็จะไม่ถูกคุมกำเนิดจากค่านิยมหรือวัฒนธรรมย่ำต๊อก

เรื่องการสร้างสังคมแห่งภูมิปัญญา เรายังอยู่ห่างไกลเป้าหมายมากนัก ตราบใดที่ผู้รู้สาขาต่างๆไม่ระดมพลังสร้างความรู้แห่งชาติที่เป็นทองเนื้อแท้ของเรา ประเทศนี้ก็จะไม่มีชุดสติปัญญาของเราเอง ไว้แลกเปลี่ยนกับคลังปัญญาของชาติอื่น วิธีการเรียนรู้ผ่านวิชาการตะวันตกไม่ใช่ไม่ดี แต่..มีแต่..นะขอรับ และผมไม่บังอาจไปล่วงล้ำว่าทุกท่านไปลอกทั้งหมด ที่เป็นเพชรแท้ของชาติก็มีไม่น้อย ท่านเหล่านั้นบ่นๆให้ฟังบ่อยครั้ง ถ้าท่านใดได้ฟังที่ท่านพระอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดมกล่าวถึงแวดวงวิชาการไทย สะดุ้งโหยง! อยากจะถอดคำพูดมาลงไว้ แต่มิกล้า..ขอรับกระผม!  

โดยภาพรวมรวมแล้วเรายังใช้วิธีถอดความรู้ สังเคราะห์ความรู้ ซึ่งก็ดีกว่าไปก๊อปปี้วิทยาการหรือแนวคิดทฤษฎีชาติตะวันตกมาทั้งดุ้น ไม่ยังงั้นจะมีคำถามว่า มีอะไรบ้างที่ไม่ลอกเขามา วิธีคิด วิธีทำ วิธีการ อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่พันธุ์A-B-C-Z มีอะไรบ้างที่เราอ้างอิงสิ่งที่เป็นของตนเอง ..เขาว่า ..ศาสตราจารย์นั้นว่า..ที่ตัวเองว่าละ..มีไหม? คลังสติปัญญาไทยอยู่ตรงไหน ดร.สุกรี เจริญสุขแห่งมหิดลอธิบายเรื่องนี้ได้แจ้งจ่างป่าง ตามอ่านในบทความอัยการชาวเกาะhttp://gotoknow.org/blog/islandpk/191272 หรือติดตามที่หนุ่มเอกรูปหล่อรายงาน..

การสร้างสังคมแห่งภูมิปัญญาไทยขึ้นหน้าสารบัญได้หรือยังก็ไม่รู้ บทที่1ว่าอย่างไร บทที่2-3อยู่ที่ไหน ใครบ้างกำลังคิดกำลังทำเรื่องนี้ อยากเห็นชุดภูมิปัญญาไทยที่ไม่ใช่แค่เรื่องเรี่ยราด แต่อยากเห็นความรู้ระดับวิชาการที่สามารถตีคู่ขนานกับของชาติอื่น ..

ให้เป็นเหมือนกับรางรถไฟ

แล่นคู่เคียงไปกับอารยะประเทศ

ไม่อย่างนั้น เราจะเอาสติปัญญาที่ไหนมาพัฒนาสังคม

เอาวิชาการอะไรมาพัฒนาลูกหลานไทย

ผมมีแต่ความเห็น ส่วนวิธีการทุกท่านเลือกคิดเลือกทำตามอัธยาศัยเถิด

อัยการชาวเกาะ ขึ้นเวทีที่สถาบันพระปกเกล้า

..ไหว้ครู ร่ายท่ามวยแบบฉบับค่ายเมืองใต้ได้เด็ดดวงนัก

ถ้าได้คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ

แม่ไม้วิชาการไทย กระจายกระเจิงแน่ๆเลยละขอรับ