สองสามวันมานี้ คุยกับใครๆ (โดยผ่านทางเน็ท เนื่องจากผมติดอยู่กับบ้าน) ก็จะออกเรื่องการประกันคุณภาพครับ ไม่ใช่อะไรหรอก แค่อีกไม่กี่วันมหาวิทยาลัยก็จะได้รับการประเมินจาก สมศ.แล้ว เลยทำให้นึกถึงอดีตเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่สมศ.มาประกันครั้งแรกครับ ครั้งนี้ผมเป็นแม่ทัพนำสำหรับคณะศิลปศาสตร์ฯ ครับ เนื่องจากท่านคณบดีติดภาระกิจ จำไม่ได้แล้วว่าท่านไปไหน

ยุทธศาสตร์ที่คณะใช้ครั้งนั้นคือ การเปิดการ์ดรับการประเมินอย่างกัลยานมิตรครับ อะไรที่เราทำไปแล้วเราบอกเราเล่า อะไรที่เรายังไม่ได้ทำเราก็บอกไปเลย ไม่ต้องให้ถาม ไม่มีอะไรที่ต้องปิดบัง เปิดใจรับทุกคำแนะนำ แต่ที่สำคัญในรอบนั้นคือ ผมว่าการประกันภายในทำให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้นมากครับ และคาดได้ล่วงหน้าด้วยซ้ำไป ว่า อะไรที่น่าจะถูกแนะนำ ครั้งนี้ท่านอาจารย์อุทัย ดุลยเกษม เป็นกรรมการที่แวะมาเยี่ยมที่คณะครับ นึกแล้วยังตลกตัวเองนิดหนึ่งครับ เพราะว่าก่อนท่านมา ทุกๆ อย่างพร้อมครับ แต่อีกครึ่งชั่วโมงก่อนกรรมการมาถึง ไอ้ตัวทีวีโค้ดเดอร์ดันเสียซะดื้อ ก็เลยต้องเปลี่ยนจากทีวี 21 นิ้ว เป็นจอมอนิเตอร์ 14 นิ้วแทน

คำแนะนำของท่านอาจารย์อุทัยดีมากครับ การตรวจสอบครั้งนั้นเป็นการนั่งคุยกันมากกว่าการอ่านเอกสารใดๆ อันนี้อาจจะด้วยความที่คณะกรรมคณะตอนนั้นหนุ่มๆ ทั้งนั้นครับ (คนแก่สุดก็คณบดี ซึ่งก็ไม่อยู่ ส่วนที่เหลืออายุไม่น่าจะเกิน 40 ฮิฮิ) การคุยช่วยให้เรากระจ่าง ในขณะเดียวกันกรรมการก็ได้ข้อมูลที่ชัดเจนมาก

ที่ไม่น่าประทับใจก็ตรงที่หลังการประเมิน เราไม่สามารถออกแบบแผนงานของเราให้ครอบคลุมข้อเสนอแนะที่ได้รับได้อย่างครบถ้วน ซึ่งกรรมการหลายคนก็คุยเหมือนผมว่า ทำไงให้เราสามารถเสริมจุดแข็งและขจัดจุดอ่อนที่เราได้รับมาได้ แต่ก็ต้องจนใจครับ ด้วยข้อจำกัดหลายประการ (สุดจะพรรณา)

สองสามปีที่ผ่านมา คณะเปลี่ยนแม่ทัพครับ จากผมเป็นท่านอาจารย์คอเหล็ด ทั้งที่ตอนจะเปลี่ยนนั้นท่านคณบดีอยากให้ผมรับงานนี้ต่อไป แต่ผมก็เรียนท่านว่า ไม่ไหวกับภาระงานที่ได้รับมาแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ผมขี้เกียจไปเถียงกับชาวบ้านชาวช่อง (ต่างหน่วยงาน) แล้ว เบื่อมากครับ คิดถึงเรื่องนี้แล้ว อยากเล่าต่อครับ ตอนทำรายงาน ผมแย้งชาวบ้านเขาเกือบจะทุกประเด็น แม้กระทั้งรูปแบบของรายงาน อันนี้ยอมรับว่าเป็นเพราะนิสัยครับ จำได้ว่า กรรรมการประกันเขาสรุปแล้วว่ารูปแบบรายงานเอาอย่างนี้ แต่ผมทำไปทำมาผมว่ามันอ่านยาก ไม่ครบถ้วนและมีความซ้ำซ้อน ผมก็ลองเปลี่ยนใหม่เป็นแบบของคณะ แล้วก็เอาไปขอให้หน่วยงานอื่นเปลี่ยนตาม ฮิฮิ เหตุที่ต้องให้หน่วยงานอื่นดูและเปลียนตาม เพราะหากเราแปลกเพื่อนอยู่คนเดียวก็กลายเป็นคนผิดสถานเดียวสิครับ อือ ไม้ตายผมตอนนั้นคือ เชื่อผมเถอะ แบบนี้ดีกว่า หน่านะ ผมเรียนจบเกี่ยวกับการออกแบบเนื้อหามา จัดรูปเล่มหนังสือมาก็พอคุยแล้ว ฮิฮิ

และในปีที่คณะได้รับอนุมัติรองคณบดีเพิ่ม เป็นช่วงที่ผมรู้สึกตัวว่า งานประกันมันวิ่งบ่อย ไม่เปิดเว็บติดตามที่อื่น ไม่ได้เข้าประชุมสัมมนา ตกข่าวเอาง่ายๆ แต่จะให้ตามงานประกันมากนัก งานอื่นก็เหนื่อยนักครับ ผมสรุปให้กับตัวเองว่า เป็นเต่างานประกันไปแล้ว ไม่เหมาะจะมาเป็นแม่ทัพแล้ว มันต้องคนใหม่ๆ สดๆ

รอบนี้นอกจากจะไม่ได้เป็นแม่ทัพแล้ว กองหนุนก็ไม่ได้เป็นครับ เป็นได้เพียงกองเชียร์อยู่ที่บ้านครับ ฮิฮิ (ยังงัยก็ขอเป็นกำลังใจให้คนทำงานทุกคนครับ) ที่สำคัญการประเมินรอบนี้ คณบดีก็ไม่อยู่เหมือนรอบที่แล้วครับ ก็ขอให้อาจารย์คอเหล็ดสู้สู้ครับ

ช่วงนี้ผมไม่ค่อยมีข้อมูลมาเขียนบล็อกครับ เพราะสมองตอนนี้เหมือนจะทำงานได้เกือบเต็มร้อยแล้ว และไม่ค่อยเจ็บขาเท่าไรแล้ว นั่งได้นานขึ้น แต่ก็นั่งได้ไม่เกินสองชั่วโมงก็ต้องพักก้นครับ ยังงัยก็ยังดีครับ ผมเลยเริ่มการเคลียร์งานวิจัยที่ค้างในเรื่องการเขียนรายงานสรุปครับ (มีสองโครงการใหญ่ๆ ) คิดว่าน่าจะเสร็จเร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ก่อนเกิดอุบัติเหตุ (ถ้าไม่ต้องเข้าผ่าตัดรอบสอง)

วันนี้ทั้งวัน ผมปรับแก้ข้อมูลในบทที่สองครับ ซึ่งเป็นนิสัยปกติของผมในการทำวิจัยคือ บทที่สองจะต้องปรับแก้ใหม่ทุกครั้งที่ทำวิจัยเสร็จ เพราะส่วนใหญ่ที่ร่างไว้ในตอนต้นคือความรู้เดิมหรือข้อมูลเดิมที่มีอยู่แล้ว การปรับเพื่อความทันสมัยและสอดรับกับผลการวิจัยที่เราเจอมา อ่านบทความชิ้นหนึ่งน่าสนใจมากครับ แต่เสียดายเอามาอ้างอิงไม่ได้เนื่องจากเขาเขียนว่า "ห้ามนำไปอ้างอิงจนกว่าจะได้รับการอนุญาตจากผู้เขียน" ดังนั้นถึงจะสาระดียังงัยก็อ้างไม่ได้ครับ ความจริงถ้าห้ามและเปิดช่องไว้ว่า ขออนุญาตได้ก็น่าจะบอกวิธีการติดต่อบ้างก็ดีนะครับ

ช่วงนี้มีแขกมาเยี่ยมที่บ้านบ่อยมากขึ้นครับ ไม่ทราบด้วยเหตุผลใด ฮิฮิ หลังจากที่ห่างหายแขกมาเยี่ยมบ้านไปสักระยะหนึ่ง ที่ผมพลาดบางทีคือ นั่งคุยแบบห้อยขานานไป (คุยเพลินจนลืมเจ็บ ฮิฮิ) พอแขกกลับนั่นแหละครับจึงรู้สึกตัวว่า เท้าบวม แถมนั่งต่อไม่ได้แล้ว นอนดีกว่า

คืนนี้ก็ดันลืมเจ็บครับ เขียนรายงานจนดึกแถมยังมาเขียนบันทึกอีก ทั้งๆ ที่ห้ามตัวเองไว้แล้วว่า เจ็บๆ อย่างนี้ควรนอนไม่เกินสี่ทุ่ม ฮิฮิ ขอไปนอนก่อนนะคับ