ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงคนลาวที่อยู่ในประเทศไทยมีกี่ประเภท และมีประเพทใดบ้าง และจะมีสิทธิอาศัยในประเทศไทย หรือไม่ อย่างไรและจะนำไปสู่การวิเคราะห์ตามกฎหมายไทย

         ผลจากการศึกษาผู้เขียนพบว่าคนลาวในประเทศไทยนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันเช่น คนลาวที่เข้าเมือง[1] คนลาวที่ไม่ได้เข้าเมือง คนลาวที่เข้าเมืองนั้นยังสามารถแยกออกได้อีก 2 กรณีด้วยกัน เช่น คนลาวที่เข้าเมืองถูกกฎหมาย และคนลาวที่ไม่ถูกกฎหมาย คนลาวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายนั้นหมายถึง บุคคลที่เข้าเมืองโดยได้รับอานุญาติ ซึ่งถือหนังสือ PASSEPORT หรือ หนังสือผ่านแดนซึ่งอาจมีวิชาหรือไม่มีวิชาแล้วตามกรณี เช่น นักการทูต นักท้องเที่ยว นักธุรกิจ คนที่เข้ามาทำงานตามองค์กรเอกชน (โครงการ)หรือ NGO นักศึกษาและพวกที่เข้ามาทัศนะศึกษา ส่วนคนลาวที่เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย  นั้นได้หมายถึงบุคคลที่ได้เข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอานุญาติ ไม่มีหนังสือใดเช่น PASSEPORT และ หนังสือผ่านแดน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพวกลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายได้ แก่พวกที่หลบหนีเฉียงภัยความตาย และพวกที่เข้ามาหางานทำ ส่วนในประเภทที่สองนั้นเป็นบุคคลที่ไม่ได้เข้าเมืองแต่เขาได้อยู่ในประเทศไทยได้บุคคลที่บิดา มารดาร หรือบิดา หรือมารดาที่เป็นคนลาวได้เข้ามาในประเทศไทยแต่ได้คลอดลูกหรือเกิดในประเทศไทยส่วนมากจะเป็นแรงงานลาวในประเทศไทย ซึ่งบุคคลดังกล่าวนั้นจะมีสิทธิอาศัยในประเทศไทยหรือไม่ เพียงใด ผู้เขียนจะได้ศึกษาดังต่อไปนี้

 

              2.1.1. คนลาวที่มีสัญชาติไทย

 

                        ผลจากการศึกษาตามข้อเท็จจริง ซึ่งผู้เขียนสามารถสรุปได้ คำว่า คนลาวที่มีสัญชาติไทยในที่นี้หมายถึงบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยในดินแดนแห่งราชอาณาจักรไท ได้มีสัญชาติไทย แต่พวกดังกล่าวมี เชื้อชาติลาว เคยอาศัยดำลงชีวิตในดินแดนของประเทศลาวและบางคนเคยมีสัญชาติลาวมาก่อนหน้าแล้ว บางคนได้เข้าเมือง[2]และอีกบางกลุ่มคนไม่ได้เข้าเมือง[3] แต่ยังมีความผูกพันทางด้านจารีตประเพณี วัฒนาธรรมของลาว อาทิ แบบแผนวิถีการดำลงชีวิต ในบางเขตก็พูดภาษาลาว อาหารลาวและมีงานแบบประเพณีลาวเป็นต้น

                        ในบทนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึง กฎหมายว่าด้วยสัญชาติไทย กฎกระทรวงตลอดถึงนโยบายของรัฐไทย ว่าบุคคลที่ไม่เป็นคนไทย ไม่มีเชื้อชาติไทย ไม่ได้เกิดในประเทศไทยและเกิดในประเทศไทยต่างบิดามารดาเป็นคนต่างด้าว กฎหมายจะยอมรับให้มีสัญชาติไทยหรือไม่และอย่างไร ซึ่งผู้เขียนจะได้ศึกษาวิเคราะห์ดังต่อไปนี้

                        ผลจากการศึกษาผู้เขียนพบว่า กฎหมายไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กฎหมายไทยได้รับรองว่าบุคคลธรรมดา อาจได้รับสัญชาติไทยได้สองวิธีหลักๆ คือ การได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดยการเกิด และการมีสัญชาติไทยภายหลังการเกิด การได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดยการเกิดสามารถแยกได้สองวิธีการด้วยกันเช่น การมีสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิต (jus saquinis)และหลักดินแดน(jus soli) ส่วนการมีสัญชาติไทยภายหลังการเกิดนั้น โดยปกติแล้วใช้กับคนต่างด้าวที่มีความประสงค์จะถือสัญชาติไทย การมีสัญชาติแบบนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสองวิธีครือ การได้มาซึ่งสัญชาติไทยโดยการสมรส (marriage) และการแปลงสัญชาติ (naturalization) ซึ่งผู้เขีนจะได้อธิบายดังต่อไปนี้

 

2.1.2. คนที่ไม่มีสัญชาติไทย (คนต่างด้าว) แต่มีสิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทย

 

             ในส่วนนี้ผู้เขียนจะได้ศึกษาถึงกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรีตลอดถึงนโยบายของรัฐไทยในเรื่องการให้สิทธิอาศัยของคนลาวหรือคนที่ไม่มีสัญชาติไทยจะมีสิทธิอาศัยในประเทศได้หรือไม่ เพียงใด และบุคคลที่จะมีสิทธิอาศัยในประเทศไทยนั้นมีกลุ่มใดบ้าง ซึ่งผู้เขียนจะได้ศึกษาดังต่อไปนี้

             ผลจากการศึกษาผู้เขียนพบว่า คนลาวที่ไม่มีสัญชาติไทย (คนต่างด้าว) แต่มีสิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้นสามารถแยกออกได้เป็น สาม กรณีด้วยกันกล่าวคือ คนลาวที่เข้าเมืองถูกกฎหมาย คนลาวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย และ คนลาวที่เกิดในประเทศไทยแต่ถูกถือว่าเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่มีสิทธิอาศัยในประเทศไทย คนลาวที่อยู่ในประเทศไทยยังมีสิทธิอาศัยถาวร มีสิทธิอาศัยชั่วคราว และแม้กระทั้งคนลาวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายังมีสิทธิอาศัยซึ่งได้รับการผ่อนผันให้อาศัยในประเทศไทยตามกฎหมายและในกรอบนโยบายของรัฐไทยอีกด้วย กล่าวคือ

          ตัวอย่าง ในกรณีของนางแสงเดือน ทานะสมบัติ เกิดเมื่อวันที่15 กันยายน พ.ศ. 2516 (ค.ศ.1973) ที่แขวงไชยบูลี ประเทศลาว มีพี่น้องด้วยกันทั้งหมดจำนวน 6 คน นางแสงเดือนเป็นคนที่สี่ ครอบครัวประกอบอาชีพ ทำไร่ ทำสวน นางแสงเดือนได้รับการศึกษาจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และไม่ได้การศึกษาต่อเนื่องจากฐานะทางครอบครัวยากจน

             นางแสงเดือนเมื่อได้อายุครบ 20 ปีก็ได้เข้ามาในประเทศไทยกับเพื่อนเพื่อเข้ามาทำงานในเมืองไทยในขณะนะนั้นนางแสงเดือนยังไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนลาว นางแสงเดือนได้เดินทางเข้าเมืองไทยโดยผ่านชายแดนจังหวัดเลย ซึ่งได้เข้ามาอยู่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์กับพี่สาวของเพื่อนทำงานอยู่ นางแสงเดือนประกอบอาชีพรับจ้างที่ร้านขายของชำกับเพื่อนที่มาด้วยกันอยู่ที่นั้นได้ประมาณ สองเดือน โดยได้รับค่าจ้างเล็กๆน้อยๆมากเพราะอยู่ระหว่างหางานทำ ต่อมานางแสงเดือนก็ได้งานที่จังหวัดภูเก็ต โดยทำงานอยู่ร้านเสรีมสวยมาตลอดที่จังหวัดภูเก็ตนั้นเองที่ได้เจอกับนายเสน่ห์ พนักงานขับรถของโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งได้ชอบพอกันและได้อยู่กินฉันท์สามีภรรยามาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2536 แต่เนื่องจากนางแสงเดือนได้เข้ามาประเทศไทยโดยไม่มีใบอนุญาต จึงต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆและไม่ได้ทำการจดทะเบียนการสมรส นางแสงเดือนและนายเสน่ห์ได้มีบุตรด้วยกัน สองคนคือ เด็กหญิงเกศรา และเด็กชาย สหภาพ

             ในปี พ.ศ. 2547 นางแสงเดือน ได้ไปขึ้นแรงงานเพื่อให้มีเอสารพิสูจน์ตน และได้ไปทำการพิสูจน์สัญชาติกับคณะทำงานพิสูจน์สัญชาติของทางการลาว โดยความร่วมมือของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลลาว เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2547 ที่สำนักงานจัดหางานเขต 7 กรุงเทพฯ และได้รับการยอมรับเป็นบุคคลผู้ที่มีสัญชาติ ซึ่งคณะทำงานพิสูจน์สัญชาติฯได้ออกพาสปอร์ตชั่วคราวให้กับนางแสงเดือน

              หลังจากนั้นไม่นานนางแสงเดือนได้กลับมาประเทศไทยอีกครั้งและก็ได้ไปดำเนินการเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ทร.13 ซึ่งเป็นทะเบียนบ้านสำหรับราฎรที่มีสิทธิอาศัยชั่วคราวในประเทศไทย

             ตัวอย่าง  ในกรณีของนายคำตุ่น ไชยสี เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1988 ที่ บ้าน หัวน้ำสร้าง เมืองจำพอน แขวงสะหวันเขตประเทศลาว มีพี่น้องด้วยกัน สามคน นายคำตุ่น เป็น บุตรคนที่ สอง ได้เรียนอยู่มัธยมต้นห้วยชาย แต่นายคำตุ่น ไม่มีโอกาสที่จะเข้าเรียนต่อเพราะย้อนความยากจน จึงได้ออกโรงเรียน เพื่อหางานทำและไม่มีทำงาน จึงได้เข้ามาหางานทำกับเพื่อน ซึ่งได้เข้ามาในประเทศไทย ในปี ค.ศ. 2002 ซึ่งตอนที่เข้ามาในประเทศไทยนายคำตุ่นไม่มีหนังสืออันใดเลยที่ติดตัวมาเช่น ไม่บัตรประจำตัว ไม่มี passport เป็นต้น ซึ่งจากดูสถานะภาพของนายคำตุ่นแล้วไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่านายคำตุ่นเป็นคนลาวได้ นายคำตุ่น ไชยสี จึงกลายเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติในประเทศไทย

           ตัวอย่าง ในกรณีของ นาง ไพรินทร์เกิดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 ที่บ้านปากตมดอนกาง ตาแสงปากแกม เมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี ที่ประเทศลาว ซึ่งมีพี่น้องร่วมท้องแม่เดียวกันสามคนคือ 1. นาง ไพรินทร์ 2. นาย บัวไล 3. นาย สะเหลิม ซึ่งเป็นบุตรของนาย ตาบินและนางบัวลีที่มีเชื้อชาติลาวและมีสัญชาติลาว

        นางไพรินทร์ได้เกิดอยู่ที่บ้านปากตมดอนกาง ตาแสงปากแกม เมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี ที่ประเทศลาวโดยหมอตำแย ชื่อ แม่คำพีเป็นผู้ทำครอดนางไพรินทร์

         นางไพรินทร์ยังเคยได้เข้าเรียนหนังอยู่ชั้นประถมห้องป 1แต่ไม่จบเพราะขี้เกียดที่จะเรียนจึ่งได้โดดเรียน ซึ่งในปัจจุบันนางไพรินทร์ไม่สามารถเขียน อ่านหนังสือและพูดภาษาลาวได้แต่การฟังยังเข้าใจอยู่

        นางไพรินทร์ ได้เข้ามาในประเทศในปี พ.ศ. 2528 ตอนที่มีอายุประมาณ16ปี ได้เดีนเข้ามาประเทศไทยโดยผ่านเขตชายแดนระหว่างแม่น้ำเหืองผ่านด่านบ้านแม่หนอในฝั่งประเทศลาวและในเขตบ้านนากะเส็ง อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลยประเทศไทย

        นางไพรินทร์หลังที่ข้ามมาในประเทศไทยหลังปี พ.ศ. 2528แล้ว นางไพรินทร์ก็ได้กลับไประเทศลาวอีกครั้งในช่วงท้ายปีพ.ศ. 2533 ต่อต้นปี 2534 พ้อมด้วยลูกสองคน ซึ่งอยู่ประเทศได้เพียงประมาณ8หา9เดือนเท่านั้นก็ได้กลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้งด้วยเหตุผนที่ว่า สามีของตนถูกจับจึ่งได้เข้ามาอีก จากปี พ.ศ. 2534 จนถึงปัจจุบันคือปี พ.ศ. 2551 นางไพรินทร์ ก็ไม่เคยกลับไปประเทศลาวและขาตการติดต่อจากพ่อแม่และญาติพี่น้องเลยแม่กระทั้งครั้งเดียวก็ไม่ได้ติดต่อหากันเลย อาจด้วยเหตุผลที่ว่า นางไพรินทร์เขียนหนังไม่เป็นและในระยะนั้นอาจยังไม่สะดวกในเรื่องการสื่อสารทางโทรสัพก็อาจเป็นไปได้จึ่งเป็นเหตุที่ทำให้นางไพรินทร์ไม่สามารถติดต่อหาพ่อแม่และญาติพี่น้องของตนได้

        จากการเล่าและการสอบถามตัวบุคคลแล้วนางไพรินทร์ยังไม่มีหนังเอกสารใดๆเลยที่พอยืนยันได้ว่านางไพรินทร์จะเป็นคนลาวในขณะนี้ ยังขาดตัวพยานบุคคลที่พอยืนยันว่านางไพรินทร์เป็นที่เกิดในประเทศลาวจริงหรือไม่ เพราะอีกปัญหาหนึ่งชื่อบุคคลที่นางไพรินทร์กล่าวขึ้นมานั้นก็ยังไม่สามารถมาปรากฏตัวที่จะยืนยันได้(หาตัวยังไม่พบ)

 

2.1.2.5.คนลาวที่เกิดในประเทศไทยแต่ถูกถือว่าเข้าเมืองผิดกฎหมาย  แต่ก็ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยในประเทศไทย

 

           ท.ร. 13 เป็นทะเบียนบ้าน  ใช้สำหรับคนที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว หรือเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เพื่อประโยชน์ในการรักษาและควบคุมการทะเบียนราษฎร การตรวจสอบพิสูจน์ตัวบุคคลและประมวลผลข้อมูลทางทะเบียนและประวัติราษฎร ให้สำนักทะเบียนกลางดำเนินการจัดเก็บข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร ตามที่ผู้อำนวยการทะเบียนกำหนดและปรับปรุงข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรให้ตรงต่อความเป็นจริงอยู่เสมอทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

                ตัวอย่าง  ในกรณีของนาง บัวจันทร์ นางบัวจันทร์เกิดเมื่อวันที่  ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ อายุ ๔๓ ปี (ตามแบบพิมพ์ประวัติลาวอพยพที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรของรัฐไทย) นางบัวจันทร์เกิดที่บ้านห้วยลึก (กอนคำ) หมู่ที่ ๔ ตำบลม่วงยาย อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย (ปรากฏตามหนังสือรับรองสถานที่เกิดออกโดยอำเภอเวียงแก่นเลขที่ ๑๒๘/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๙ และ ตามแบบพิมพ์ประวัติลาวอพยพ)  บ้านเลขที่ ๖/ล หมู่ที่ ๑ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย (ปรากฏตามแบบพิมพ์ประวัติลาวอพยพ) บิดาชื่อ นายเพ้า บุญยง เป็นคนเกิดในประเทศไทย มารดาชื่อนางบัวศรีซึ่งเป็นคนไทย เนื่องจากนายเพ้ามิได้จดทะเบียนสมรสกับนางบัวศรีซึ่งเป็นมารดาของนางบัวจันทร์ บุญยง จึงไม่ถือว่าเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย

 

      ตัวอย่าง ในกรณีที่เป็นลูกของมุ้งลาวในจำนวนหนึ่งใน 153 คนที่ได้กล่าวมาในข้อ 2.2.2 เพราะคนที่ลักลอบเข้าเมืองมาจริงๆมีจำนวน 152 คนและอีกหนึ่งคนเป็นคนที่เกิดในประเทศไทยในขณะที่กำลังดำเนินการพิสูจน์สัญชาติลาวอยู่

 

             เป็นแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งที่เคยรายตัวทำทะเบียนประวัติราษฎรไว้กับกรมการปกครองที่มีใบ ท.ร. 38/1แต่เป็นบุคคลที่ไม่เคยขอใบอนุญาตทำงานเลย หรือเคยขอใบอนุญาตทำงานแต่ขาดการต่ออายุใบอนุญาตการทำงานไปแล้ว และก็อาจสามารถดำเนินการเพื่อขอใบอนุญาตทำงานใหม่ได้ตามระยะเวลาหรือตามนโยบายของรัฐ

 

 



[1] มาตร4 แห่ง พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522. ได้บัญญัติไว้ว่า คนเข้าเมือง  หมายความว่า คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักร

[2] ไม่ได้เข้าเมือง หมายถึงบุคคลที่ได้เกิดในดินแดนราชอาณาจักรไทย

[3] ได้เข้าเมือง หมายถึง บุคคลที่เกิดนอกราชอาณาจักร