สรุปประชุม

แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตพื้นที่ 6 อำเภอ จังหวัดน่าน

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550

ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>> 

ผู้เข้าร่วมประชุม

1.      พลเอกสุรินทร์       พิกุลทอง         ประธานกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

2.      ปลัดอาวุโสอำเภอเมืองน่าน

3.      หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา

4.      อุทยานแห่งชาติศรีน่าน

5.      ตัวแทนชาวบ้านจากพื้นที่  จ.แพร่  จ.เชียงราย  จ.น่าน พะเยา

 

พื้นที่นำร่องในการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่ทำกิน จ.น่าน มีทั้งหมด 6 อำเภอ

1.      อ.เมือง มี 3 ตำบล

2.      อ.แม่จริม มี  6 หมู่บ้าน

3.      อ.เวียงสา มี ต.สร้าง

4.      อ.ปัว ต.สิลาเพชร

5.      อ.นาน้อย ต.ศรีสะเกษ และ ต.บัวใหญ่

6.       

ช่วงเช้า

ตัวแทน จาก ศตจ.ปชช. ในเรื่องปัญหาป่าไม้ที่ดิน กล่าวรายงาน  เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดินระดับอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาที่ดินร่วมกัน มีวัตถุประสงค์ในการประชุม ดังนี้

 เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในแนวคิดปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาที่ดินร่วมกันในเขต 6 อำเภอ

  พัฒนากลไกในการแก้ไขปัญหาที่ดินร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน

  ร่วมกำหนดพื้นที่เป้าหมาย เพื่อจัดเก็บข้อมูลในแต่ละตำบล

นายสุรพล    วงสุทธิ์พิศาล         ปลัดอาวุโส       กล่าวรายงานปัญหาที่ดินและที่ทำกินเป็นปัญหาที่สะสมมานาน การจัดประชุมครั้งนี้ องค์กรต่าง ๆ จะมีความเข้าใจชัดเจนในการแก้ไขปัญหาที่ดิน และสามารถร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาที่ดิน และเกิดการบูรณาการแผนงานในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

 

ภาพรวมปัญหาที่ดินทำกิน จ.น่าน

จังหวัดน่านพื้นที่ส่วนใหญ่ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นภูเขา จังหวัดน่าน มีพื้นที่ 12,188.97 ตารางกิโลเมตร หรือ 7,618,106.25 ไร่

                      

มีพื้นที่ป่าไม้/ป่าอนุรักษ์ 5,863,931.22 ไร่

        

ที่มีการประกาศแล้ว 

จำนวน 1 อุทยาน (ภูคา) พื้นที่ 1,035,000 ไร่  หรือ 1,704  ตารางกิโลเมตร

 

อุทยานเตรียมประกาศ 6 อุทยาน

1. อุทยานขุนน่าน           พื้นที่ 248.6 ตารางกิโลเมตร หรือ 15,375 ไร่

2. อุทยานนันทบุรี           พื้นที่ 877 ตารางกิโลเมตร หรือ 548,125 ไร่

3. อุทยานถ้ำสะเกิน         พื้นที่ 248.32 ตารางกิโลเมตร หรือ 155,200 ไร่

4. อุทยานแม่จริม            พื้นที่ 434 ตารางกิโลเมตร หรือ 271,250 ไร่

5. อุทยานศรีน่าน            พื้นที่ 934. ตารางกิโลเมตร หรือ 583,750 ไร่

6. อุทยานขุนสถาน         พื้นที่ 419.2 ตารางกิโลเมตร หรือ 262,000 ไร่

 

¡       พื้นที่ที่มีการออกโฉนด

¡       พื้นที่ที่มีการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร(สปก.)

¡       พื้นที่ น.ส. 3 สค.1

 

สภาพปัญหาด้านที่ดินทำกินของจังหวัดน่าน

¡       การขยายตัวการปลูกพืชพาณิชย์ (ยางพารา,ข้าวโพด ,ถั่วฯลฯ) ปี 2518

¡       การประกาศเขตอุทยาน/เตรียมประกาศ 7 อุทยาน เริ่มปี พ.ศ. 2542

¡       การจับกุมประชาชนผู้ทำไร่หมุนเวียน เริ่มจับ ปี 2542-2544

¡       การทำงานที่ขาดการมีส่วนร่วมของภาครัฐ เช่นโครงการหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ ใช้มติ

      ครม.21 พ.ค. 2541 การแก้ไขปัญหาการอยู่ก่อนหลัง

¡       การปลูกป่า ที่เน้นการปลูกไม่เน้นการดูแลรักษา เช่นกรณีป่าขุนสมุน

¡       อำนาจด้านการคุมความคิด/การสื่อสาร

การดำเนินการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินที่ผ่านมา

¡      การใช้แผนที่ 1: 4000 ทำโฉนดรวม  กรณี บ้าน...... ตำบลนาเหลือง

¡      การทำแผนที่ทำกินรายแปลง โดยเป็นมติร่วมของชุมชน กรณี ตำบลศรีษะเกษ,ตำบลบัวใหญ่

¡      การใช้เวทีประชาคมระดับตำบลในการพูดคุยเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา เช่น ตำบลน้ำพาง อำเภอแม่จริม

¡      การกำหนดพื้นที่ป่าของชุมชน ป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอย พื้นที่ทำกิน และที่อยู่อาศัย กรณี บ้านน้ำแป่ง ตำบลผาทอง อำเภอท่าวังผา  และกลุ่มบ้านหลวงหวงป่า

ผลการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินที่ผ่านมา

¡      การเข้าสำรวจแนวเขตพื้นที่ทำกิน ในช่วง ปี 2547 (ผู้ว่าสุวัฒน์

โชคสุวัฒน์สกุล)  มีข้อมูลแต่ยังขาดความต่อเนื่องในการนำออกมาใช้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

¡      แนวเขตไม่ชัดเจน ของเขตป่าอนุรักษ์กับพื้นที่ทำกิน ทำให้มีการประกาศเขตอนุรักษ์ทับที่ทำกินของชาวบ้านจริง

¡      เจ้าหน้าที่ ในระดับพื้นที่ที่เป็นปัญหามีการพยายามแก้ปัญหาเพื่อให้พ้นตัวมากกว่าที่จะแก้ให้สำเร็จทำให้ปัญหายิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ซับซ้อน และมีการเปลี่ยนตัวผู้ปฏิบัติระดับพื้นที่ของภาครัฐ

ข้อเสนอแนวทางหลักการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน

¡      การสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจให้กับประชาชนและรัฐต้องเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุนการทำงานร่วมกับชุมชน

¡      มีการเดินสำรวจพื้นที่จริงรายแปลงเพื่อรับรองสิทธิการทำกินให้กับชาวบ้านที่ไม่มีเอกสารการครอบครองและได้มาก่อนการหวงห้ามโดยกำหนดพื้นที่แนวเขตให้ชัดเจนแล้วหาข้อตกลงรับรองสิทธิร่วมกันโดยมีข้อแม้ว่าจะไม่มีการบุกรุกและช่วยกันดูแลรักษา

¡      ให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจทุกภาคส่วนขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา โดยกำหนดเวลาแผนงานกิจกรรมและงบประมาณให้ชัดเจน

¡      กรณี การออกเอกสารสิทธิ์ถ้าพิสูจน์ได้ว่าครอบครองมาก่อนการประกาศเขตหวงห้ามควรพิจารณาออก เอกสารสิทธิ์ที่มั่นคง

¡      ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการทำข้อตกลงในระดับจังหวัดในการจัดการที่ดินที่หน่วยงานนั้นๆรับผิดชอบอยู่(อุทยาน,ที่ดินจังหวัด,สปก.,กรมป่าไม้)

 

 

แลกเปลี่ยนระหว่างพื้นที่

นายเกษตร    ยศบุญเรือง  ก่อนอื่นต้องเดินด้วยข้อมูล เอาอุปสรรคปัญหามาเป็นข้อมูล ต.ศรีสะเกษ นา

อ.นาน้อย ได้ร่วมบูรณาการ่วมกับภาครัฐ การจัดทำจะประสานงานกันตลอดเวลา ว่ามีอุปสรรคอะไร มีการพูดคุยกันอย่างชัดเจน

ต.ศรีสะเกษ เอาหน่วยงานที่ดูแลมาดูร่วมกัน พื้นที่ไหนเป็นเขตป่า มีการกันแนวเขตออก ให้ชัดเจน ทำข้อมูลให้มีความชัดเจน มีความเห็นร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ทำกันอย่างชัดเจน ให้ชาวบ้านได้สำรวจเอง มีการออกใบรับรองการครอบครองสิทธิ์ ประมาณ 70000 ไร่4000 ครัวเรือน

ทาง อ.นาน้อยมีการป้องกันตนเองตลอดเวลา  กล่าวคือ ห้ามขายออกนอกพื้นที่เป็นการป้องกันตนเอง

ต.นาเหลือง  หมู่ 4 หมู่ 7

มีปัญหามาตั้งแต่ ปี 2500 มีการทำ สค. 1 มีการออกใน นส.2

2519    มีการแจ้งว่าให้นำใบ นส.2 มาแจ้งออกโฉนด เมื่อออกเป็นที่เลี้ยงสัตว์และป่าสงวน ได้มีการประสานงานกับทางอำเภอ ที่ดิน ยังไม่ได้รับการแก้ไข มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อยู่กินมานานตั้งแต่รุ่นปู่ย่า ตายาย

 

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน

มีพื้นที่ครอบคลุม 3 อำเภอ 8 ตำบล ในอดีตมีปัญหามากจากการกันแนวเขต มีการกันพื้นที่ตามที่ประกาศเขตป่าสงวน ส่วนใหญ่จะกันพื้นที่ทำกินของชุมชน ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ของชาวบ้านออก พื้นที่เล็กกันออกยาก ปัญหาต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นน้อย

ที่ผ่านมาได้การกันแนวเขตร่วมกับชุมชนอย่างไร

ไม่ได้เข้าไปทำในที่ทำกิน กันในเฉพาะพื้นที่ป่า เมื่อมีปัญหาก็ทำความเข้าใจร่วมกัน

 

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา

มีโครงการ จัดพื้นที่อย่ามีส่วนร่วม เริ่มที่ชุมชนเริ่มคิด มีคณะกรรมการระดับจังหวัด อำเภอ  ตำบล หมู่บ้าน

ชุมชนเป็นคนคิด ทางอุทยาน มีเงินสนับสนุนมาจากประเทศเดนมาร์ก สนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชน เริ่มเมื่อปี 2547 ให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่า

ในกรณีที่พื้นที่ที่จัดสรรให้ทับที่ทำกินของชาวบ้านเดิมจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร

ต้องคำนึงถึงพื้นที่อื่นที่จะมาร่วม

สว่าง    อินทร์น้อย ต.ถืมตอง

นำพื้นที่เข้าออกรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน ปัญหาที่ดิน คือ ไม่มีเอกสารสิทธิ์ อยู่กันมาหลายร้อยปี  อยู่ในเขตป่าจำแนกหรือเขตป่าสงวน ไม่มีป่า แต่มีที่ดินสาธารณะที่สงวนไว้ นอกนั้นเป็นพื้นที่ราบทั้งหมด บางพื้นที่ปลูกถั่วเปหลืองทุกปี ปัจจุบันปลูกไม่ได้ผล ทางราชการสนับสนุนให้เข้าโครงการปลูกยางพารา ไม้สัก จึงได้มีการประชุมร่วมระหว่าง ผญบ. กำนัน เมือไม้สักตัดไม่สามารถตัดไม้ เพราะที่ดำเนินการอยู่ทุกวันนี้  บางแปลงมีใบจอง มี นส.3  นส.3 ก.

ขณะนี้ผู้ต้องการออกเอกสารสิทธิ์ มีใบ ภทบ.5 ประมาณ 600 ราย ผู้ที่มีเอกสารสิทธิ์แล้วออกไม่ได้เนื่องจากใบจองหาย ไม่มีหลักฐาน จึงไม่สามารถออกได้

สภาพเป็นพื้นราบหมดไม่มีป่า บางแปลงอยู่ในเขตป่า

ต้องการอยากให้ราษฎรมีเอกสารสิทธิ์ มีเอกสารการครอบครองที่ดิน

1.      กันเขต สปก.ที่ดำเนินการจริงออกไป ส่วนที่เหลือก็จัดสรรให้กับผู้เดือดร้อน

2.      น่านมีปัญหาอย่างเดียว คือ เป็นพื้นที่ภูเขา 

ต.บัวใหญ่  บ้านหมู่ 8 1 3 4 5 2 6 ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครบถ้วน และสมบูรณ์

นายอำนวย      กองสอน    กำนัน ต.บัวใหญ่  นำเสนอความเป็นมาของพื้นที่ ต.บัวใหญ่

2525  ลักษณะ มีการแบ่งเขตการปกครองเป็น ต.สันทะ

ป่าไม้ประกาศทับที่ของชาวบ้าน โดยชาวบ้านมีเอกสารสิทธิ์ นส.3 532 ครัวเรือน

 

สมคิด     แหวนคำ  นายก อบต.  ต.บ่อ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนทั้งหมด มี นส.3 อยู่ 2-3 แปลง  (สปก.ยังอยู่ในเขตป่าสงวนเหมือนเดิม) 

 

พลเอกสุรินทร์     พิกุลทอง     เบื้องต้นให้มีความมั่นคง ไม่มีใครมาไล่จับ ภาคประชาชนอย่าได้หยุด หากหยุดภาครัฐก็จะหยุดด้วย มีการแต่งตั้ง ศจพ.

  

ภาคบ่าย

ช่วงเช้า

-  สภาพปัญหา จ.น่าน ว่าที่จริงแล้วปัญหาของ จงน่าน มีการทับซ้อนแนวเขตอุทยาน เขตป่าสงวน นำไปสู่การขัดแย้ง  ได้มีการเสนอแนะ ต้องมีความร่วมมือจากหลายฝ่าย

-  ข้อจำกัด/เกณฑ์ ในการรับรองสิทธิ์ เนื่องจากสภาพปัญหาของ จ.น่าน เป็นภูเขาไม่ได้เป็นพื้นที่ราบ จึงมีข้อจำกัดในการรับรองสิทธิ์ เกณฑ์ที่ในการรับรองสิทธิ์ อาจะเป็นพื้นที่ราบ มาใช้ใน

- ความซ้อนทับของพื้นที่ระหว่างหน่วยงาน  ทำให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้าน

การดำเนินงานที่ผ่านมา

ผู้ชุมชน  ในพื้นที่ ต.ศรีสะเกษ และ ต.บัวใหญ่ กำหนดแนวเขต จัดทำรายแปลง มีโฉนดชุมชนรายแปลง

 

 

แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ในระดับนโยบาย

พลเอกสุรินทร์    พิกุลทอง         แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ดังนี้

-          ประชาชนเป็นศูนย์กลาง/หลักในการแก้ไขปัญหา ต้องลุกขึ้นมาเอง รวมตัวกันเป็นกลุ่ม/ชุมชน และมีความพร้อม รวมตัวกันให้ได้

-          ชุมชนต้องทำ

หมายเหตุ : ได้รับการแบ่งปันข้อมูลจากคุณสถาพร สมศักดิ์ และคณะทำงาน ขอขอบพระคุณ และขอเรียนให้ทราบว่า ในวันดังกล่าวที่มีการประชุมได้ดำเนินการถ่ายทอดทาง สวท.น่าน เพื่อให้เป็นที่ทราบเรื่องราวทั่วกันผ่าน คลื<