เรื่องสั้นเรื่องนี้ ....ต้องให้เครดิต คุณหมอ วรางค์ จาก รพ.สีฃมพูเป็นผู้นำมาโพสไว้ ....ที่ผมนำมาโพสต่อก็เพื่ออยากเพิ่มช่องทางให้เพื่อนๆ ได้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นครับ
ลมหายใจของการเวลา
วิเชียร ไชยบัง
เสียงเจี๊ยวจ๊าวใต้ถุนอาคารเรียนสงบลงพร้อมกับเสียงรัวระฆังสิ้นสุดเด็กชายหญิงที่รายล้อมอยู่ที่นั่นก็ทะยอยออกมาเข้าแถวเคารพธงชาติฉันเห็นวิลัยโงเงขึ้นจากที่ คลุกฝุ่นด้วยหน้าตามอมแมมมะลอมมะลอกเห็นแต่ดวงตาคู่ใสแจ๋วกับริมฝีปากที่ถูกเลียเป็นวงเปียกเท่านั้นที่ปราศจากฝุ่นกระนั้นเขายังยิ้มกว้างอวดฟันเหลืองๆ ด้วยความสนุกสนานที่ได้เล่นอย่างนั้น
ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมเขาจึงชอบเล่นเป็นหัวหน้าพวกเด็กๆชอบเล่นเกลือกดินเกลือกหญ้ากับเด็กปอหนึ่งปอสองนักทั้งที่ตัวเขาเองอยู่ปอหกแล้วตัวก็โตกว่าใครๆในห้องเสียด้วยเขามักจะมาถึงแถวช้ากว่าเพื่อนๆเสมอและมักจะมาพร้อมกับฝุ่นปลิวว่อนเป็นทางยาวราวกับรูปดาวหางของครูละมุล ที่วาดให้พวกเราดูบนกระดานฉันคิดว่าไม่น่าจะมีวันใดเลยที่เขาไม่ได้เล่นจนเหงื่อโทรมกลิ่นเหงื่อเขาก็แรงขนาดเขาอยู่หลังชั้นยังโชยมาถึงหน้าชั้น โชยมาแต่ละทีทำเอาฉันแทบสลบ โดนครูดุเป็นประจำเรื่องความสกปรก แต่ไม่เท่านั้นหรอก ฉันว่าแทบทุกเรื่องเลยที่ครูดุเขา ถูกทำโทษเป็นประจำ เดี๋ยวก็ไปกระโดดน้ำหลังโรงเรียนบ้างก็หนีโรงเรียนไปหารังมิ้ม ขุดขี้สูด ไล่ตามโคมไฟ เรื่องการเรียนยิ่งแย่ถึงปอหกแล้วอ่านคำว่า "สามารถ" ก็ยังไม่ออก สมุดคณิตขยุกขยิกเหมือนไก่เขี่ยดูเหมือนชีวิตเขาจะมีแต่เล่นอย่างเดียว ไม่เคยสนใจเรียนเลยซักนิดเพื่อนผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่อยากเข้าใกล้เขาสักเท่าไหร่อิหลักอิเหลื่อเหลือเกินเมื่อต้องพูดกับเขา
หลังจากเข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว ก็จะเป็นวิชาเลขคณิตของครูศรชัยครูบอกพวกเราว่า สมองใหม่ของแต่ละวันก็ต้องเรียนเลขคณิตก่อนพวกเราจึงได้เรียนแต่เลขคณิตในชั่วโมงแรกทั้งปีฉันหยิบสมุดหนังสือขึ้นมารอตั้งแต่แรกด้วยความเคยชินแล้วก็ดูพวกเด็กอนุบาลกำลังทำกายบริหารก่อนเข้าห้องเป็นการฆ่าเวลาใบหูกวางข้างหน้าต่างกำลังผลิใบออกจากกิ่งเป็นกระจุกเล็กๆเต็มไปหมดมันโบกกิ่งไหวๆเหมือนจะโบกมืออำลา ที่นั่งริมหน้าต่าง ทำให้ฉันได้เปรียบใครๆตรงที่ได้เห็นเรื่องราวความเป็นไปข้างนอกพวกเด็กๆอนุบาลส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอย่างสนุกสนาน ทำให้ฉันนึกถึงตอนที่เป็นเด็กอนุบาลนึกถึงวันแรกที่มาโรงเรียน ฉันร้องไห้ด้วยความหวาดหวั่นไม่เป็นอันกินอันหลับกลัวความโดดเดี่ยว กลัวถูกทอดทิ้ง หวาดระแวงคนหน้าใหม่ๆต้องให้ยายมานั่งเฝ้าอยู่หลายวัน
จนถึงวันนี้ ฉันจะจบปอหกแล้วเวลาที่ผ่านมาแปดปีเหมือนแป๊บเดียวจริงๆเวลาแห่งความสนุกสนานมักหมดไปอย่างรวดเร็วอย่างนี้แหละคิดมาน่าใจหายที่อีกไม่กี่วันฉันต้องจากโรงเรียนที่คุ้นเคย จากครูละมุลผู้ใจดีจากเพื่อนๆที่มีแต่ความสนุกสนานฉันเริ่มนับถอยหลังแล้วตั้งแต่ใบหูกวางเริ่มเหลืองแล้วร่วงหล่นลงมันค่อยๆร่วงหล่นทีละใบสองใบจนหมดเหลือแต่กิ่งโกร๋นแม้ฉันจะเห็นมันร่วงหล่นอยู่อย่างนี้ทุกปีแต่ก็น่าแปลกที่ฉันกลับไม่รู้สึกเหงาหงอยเศร้าสร้อยอย่างนี้
พวกเพื่อนผู้ชายเล่นกันเฮาฮาหยอกล้อกันอยู่หลังห้องเสียงตึงตังหนวกหูเดี๋ยวก็กระโดด เดี๋ยวก็กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันล้มลง ดูเขาไม่ทุกข์ร้อนอะไรเสียเลยนอกจากไม่ค่อยสนใจเรียนแล้ว ยังไม่ไยดีกับเรื่องที่จะจบหรือไม่จบ เล่นได้ทั้งวันเมื่อครูศรชัยเข้ามา พวกเขาบ้างกระโดดบ้างวิ่งตะบึงเข้าประจำที่วิลัยเงอะงะมาหลังเพื่อนตามเคยทั้งที่รู้ว่าถ้าหากทั้งชั้นเรียนไม่อยู่ในความเรียบร้อยในตอนที่ครูเข้ามาพวกเราต้องถูกทำโทษหรือไม่ก็ต้องโดนเทศนายกใหญ่พวกผู้ชายก็ยังเล่นกันอยู่อย่างเดิมไม่เข็ดหลาบ
"พวกเธอนี่เหลือเกินจริงๆจะออกไปเผชิญชีวิตอยู่อีกไม่กี่วันยังทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต" ครูส่ายหน้าเบื่อก่อนจะเริ่มเทศนาอีกยาวจนฉันมึนไปหมด แต่จะอย่างไร ครูก็ใจดีกับพวกเราทุกคนที่ไม่ให้ใครตกซ้ำชั้น
หลังจากจบพวกเราต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง ส่วนหนึ่งได้เรียนต่ออีกส่วนหนึ่งก็ไปทำไร่ไถนาช่วยพ่อแม่เพื่อรอให้แตกเนื้อหนุ่มสาวสักหน่อยเพื่อจะได้เข้าไปทำงานที่กรุงเทพฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีงานอะไรเยอะแยะให้คนตั้งมากมายทำแต่ดูเหมือนทุกคนที่ไปทำงานที่นั่นจะกลับมาด้วยความสำเร็จ แต่งเนื้อแต่งตัวดูดีขึ้นพกเรื่องราวแปลกใหม่กลับมาให้ฉันได้ยินได้ฟังด้วยเสมอนี่คงเป็นมนต์เสน่ห์อย่างหนึ่งที่ดึงดูดหนุ่มสาวรุ่นเยาว์รุ่นแล้วรุ่นเล่าให้ใฝ่ฝันอยากไปส่วนฉันได้เข้ามาเรียนต่อที่โรงเรียนประจำอำเภอทั้งนี้เพราะความอนุเคราะห์ของญาติๆ
ผ่านไปแล้วหลายปี ฉันไม่ค่อยได้พบเพื่อนๆสมัยเรียนชั้นประถมสักเท่าไหร่จนแทบไม่ได้นึกถึงเขาเลยเป็นเวลานานเพราะมัวแต่คิดและทำเรื่องของตนเองไม่รู้จักจบสิ้น ตอนนี้ฉันเรียนอยู่ปีสองแล้วฉันได้ทุนเรียนครูวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย ก็สมใจสุดแสนที่จะภูมิใจแล้วสำหรับเด็กบ้านนอกอย่างฉันจะว่าเป็นความภูมิใจที่จะได้ดิบได้ดีเป็นครูคนแรกของหมู่บ้านก็ไม่ผิดอันที่จริงมันก็เกิดจากความพากเพียรอันยาวนานของฉันเช่นกันไม่ใช่เพียงเพราะฉันมีโอกาสกว่าคนอื่นอย่างที่บางคนว่าฉันพากเพียรเพื่อแสวงหาโอกาสไม่ใช่โอกาสมันวิ่งเข้ามาหาฉัน
ยังจำได้ครั้งหนึ่งครละมุลให้พวกเราออกไปพูดให้เพื่อนฟังว่าในอนาคตเราอยากเป็นอะไร "ฉันอยากเป็นครู" ฉันบอกทุกคนอย่างอายๆ ฉันอยากมีอาชีพที่ดี ร่ำรวยจะได้มีในสิ่งที่ฉันไม่เคยมี คุณครูบอกว่า ฉันเรียนเก่งที่สุดควรเรียนหมอเรียนพยาบาล แต่ฉันชอบที่จะเป็นครูจริงๆตอนนั้นทุกคนต่างก็ได้พูดตามประสาความนึกฝันแบบเด็ก ทุกคนอยากเป็นคนดีอยากมีอาชีพดีๆทั้งนั้น แม้แต่วิลัยคนที่ปึกที่สุดในห้องยังบอกเพื่อนๆว่าอยากเป็นทหารแม้เขาเรียนไม่เก่งอ่านหนังสือไม่ค่อยออกเขาก็จะสมัครไปเป็นทหารเกณฑ์ ฟังดูกล้าหาญแต่ในน้ำเสียงเขายังหวาดๆจนออกขำ
ช่วงสงกรานต์ฉันกลับมาบ้านซึ่งมักจะกลับมาเทอมละครั้งสองครั้งเท่านั้นครั้งนี้ตั้งใจจะมาพักผ่อนให้สบายสักสองอาทิตย์ก่อนที่จะกลับไปช่วยงานอาจารย์ช่วงปิดภาคเรียนหมู่บ้านดูแปลกตาสำหรับฉันทุกครั้งที่กลับมา ถนนที่เคยเฉอะแฉะด้วยขี้วัวขี้ควายตอนนี้ก็กลายเป็นถนนคอนกรีตแทน มีประปาใช้ บริเวณที่รกทึบก็กลายเป็นที่โล่งๆหรือบ้านเรือนแทน ชาวบ้านเรียกสิ่งที่เกิดใหม่นี้ว่าความเจริญความเจริญมักจะทำให้ภาพความทรงจำเก่าของฉันถูกซ้อนทับด้วยภาพใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมบ้านจนตอนนี้มันอยู่ลึกสุดของความทรงจำฉันแทบนึกสภาพไม่ออกแล้วว่าสระบัวที่เคยลงเล่นน้ำกับเพื่อนๆทำอีโปงลอยคอแข่งกันนั้นเป็นอย่างไรก็ดีอยู่หรอกเพราะฉันชักจะเคยชินกับสิ่งที่เรียกว่าความเจริญเหล่านี้จนอยู่ลำบากถ้าขาดมันอีกอย่างพ่อแม่พี่น้องฉันก็จะได้อยู่สะดวกสบายขึ้นเพื่อนฉันบางคนแต่งงานมีลูกโตพอที่จะเข้าโรงเรียนแล้ว หลายคนยังโสดพวกเขาดูเป็นผู้ใหญ่ในสายตาฉัน ทุกคนมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบมากมายจนแทบไม่มีเวลาว่าง ทำงานหนักกรำแดด จนร่างกายออกจะแก่เกินวัยแต่ถึงอย่างไรเราก็คือเพื่อนกัน แสดงออกต่อกันอย่างเด็กๆเปิดเผยและจริงใจต่อกันเหมือนเดิม
ช่วงนี้แหละที่เพื่อนๆขอให้ฉันไปช่วยเตรียมการจัดงานผ้าป่าสามาคคีที่โรงเรียนตอนแรกฉันคิดว่าจะไปดูเท่านั้น เพราะเพื่อนๆเขาแบ่งหน้าที่กันเสร็จสรรพแล้วแต่เมื่อเห็นพวกเขาตั้งใจกันจริงจังก็เลยนึกอาย ไหนๆก็อยู่ว่างๆก็เลยช่วยเขาทำเต็มที่ เป็นการดีเสียอีกที่จะได้เห็นเพื่อนครบหน้าและได้เข้ามาเยี่ยมโรงเรียนเก่า
ฉันจากไปเสียนานแต่ทุกรอยเท้าที่นี่ ยังอยู่ในความทรงจำภาพเรื่องราวเก่าๆทั้งหลายค่อยๆผุดพรายขึ้นในสมองเมื่อฉันได้มายืนตรงที่เคยยืนนั่นต้นไม้ที่ฉันได้ปลูกได้ดูแล ตอนนี้มันสูงใหญ่กว่าฉันหลายช่วงตัวต้นไทรข้างลำห้วยที่พวกผู้ชายมักปีนกระโดดน้ำรกครึ้มกว่าเดิมลำห้วยที่เคยมีน้ำใสๆตอนนี้กลายเป็นเนินทรายเกือบทั้งหมดหางนกยูงต้นที่พวกเราปีนเก็บฝักมากินตอนนี้สูงลิบลิ่วเสียดฟ้าน่าเสียดายหูกวางข้างอาคารเรียนถูกโค่นเสียแล้วมันอาจโตเกินไปจนใบหล่นคลุมหลังคาสังกะสีฉันเพิ่งรู้สึกเดี๋ยวนี้แหละว่าตัวเองโตขึ้นมากจนโต๊ะเก้าอี้นักเรียนหนักและเทอะทะที่เคยนั่งกลายเป็นโต๊ะเก้าอี้ตัวกระจิดเดียวน่าขำที่ตอนเด็กๆฉันอยากจะโตเป็นผู้ใหญ่เร็วเพื่อจะได้ทำอะไรหลายๆอย่างที่ผู้ใหญ่เขาทำแต่เมื่อฉันยืนอยู่ที่นี่ตอนนี้กลับอยากย้อนชีวิตไปเป็นเด็กที่แสนจะสนุกสนานอีกสักครั้ง
ที่โรงเรียนครูเก่าๆของพวกเรายังอยู่เกือบทั้งหมดทุกท่านรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวฉัน จนฉันรู้สึกละอายที่ไม่เคยแวะเข้ามากราบครูสักทีได้แต่ชะเง้อเข้าไปในโรงเรียนเวลาผ่านไปผ่านมาเท่านั้น ไม่ใช่เกลียดกลัวอะไรหรอกแต่ฉันก็วางตัวไม่ถูกเหมือนกัน นึกอายทุกครั้งที่นึกถึงพฤติกรรมตอนเด็กๆทำให้รู้สึกเหมือนเป็นเด็กอยู่อย่างนั้น เด็กยังไงก็เกรงครู
แรกๆฉันไม่เชื่อเลยที่ได้ยินว่าวิลัยเป็นประธานงานนี้เขาเป็นคนที่ปึกที่สุดในห้องในสายตาของเพื่อนๆเขาเป็นคนที่ไม่เคยทำอะไรสำเร็จเลยสักอย่าง แล้วจะให้ฉันเชื่อได้อย่างไรว่าเขาคือผู้นำความคิดที่จะพัฒนาชุมชนบ้านเกิดในมุมมองของเขาฉันไม่เชื่อว่าเขาจะทำได้ ฉันคิดว่าอย่างเขาแค่เอาตัวให้รอดก็ลำบากทึ่มออกอย่างนั้นจะพูดให้ใครเขาเชื่อได้ แต่เขาก็กำลังพิสูจน์ให้ฉันดู
คณะผ้าป่ามาถึงแต่เช้า พวกเราและชาวบ้านออกไปต้อนรับที่โรงเรียนฉันได้เห็นวิลัยหลังจากที่จากกันวันจบปอหก นี่ก็ล่วงมาแล้วแปดปีท่าทางเขานั้นต่างกับเมื่อก่อนมาก เป็นหนุ่มมาดมั่นขึ้นผิวยังคล้ำเหมือนเดิมแต่ก็ผ่องใสเหมือนกับได้รับการดูแลมาดีฟันนั้นไม่เหลืองเหมือนก่อนแล้ว แววตาเขานั้นยังเหมือนเดิมยังส่องประกายใสเหมือนน้ำที่ไม่รู้จักขุ่น เขาทักทายและใช้คำแทนตัวฉันว่า "ครู"ด้วยน้ำเสียงออกจะเจียมตัว จนทำให้ฉันรู้สึกกระดากใจฉันก็เพิ่งรู้ว่าเขาทำงานหนักและเพียรพยายามอย่างมากจนได้เป็นเจ้าของร้านทำเบาะรถยนต์เล็กๆแห่งหนึ่งที่อยุธยามีลูกน้องห้าหกคน มีงานไม่ได้ขาดมือมีเงินได้สร้างบ้านได้ซื้อที่นาให้พ่อแม่และมีแรงใจที่อยากจะพัฒนาหมู่บ้านตน
"เป็นไงบ้าง ดีใจด้วยนะที่ได้เป็นครู" เขาพูดออกเขินๆ