คลังออกหน้าการันตีเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง ยืนยันได้แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ อัดฉีดงบประมาณ ส่งออกโตต่อเนื่อง แต่ยอมรับยังต้องผจญความเสี่ยงจากปัญหาเงินเฟ้อเพราะราคาน้ำมันแพง ความวุ่นวายทางการเมือง ความเชื่อมั่นถดถอย
นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่าคณะทำงานติดตามเศรษฐกิจของ สศค. ได้ทบทวนเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจปี 2551ช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาพบว่าเศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานแข็งแกร่ง สามารถรองรับปัจจัยเสี่ยงได้ดี จึงคงประมาณการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2551 ไว้ที่ 5-6% ต่อปี หรือเฉลี่ย 5.6% สูงกว่าปีก่อนที่ขยายตัว 4.8% ต่อปี
ปัจจัยที่สนับสนุนมี 4 ด้านคือ 1.การขยายตัวเศรษฐกิจของไตรมาส 1 ปี 2551 ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศไว้ที่ 6% ต่อปี 2.การส่งออกที่ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดเนื่องจากเศรษฐกิจชาติคู่ค้า 14 ประเทศยังคงขยายตัวได้ดี และค่าเงินบาทที่อ่อนลง คาดว่าปีนี้ส่งออกจะโต8% สูงกว่าปีก่อน ที่ขยายตัวได้ 7.1% 3.การบริโภคภาคเอกชนภายในประเทศฟื้นตัว แต่ยังช้ากว่าประมาณการไว้ เนื่องจากความเชื่อมั่นลดลง คาดว่าการบริโภคทั้งปีจะขยายตัว 3.5% สูงกว่าปีก่อนที่ขยายตัว 1.4% เนื่องจากรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เพิ่มรายได้ลดรายจ่ายให้กับประชาชน และ 4.การเร่งเบิกจ่ายของรัฐบาล จะช่วยให้การบริโภคเพิ่มขึ้น รวมทั้งการลงทุนของภาคเอกชนที่ฟื้นตัว ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 8.5% สูงกว่าปีก่อนที่ขยายตัว 0.5% เนื่องจากต้องมีการลงทุนใหม่เพิ่ม จากกำลังการผลิตที่ใช้เต็มที่มานานแล้ว อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยปี 2551 ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่ได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อ เร่งการเบิกจ่ายเงินงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย เร่งการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกท์) เพื่อสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เนื่องจากความเชื่อมั่นที่ลดลงจากปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง "คลังได้ใช้นโยบายการคลังทั้งด้านภาษี และการชดเชยรายได้ให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพเพิ่มขึ้นแล้ว แต่อีกทางหนึ่งที่ต้องทำคือ ดูแลอัตราเงินเฟ้อ และค่าเงินบาท เราตอบแทนไม่ได้เพราะเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)" นางพรรณี กล่าว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ผู้อำนวยกลุ่มการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สศค. กล่าวว่า ราคาน้ำมัน ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สศค.ได้ปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเป็น 116 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จากเดิมที่ประมาณการไว้ 93 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ซึ่ง สศค.ได้ปรับสมมติฐานอัตราเงินเฟ้อปี 2551 เป็น 7.2% จากเดิม 4.5% ดังนั้น คาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ปี 2551 มีแนวโน้มขยายตัวลดลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับเพิ่มขึ้น โดยคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธปท.จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย มาอยู่ที่ 4.25% จากเดิม 3% ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยในตลาด
แนวหน้า 27 มิถุนายน 2551