คุณย่าไปอ่านเจอบทความ ในเว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเกี่ยวกับกวีเอกของโลก  "สุนทรภู่"  เขียนโดย กฤษณา พันธุ์มวานิช (กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ)  นำมาฝากทุก  ๆ คนค่ะ

๒๖ มิถุนายน วันสุนทรภู่ ระลึกถึงกวีเอกระดับโลก

                                                                                                                                                                                          มิถุนายน ๒๕๕๐


               วันสุนทรภู่ หมายถึง วันคล้ายวันเกิดของพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) เจ้ากรมพระอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวัง ซึ่งมีผลงานด้านบทกลอนที่มีคุณค่าแก่แผ่นดินเป็นจำนวนมาก

               องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ( UNESCO ) ซึ่งเป็นผู้ที่มีหน้าที่ ส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานด้านวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกต่าง ๆ ทั่วโลก ด้วยการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ บุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลก ให้ปรากฏแก่มวลสมาชิกทั่วโลก และเพื่อเชิญชวนให้ประเทศ สมาชิกมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองร่วมกับประเทศที่มีผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ

               ในการนี้ รัฐบาลไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้สืบค้นบรรพบุรุษไทย ผู้มีผลงาน ดีเด่นทางวัฒนธรรม เพื่อให้ยูเนสโกประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติและได้ประกาศยกย่องสุนทรภู่ให้ เป็นบุคคลมีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมระดับโลกในวาระครบรอบ ๒๐๐ ปี เกิดเมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๒๙

               สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์เกิดเมื่อวันจันทร์ขึ้นหนึ่งค่ำ เดือนแปดปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๓๒๙ ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) ในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ชื่อเดิมว่า “ ภู่ ” บิดาเป็นชาวบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตามสันนิษฐานมารดาเป็นคนใกล้ชิดของกรมพระราชวังหลัง พระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ (ทองอิน) บิดามารดาเลิกร้างกันตั้งแต่สุนทรภู่เกิด บิดาออกบวชอยู่ที่วัดป่า ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้กลับไปถวายตัวเป็นนางนมของพระธิดาในกรมฯนั้น

               ในปฐมวัยสุนทรภู่ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระราชวังหลัง และได้อาศัยอยู่กับมารดา สุนทรภู่ ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลังและที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักการแต่งกลอน ยิ่งกว่างานอื่น ครั้งรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิต และกลอนนิทานขึ้นไว้เมื่ออายุราว ๒๐ ปี ระยะนี้ได้ลอบรักกับหญิงสาวชาววังชื่อ “ จัน ” เพราะผู้ใหญ่ไม่พึงใจ เป็น เหตุให้สุนทรภู่ต้องจองจำ และเมื่อกรมพระราชวังหลังทิวงคต จึงพ้นโทษต่อมาจึงได้แม่จันเป็นภรรยา แต่อยู่ด้วยกัน ไม่นานก็เกิดระหองระแหงเนื่องจากแม่จันเป็นยอดในทางหึงหวงและแสนงอน สุนทรภู่เป็นคนขี้เหล้าและเจ้าชู้จึงทำให้ชีวิตคู่ต้องแยกทางกัน

               สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนได้รับแต่งตั้งเป็นขุนสุนทรโวหาร เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ใกล้ชิด ระยะนี้สุนทรภู่ได้หญิงชาวบางกอกน้อยที่ ชื่อ “ นิ่ม ” เป็นภริยาอีกคนหนึ่ง ต่อมาสุนทรภู่ต้องติดคุกเพราะเมาสุราอาละวาด และทำร้ายท่านผู้ใหญ่ แต่ติดอยู่ไม่นานก็พ้นโทษเพราะความสามารถในทางกลอนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

               ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไม่โปรดทางกวีนัก สุนทรภู่จึงออกบวช ในขณะที่บวชได้เป็นพระอาจารย์ของพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๒ ถึงสามพระองค์ คือ เจ้าฟ้าชายอาภรณ์ เจ้าฟ้าชายกลาง และ เจ้าฟ้าชายปิ๋ว สุนทรภู่ได้แต่งหนังสือเด็กเรื่อง “ พระไชยสุริยา ” และแต่งประวัติของตนเองในหนังสือ “ รำพันพิลาป ” ในระยะการบวชนี้เป็นระยะที่ชะตาของสุนทรภู่ตกต่ำที่สุด บวชเป็นพระก็ไม่มีวัดจะอยู่ดังคำประพันธ์ที่ว่า

“ ต้องขัดเคืองเรื่องราวด้วยคราวเคราะห์

จวบจำเพาะสุริยาถึงราหู

ทั้งบ้านทั้งวัดเป็นศัตรู

แม้นขืนอยู่ยากเย็นจะเห็นใคร

และสุนทรภู่รู้สึกหมดอาลัยถึงกับปลง ดังคำประพันธ์ที่ว่า

“ เมื่ออยากไร้กายเราก็เท่านี้

ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย

               สุนทรภู่บวชอยู่ที่วัดเลียบ (วัดราชบูรณะ) และได้ถวายอักษรเจ้าฟ้าชายกลาง และเจ้าฟ้าชายปิ๋ว จนกระทั่งคราวหนึ่ง พระภู่เกิดอธิกรณ์(ดื่มสุรา) จึงถูกขับออกจากวัด สุนทรภู่มีความอาลัยรักในศิษย์ ขัตติยวงศ์ เป็นอันมาก ก่อนที่จะจากไปจึงได้ถวายอักษรเป็น “ เพลงยาวถวายโอวาท ” อันเป็นการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณ และความ ในใจของตน นอกจากนี้ยังได้แต่งหนังสือ “ สวัสดิรักษา ” ถวายเจ้าฟ้าชายกลางและเจ้าฟ้าชายปิ๋วเช่นเดียวกัน “ สวัสดิรักษา ” เป็นหนังสือเชิงสอนวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงาม แม้จะเป็นของโบราณแต่ในสมัยนี้ยังมีผู้ปฏิบัติตามสวัสดิรักษาอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้ปฏิบัติตามเรื่องสวัสดิรักษาถือว่าเป็นสิริมงคลแก่ตัว เช่น การนุ่ง ห่มผ้าตามสีของวันก็เป็นการ ปฏิบัติตามสวัสดิรักษาเหมือนกัน เมื่อสุนทรภู่อายุ ๔๑ ปี ขณะที่ถูกขับออกจาก วัดราชบูรณะ สุนทรภู่ได้ลงเรือไปกับหนูพัดบุตรชายที่เกิดกับแม่นิ่ม พร้อมกับศิษย์ที่ยังจงรักภักดี มุ่งหน้าไปอยุธยาเพื่อจะไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทองเป็นการสะเดาะเคราะห์ ในตอนนี้สุนทรภู่ได้เขียนนิราศคือ “ นิราศ ภูเขาทอง ต่อมาในปีพ.ศ.๒๓๗๕ ขณะที่สุนทรภู่บวชอยู่ที่วัดพระเชตุพนได้ลงเรือไปอยุธยา โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะไปที่วัดเจ้าฟ้าอากาศนารถนรินทร์ ซึ่งเป็นที่มาของนิราศชื่อ “ นิราศวัดเจ้าฟ้า ”

               ในพ.ศ.๒๓๘๔ สุนทรภู่ได้เดินทางไปเมืองสุพรรณเพื่อจะไปแสวงหาแร่ ที่นำมาซัดเป็นทองคำ เพื่ออยากร่ำรวย อยากสบาย แต่เมื่อไปแล้วก็พบกับความผิดหวัง จึงแต่งนิราศชื่อว่า “ นิราศสุพรรณ ” แต่นิราศสุพรรณมิได้แต่งเป็นกลอนแปดเหมือนอย่างเคย กลับแต่งเป็นโคลงสี่สุภาพ เห็นจะ เป็น ด้วยมีคนนินทาว่าแต่งเป็นกลอนตลาด ทำให้เกิดความทะนงอยากจะให้คนที่ดูหมิ่น เห็นฝีมือจึงได้แต่งแบบโคลงอวด ในนิราศเรื่องนี้เป็นนิราศของคนแก่วัย ๕๕ จึงมีแต่อารมณ์ของคนที่เห็นโลกเป็นอนิจจัง และความหลังความรักครั้งก่อน ๆ รวมทั้งความแตกฉานในศาสตร์ต่าง ๆ เป็นผลงานที่แสดงความเป็นอัจฉริยะทางกลอนและนักรัก ดังกลอนที่แต่งไว้ในนิราศอิเหนา ซึ่งเป็นนิราศทำนองเพลงรักที่อ่อนหวานซาบซึ้งว่า

“ จะหักอื่นขืนหักก็จักได้ อาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหัก

หักสารพัดตัดขาดประหลาดนัก แต่ตัดรักนี่ไม่ขาดประหลาดใจ

               นอกจากสุนทรภู่จะแต่งนิราศอันเกี่ยวกับชีวิตของตน การเดินทาง การต่อสู้กับความอยุติธรรม ความยากไร้ และอื่น ๆ ไว้มากแล้ว สุนทรภู่ยังได้แต่งหนังสือเรียนสำหรับเด็ก หนังสือเล่มนี้คือ “ พระไชยสุริยา ” เป็นบทเรียน ภาษาไทยซึ่งเป็นต้นฉบับของการแยกอักษรออกเป็นหมวดหมู่ตามลักษณะของเสียง เป็นเล่มแรกของการศึกษาประเทศไทย เด็กสมัยรัชกาลที่ ๕ – ๖ รู้จักหนังสือเล่มนี้ดี เพราะเป็นทั้งหนังสือ หัดอ่านและหนังสือสอน ศีลธรรม พ.ศ.๒๓๘๓ สุนทรภู่อายุ ๕๑ ปี ได้แต่งเรื่อง “ สุภาษิตสอนหญิง ” เป็นแบบการฝึกหัดตนของกุลสตรี ซึ่งเป็นที่นิยมมากในขณะนั้น แม้ปัจจุบันก็ยังใช้ได้ดีอยู่ ก่อนที่จะเกิดสุภาษิตสอนหญิง มีหนังสือประเภทเตือน มารยาท สตรีอยู่ก่อนแล้วเล่มหนึ่งคือ “ กฤษณาสอนน้อง ” ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์ ไว้เป็นทำนองนิทาน ให้กฤษณาซึ่งเป็นพี่สาวสอนนางจิระประภาซึ่งเป็นน้อง แต่สุนทรภู่แต่งทำนอง

               สอนศีลธรรมและจรรยามารยาทให้กับผู้หญิง ในด้านกิริยามารยาท การแต่งกาย การวางตัว การเข้าสังคม การใช้จ่าย ได้ละเอียดลออยิ่งนัก สุนทรภู่ครั้งเมื่ออยู่ที่วัดมหาธาตุได้รับความอุปถัมภ์จากพระองค์ เจ้าลักขณาณุคุณ พระองค์ทรงโปรดสักวามาก เวลาที่พระองค์จะทรงสักวาก็มักจะรับสั่งให้สุนทรภู่ลงเรือร่วมไปด้วย ในระหว่างที่สุนทรภู่อยู่ ในความอุปถัมภ์ของพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ได้แต่งกลอนเฉลิมพระเกียรติถวายพระองค์ (แต่หนังสือนี้ยังหาไม่พบ) และในตอนนี้สุนทรภู่ก็ได้แต่งเรื่องพระอภัยมณีที่แต่งค้างไว้ตั้งแต่ ครั้งรัชกาลที่ ๒ ด้วย

               การแต่งหนังสือพระอภัยมณีของสุนทรภู่จะแต่งคราวละเล่ม สองเล่ม ไม่รีบร้อน เพราะเป็นหนังสือ เรื่องยาว พระองค์เจ้าลักขณานุคุณเห็นก็ทรงรับสั่งให้แต่งต่อเพิ่มเติม เรื่องนี้แต่งจบลงในรัชกาลที่ ๓ จากนั้นสุนทรภู่ได้แต่งหนังสืออีกเล่มหนึ่งคือ “ ลักษณวงศ์ ” เรื่องนี้สุนทรภู่มิได้แต่งคนเดียวจนจบบริบูรณ์ แต่มีคนอื่นแต่งต่อจากสุนทรภู่ที่แต่งค้างไว้ นอกจากนี้สุนทรภู่ยังได้แต่งหนังสือ เรื่อง จันทโครบ ,เรื่องนครกาย และเรื่องพระสมุทร สุนทรภู่จะตก ระกำลำบากอยู่นานเท่าใดไม่ปรากฏ จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้ไป อยู่ที่พระราชวังเดิม และต่อมากรมหมื่นอัปสรสุดาเทพทรงอุปการะ ซึ่งพระองค์ทรงโปรดเรื่องพระอภัยมณีมาก เ มื่อให้ความอุปการะแล้วก็ทรงรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งถวายอีกเดือนละเล่ม ระหว่างอยู่ในความอุปถัมภ์สุนทรภู่ได้มีโอกาสไปพระปฐมเจดีย์ จึงได้แต่งนิราศเรื่อง “ นิราศพระประธม ” การไปนมัสการพระปฐมเจดีย์คราวนี้ สุนทรภู่ ได้นำหนูพัดและหนูตาบติดตามไปด้วย ออกเดินทางเมื่อวันจันทร์ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปี พ.ศ.๒๓๘๕ ต่อมาสุนทรภู่ รับอาสาสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทำธุระส่วนพระองค์ที่เมืองเพชรบุรี และได้แต่งนิราศเรื่อง “ นิราศเมืองเพชร ” อันเป็นนิราศเรื่องสุดท้าย

               หากจะประมวลหนังสือของสุนทรภู่ ได้แต่งนิราศจำนวน ๙ เรื่องคือ นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศเมืองสุพรรณ(โคลง) นิราศวัดเจ้าฟ้าฯ นิราศอิเหนา นิราศพระแท่นดงรัง นิราศพระประธม และ นิราศเมืองเพชร นิทานจำนวน ๕ เรื่อง คือ โคบุตร พระอภัยมณี พระไชยสุริยา ลักษณวง ศ์และ สิงหไตรภพ สุภาษิตจำนวน ๓ เรื่อง สวัสดิรักษา เพลงยาวถวายโอวาทและสุภาษิตสอนหญิง บทเสภาจำนวน ๒ เรื่อง คือ ขุนช้างขุนแผนตอนกำเนิดพลายงาม และพระราชพงศาวดาร บทเห่กล่อมจำนวน ๔ เรื่อง คือ เห่เรื่องจับระบำ เห่เรื่องกากี เห่เรื่องพระอภัยมณี และเห่เรื่องโคบุตร บทละครจำนวน ๑ เรื่อง คือ เรื่องอภัยณุราช รวมวรรณกรรมของสุนทรภู่ทั้งหมด ๒๔ เรื่อง สุนทรภู่ได้ถึงแก่กรรมเมื่อพ.ศ.๒๓๙๘ ปีเถาะ รวมอายุ ๗๐ ปี

               เพื่อเป็นการระลึกถึงกวีเอกระดับโลก พระสุนทรโวหารหรือสุนทรภู่ ทางราชการ จึงกำหนดให้ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ของทุกปี เ ป็นวันสุนทรภู่ เพื่อเป็นการยกย่องเกียรติคุณ ของพระสุนทรโวหารให้ปรากฏแพร่หลายยิ่งขึ้น รัฐบาลสมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม โดยกรมศิลปากรได้ดำเนินการจัดสร้างอนุสาวรีย์ สุนทรภู่ขึ้นที่เมืองแกลง จังหวัดระยอง เริ่มดำเนินการในปี ๒๔๙๘ แล้วเสร็จในปี ๒๕๑๓ เนื่องจากติดขัด เรื่องงบประมาณ ซึ่งบริเวณอนุสาวรีย์ก่อสร้างในลักษณะเป็นสวนสาธารณะกว้างขวางร่มรื่น โดยมีรูปหล่อโลหะ ท่าน สุนทรภู่นั่งแท่นเด่นเป็นสง่าอยู่บนเนินดิน ด้านหน้าอนุสาวรีย์มีรูปปั้นตัวละครเอก ในเรื่องพระอภัยมณีเป็นองค์ประกอบที่งดงามยิ่ง

               สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติจึงขอเชิญชวนเยาวชน และประชาชนชาวไทยร่วมระลึก ถึงสุนทรภู่กวีเอกระดับโลก ผู้มีความสามารถ และเป็นต้นแบบที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันในการแต่งวรรณกรรมของไทย ซึ่งควรแก่การยกย่องเชิดชู และเป็นแบบอย่างในการธำรงรักษามรดกทางภาษาของคนไทย

               เอกสารอ้างอิง จากหนังสือวันสำคัญ ของสวช. ,หนังสือเพชรสุนทรภู่ โดยตรีรัตน์ รมณีย์

**********************************

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม 

http://www.culture.go.th/study.php?&YY=2550&MM=6&DD=3