วัสดุ-น้ำมันแพงทุบโครงการสาธารณูปโภค "ทิพากรฯ-วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง" นำร่องขอยกเลิกสัญญาทั้งที่ชนะการประมูลไปแล้ว กทม.สั่งปรับราคากลาง หวั่นปัญหาทิ้งงานลุกลามกระทบชิ่งงานรอเซ็นสัญญาอีก 20 โครงการ มูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านบาท รถไฟฟ้าเขย่าราคากลางใหม่ทุกสาย ด้าน ก.คลัง แย้มทบทวนวงเงินเมกะโปรเจ็กต์ใหม่หมด คาดกรอบวงเงินลงทุน 7.7 แสนล้านเอาไม่อยู่แล้ว
แหล่งข่าวจากศาลาว่าการกรุงเทพ มหานคร (กทม.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กทม.อยู่ระหว่างพิจารณาปรับราคากลางโครงการก่อสร้างของ กทม.ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่น้ำมันมีราคาแพง และวัสดุก่อสร้างหลัก ได้แก่ ปูนซีเมนต์ และเหล็กเส้น ปรับราคาสูงขึ้น โดยอัตราใหม่คาดว่าจะปรับขึ้นประมาณ 20% หรือสูงกว่า ซึ่งการปรับราคากลางครั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการทิ้งงาน และให้ผู้รับเหมาสามารถดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาที่ได้ประมูลไปแล้ว ปัจจุบันมีประมาณ 10-20 โครงการ มูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท
ช่วงที่ผ่านมา กลุ่มผู้รับเหมางานโครงการของ กทม.ได้เจรจาขอปรับราคาค่าก่อสร้าง โดยอ้างอิงแนวทางของผู้รับเหมาโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ได้เจรจาขอให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ปรับราคากลางโครงการขึ้นไปอีก 15% โดยร้องเรียนว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น โดยเฉพาะเหล็กปรับขึ้น 100% จากเดิมราคาเมื่อปลายปี 2550 กิโลกรัมละ 20 บาท ปรับขึ้นถึง 42 บาทต่อกิโลกรัม เกินจากราคา ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ 37 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ แนวโน้มปัญหาการขาดทุนของผู้รับเหมางานของ กทม.เริ่มมีปรากฏการณ์ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว โดยขั้นตอนปกติเมื่อผู้รับเหมาชนะการประมูลจะมีเวลาอีก 180 วันเพื่อให้ผู้รับเหมาตอบตกลง ซึ่งเรียกว่าการ "ยืนราคา" หลังจากนั้นจึงจะเป็นการเซ็นสัญญาระหว่าง กทม.กับผู้รับเหมาแต่ละโครงการ
ล่าสุด ปรากฎว่ามีผู้รับเหมาบางส่วนแจ้งว่าจะไม่ยืนราคา รวมทั้งขอยกเลิกการเซ็นสัญญาเนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น บริษัททิพากรก่อสร้าง ขอยกเลิกการเซ็นสัญญาโครงการทางยกระดับถนนสุวินทวงศ์ วงเงิน 834.2 ล้านบาท ที่จะครบกำหนดการยืนราคาในวันที่ 2 สิงหาคมนี้ บริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง ขอยกเลิกโครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนศรีนครินทร์ วงเงิน 725.8 ล้านบาท ซึ่งจะครบกำหนดการยืนราคาในวันที่ 9 สิงหาคมนี้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีโครงการอื่น ๆ รวมแล้ว 10-20 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดใหญ่ และเกือบทั้งหมดเป็นโครงการที่เปิดประมูลเมื่อปลายปี 2550 คาบเกี่ยวจนถึงต้นปี 2551 ที่ผ่านมา เช่น โครงการพหลโยธิน-รัตนโกสินทร์สมโภชน์ มูลค่างาน 896.6 ล้านบาท โครงการต่อขยายถนนพัฒนาการ-สวนหลวง ร. 9 มูลค่างาน 335.5 ล้านบาท โครงการทางลอดจรัญสนิทวงศ์-พรานนก 788 ล้านบาท โครงการทางลอดจรัญสนิทวงศ์-บรมราชชนนี 758 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งเมื่อผู้รับเหมาไม่ยืนราคา กทม.จะยกเลิกและเปิดประมูลใหม่ "ถ้าผู้รับเหมาไม่ยืนราคา กทม.จะต้องนำโครงการนั้น ๆ มาเปิดประมูลใหม่ ซึ่งจะกระทบทำให้โครงการล่าช้าโดยไม่จำเป็น ดังนั้น เพื่อไม่ให้งานก่อสร้างต้องสะดุดลง เพราะแต่ละโครงการที่เปิดประมูลล้วนแต่เป็นโครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ที่สำคัญแต่ละโครงการเวลาเปิดประมูลจะมีผู้รับเหมาให้ความสนใจเข้าร่วมประมูลน้อยอยู่แล้ว เพราะเป็นโครงการที่ใช้เวลาก่อสร้างนาน ทำให้มีความเสี่ยงที่จะขาดทุน" แหล่งข่าวจาก กทม.กล่าว
นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ในฐานะประธานบอร์ด รฟม. กล่าวว่า นอกจากรถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้ว จะต้องมีการเขย่าราคาค่าก่อสร้างรถไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด ทั้งสายสีน้ำเงิน สีเขียว สีแดง เพื่อให้รับกับราคาวัสดุก่อสร้างให้เป็นปัจจุบันก่อนเคาะราคาประมูล 45 วัน ในส่วนงานประมูลของกรมทางหลวงชนบท โครงการก่อสร้างใหม่ยังไม่เปิดประมูล จะต้องปรับราคาใหม่เช่นกัน
รายงานข่าวจากกรมทางหลวงเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ผู้รับเหมาของกรมทางหลวงได้ยื่นขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นขณะนี้ ทำให้งานก่อสร้างบางโครงการของกรมล่าช้าประมาณ 8 โครงการ และมีอีกหลายโครงการที่กำลังรอเซ็นสัญญา ทั้งหมดเป็นโครงการที่เปิดประมูลตั้งแต่ต้นปี 2551 และอยู่ระหว่างขออนุมัติโครงการจากสำนักงบประมาณ
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำหรับต้นทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ตอนนี้ที่ชัดเจน มีสายสีม่วงเพิ่ม 15% ส่วนสายอื่น ๆ อยู่ระหว่างการประเมินในภาพรวมว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะสูงกว่ากรอบวงเงินที่ตั้งไว้ 7.7 แสนล้านบาทจำนวนเท่าใด โดยต้นทุนที่รอคือการคำนวณค่า K ของสำนักงบประมาณ เนื่องจากค่า K จะมีผลต่อราคากลางโดยตรง ในเบื้องต้นคาดว่าต้นทุนก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10-20% เนื่องจากการเปิดประมูลต้องใช้เวลานาน ขณะที่ราคาน้ำมันและเหล็กผันผวนอยู่ตลอดเวลา
นายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง กรรมการบริหาร สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย เปิดเผยว่า ราคาวัสดุก่อสร้างขณะนี้ นอกจากจะแพงขึ้นแล้วยังมีภาวะผันผวนตลอดเวลา จากภาวะดังกล่าวทำให้โครงการของรัฐที่เปิดประมูลตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงขณะนี้ มีอย่างน้อยประมาณ 10 โครงการที่ผู้รับเหมาไม่สนใจเข้าร่วมประมูล คิดเป็นร้อยละ 60 ของปริมาณงานที่เปิดประมูล ส่วนใหญ่เป็นงานก่อสร้างอาคาร เพราะประเมินราคากลางแล้วต่ำเกินไป เช่น งานก่อสร้างอาคารของโรงพยาบาลมหิดล วงเงินกว่า 1,000 ล้านบาท "ตอนนี้ทุกคนต้องทำเพื่อความอยู่รอด ผมเรียนว่าที่ผ่านมาสมาชิกผู้รับเหมาเคยรวมตัวกันเคาะราคาเท่ากันโดยต่ำกว่าราคากลาง 1 สตางค์ เพื่อไม่ให้ถูกยึดเงินค้ำประกัน สาเหตุที่ต้องทำอย่างนั้นเพราะ ดูแล้วถึงประมูลไปก็ไม่มีกำไร จากการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในวงการผู้รับเหมา ผมเชื่อว่ามีอีกเป็นร้อย ๆ โครงการที่ได้ประมูลไปแล้วแต่ยืนราคาไม่ไหว หากมาตรการช่วยเหลือไม่เพียงพอ ก็มีแนวโน้มการขอยกเลิกสัญญาจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 โครงการ" นายกฤษดากล่าว
ประชาชาติธุรกิจ 23 มิถุนายน 2551