สภาพัฒน์เตรียมหารือคลัง-สำนักงบ สรุปคูปองอุ้มคนจน 300-500 บาทต่อเดือน มุ่งเน้นคนจนเมือง ลดภาระเลี้ยงดูบุตรอันดับแรก ก่อนขยายสู่กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาระเลี้ยงดูหลาน-ผู้เกษียณอายุที่มีรายได้คงที่

สภาพัฒน์เตรียมหารือคลัง-สำนักงบ สรุปคูปองอุ้มคนจน 300-500 บาทต่อเดือน มุ่งเน้นคนจนเมือง ลดภาระเลี้ยงดูบุตรอันดับแรก ก่อนขยายสู่กลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาระเลี้ยงดูหลาน-ผู้เกษียณอายุที่มีรายได้คงที่

ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นมากนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย ที่ผ่านมาแม้จะมีการอนุมัติให้ปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำไปแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันได้เพิ่มเป็น 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการทำงานของกลไกตลาดเสรี เพราะจะส่งผลกระทบต่อส่วนอื่น ๆ ได้ เช่น หากเข้าไปกดราคาสินค้าเกษตรจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร หรือหากเข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมัน จะทำให้ไม่เกิดการประหยัดพลังงาน แต่รัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่ปรับตัวไม่ทันกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นมากด้วย  ในหลักการแล้วผมเห็นด้วย ที่รัฐบาลต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือคนบางกลุ่มที่ปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อยที่อยู่ในหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ หรือที่เรียกว่าคนจนในเมือง โดยอาจไม่ใช่วิธีการแจกคูปองเงินช่วยเหลืออย่างน้อย 300-500 บาทต่อเดือน  ส่วนจะใช้งบเท่าใดต้องหารือกับกระทรวงการคลังก่อนดร.อำพนกล่าว

ทั้งนี้ สศช.เห็นว่าจะต้องจัดลำดับความสำคัญการช่วยเหลือคนจนในเมืองที่มี 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยในเฟสแรก สศช.เสนอให้รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มที่มีภาระเลี้ยงดูบุตรก่อน ทั้งค่าอาหารและค่าเดินทาง คาดว่าจะมีประมาณ 5 แสนครัวเรือน เพื่อไม่ให้ภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นมีผลกระทบต่อเด็ก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว   ส่วนเฟสที่สอง รัฐบาลต้องเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มคนจนผู้สูงอายุที่มีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรหลาน แม้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะมีเบี้ยยังชีพ 500 บาทต่อเดือน แต่ไม่น่าจะเพียงพอต่อภาระค่าครองชีพที่เป็นอยู่ รวมถึงต้องมีการให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้เกษียณอายุ หรือผู้ที่มีรายได้คงที่จากเงินออมด้วย

ดร.อำพนระบุว่า สศช.ต้องขอหารือกับกระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณในเร็ว ๆ นี้ ก่อนสรุปมาตรการช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อยออกมา โดยการให้ความช่วยเหลือต้องมีการจำกัดระยะเวลา และไม่ให้เกิดการรั่วไหล  นอกจากนี้ ในระยะยาวต้องมีแนวทางทำให้สังคมและชุมชนเข้มแข็ง เพื่อเป็นตัวนำในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม เพราะชุมชนจะเป็นผู้ที่ทราบดีว่าคนในชุมชนมีปัญหาเรื่องใดบ้าง และสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้ถูกคน รวมทั้ง  มีระบบตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง โดยในการประชุมประจำปีของ สศช.เดือนกรกฎาคมนี้ จะระดมความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า จะต้องใช้เวลา 1-2 เดือน จึงจะกำหนดหลักเกณฑ์การแจกคูปองได้ ส่วนเหตุที่ช่วยคนจนในเมืองก่อน เพราะรายได้ภาคแรงงานและข้าราชการมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 2% เท่านั้น ขณะที่กลุ่มข้าราชการบำนาญกลับมีรายได้หักเงินเฟ้อแล้วติดลบ ส่วนภาคเกษตรยังมีรายได้ที่ดี

คม ชัด ลึก  กรุงเทพธุรกิจ  เดลินิวส์  โพสต์ทูเดย์  ไทยรัฐ  มติชน  23  มิถุนายน  2551