สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน

       วันนี้ตื่นมากลางดึก แล้วก็เลยได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองโดยการเปิดอ่านเว็บไซต์ที่ไม่ได้เข้าไปอ่านมานาน คือ http://www.trekkingthai.com  แล้วก็ได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของคนแบกเป้หลายๆคน โดยเฉพาะในบทความที่ชื่อว่า บทเรียนชีวิตประสบการณ์นอกห้องเรียน ที่เป็นเรื่องของนักปั่นจักรยานน่องเหล็กคนหนึ่งที่ได้เดินทางลัดเลาะไปไกลถึง4ประเทศ คือ ลาว จีน อินเดีย และเนปาล แล้วก็ได้ช่วยแบ่งประสบกาณ์มาให้เราอ่านผ่านตัวหนังสือซึ่งช่วยให้เราได้เห็นโลกในมุมมองใหม่ๆ

       จำได้ว่าในช่วงยังละอ่อน เคยถามตัวเองว่าเราจะยืนอยู่ตรงไหนในโลกใบนี้ คนแรกๆที่แว๊บเข้ามาในความทรงจำของผมขณะนี้คือเพื่อนรุ่นพี่ที่ชื่อว่าพี่ชาย หรือพี่สมชาย  รักษ์ทอง ....... 
       พี่สมชาย หรือ ผมเรียกว่า หพี่ ช่ายยยย (ตามสำเนียงคนใต้)เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ปปส.และ ข้าราชการประจำสำนักสถิติแห่งชาติ ที่ผันตัวเองมาเป็นพ่อค้าขายหนังสือมือสองอยู่แถวบาทวิถีริมอนุเสาวรีย์ชัย พื้นเพเดิมเป็นคนใต้ อยู่หัวไทร นครศรีธรรมราช เป็นคนใต้ใจดีและชอบสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นกับทุกคนที่เข้ามาดูหนังสือ และไม่ชอบเขียนหนังสือทั้งที่มีไอเดียบรรเจิดแบบไม่สิ้นสุด พูด 100 วันก็ไม่จบ ... พี่เป็นคนมีไอเดียบันเจิดและเป็นห่วงสังคม และต้องการแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนอื่นๆ เสมอ ตลอดจนไม่กลัวและรับได้เสมอกับความเห็นที่แตกต่าง  ผมเคยไปเป็นลูกมือช่วยพี่ขายหนังสืออยู่พักหนึ่งเป็นเวลากว่า 6 ปีที่แวะเวียนไปอยู่มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตนั้น เวลาเริ่มเรียนคือ 19.00น.เวลาสิ้นสุดคือ 23.30 น. หรือลูกค้าหมด ทุกวันเว้นวันพุธที่ห้ามตั้งแผงลอยตามกฎของกรุงเทพมหานคร และค่าตอบแทนที่ผมได้รับเสมอโดยไม่เคยร้องขอคือพี่สมชายจะเลี้ยงข้าวแบบไม่อั้นกับข้าวสามอย่างและข้าว 1 โถที่ร้านนิวรุ่งฟ้า หัวมุมถนนพหลโยธิน(ปัจจุบันเปลี่ยนกิจการจากร้านอาหารไปทำอย่างอื่นแล้ว) ตลอดเวลาที่ผมเป็นลูกมือพี่ผมก็ได้รู้จักโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้นๆ ในหลายครั้งที่มีสิ่งเลวร้ายเข้ามาในชีวิตผมก็ได้พี่สมชายนี่แหละเป็นเสมือพี่ชายคอยแนะนำสิ่งต่างๆ
    จำได้ว่าเคยถามพี่ว่าพี่ไม่รู้สึกกลัวเหรอที่ตัดสินลาออกจากงานราชการเพื่อมาเป็นพ่อค้าขายหนังสือ พี่ท่านก็ตอบง่ายๆ ฮาๆ สไตล์พี่ว่า กลัวรวย 555 ตึง.. แท้จริงแล้วพี่มีความคิดมากกว่านั้นพี่เคยเล่าให้ฟังถึงการทำงานและการเอาตัวรอดในที่ทำงานที่มี เสือ สิง กระทิง แรด เทวดา คนใจดี ในร่างคน อยู่รวมกัน (คำที่ขีดเส้นนี้เป็นคำที่ผมคิดขึ้นเองเพราะพี่สมชายเป็นคนพูดเพราะ ไม่เคยพูดให้ร้ายใคร แล้วเท่าที่ฟังพี่ก็จะมีเพื่อนดีๆทุกที่ รวมทั้งเจ้านายดีๆ เสมอ) และความน่าเบื่อของลักษณะการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ท้ายสุดพี่ตัดสินใจลาออกจากงานราชการมาขายหนังสือเต็มตัว จำได้ว่าคุ้นๆ ว่าหัวหน้างานเรียกพี่เข้าไปถามว่าจะออกจริงๆ เหรอ ทำงานไปขายไปเป็นจ๊อบเสริมก็ได้ แต่พี่ก็ตัดสินใจลาออกมาทำงานที่เป็นนายของตัวเอง  สภาพการหลังจากพี่ลาออกจากงานแล้ว คือรายได้ลดฮวบลงไปเพราะไม่มีเงินประจำจากเงินเดือนมาสมทบ (ข้าวมื้อใหญ่ที่เคยกินกันหลังเลิกมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต จากข้าวในร้านอาหาร กลายเป็นข้าวไข่เจียวราคา 15 บาท 2 จานจากแผงลอยแถวนั้นแทนและน้ำโพลาริส 2 ขวด จากขวดพลาสติกขุ่น 555) แต่พี่ก็ยังยืนยันในความเชื่อของพี่   "เก็บเงินได้ก้อนหนึ่งแล้วพี่จะกลับไปทำสวน ไปทำห้องสมุดให้เด็กๆ ที่หมู่บ้านของพี่อ่านกัน"  พี่จะบอกผมอย่างนี้เสมอ  "พี่ไม่เสียใจเหรอที่ตอนนั้นตัดสินใจแบบนั้น... " ผมเคยถามพี่ พร้อมติงด้วยความเป็นห่วงในฐานะเป็นน้องชายร่วมโลกคนหนึ่ง "ไม่หรอก..เพราะถ้างั้นคนที่ไปปีนภูเขาเอเวอเรต์ก็มีแต่คนบ้าเท่านั้นนะสิ คนดีๆเค้าต้องหาเงินให้ได้มากๆ ต้องมีชื่อเสยงมากๆ เท่านั้นใช่ไหมถึงจะเป็นคนดี คนประสบความสำเร็จ"  "แล้วถ้าคนคิดอย่างนั้นหมดทั้งโลกป่านนี้ก็ยังไม่มีใครเห็นยอดเขาสิ...... หรือถ้าอย่างนั้นคนที่แล่นเรือรอบโลก หรือคนที่ไปค้นหาดินแดนก็เป็นคนบ้าหมดสิ"   อืม พี่เป็นคนที่มั่นคงในจุดยืนตัวเองจริงๆ ..ผมทึ่งในความคิดพี่จริงๆ คนเราที่แม้จะไม่รวยแต่มีความคิดเพื่อสังคมและมุ่งมันจะตามฝันตนเองได้ขนาดนั้นก็นับว่าเป็นความอัศจรรย์อย่างเหลือพรรณาแล้ว ปัจจุบันหลังจากผมได้ย้ายจากกรุงเทพมาแล้ว ถ้าวันดีคืนดีผมก็จะมีโอกาสพบพี่สักทีหนึ่ง ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยเจอพี่แถวแผงหนังือแล้ว ไม่รู้ว่าพี่กลับบ้านไปสานฝันแล้วหรือยัง

       คนที่สองที่ผมจำได้คือพี่ต๊ะ สุรเดช อุปพงศ์ ที่ตอนนี้ พี่ได้จากผมไปแล้ว พี่เป็นเหมือนเพื่อนและพี่ชายของผม พี่ต๊ะเป็นคนร่างเล็ก ผม และตัวเหลืองเพราะเป็นธาลัสสิเมีย พี่ต๊ะ เป็นคนที่ใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอ  (เพราะพี่กำลังเรียนรามอยู่ : ต่ออายุมารอบนึงแล้วแต่ยังไม่จบด้วยปัญหาสุขภาพที่ทำให้พี่ต้องเทียวเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น) พี่ต๊ะเป็นหนอนหนังสือและมักจะมี เรื่องอะไรใหม่ๆ แสบๆ คันๆมาเล่าให้ผมฟังเสมอ  พี่เป็นคนดึงผมเข้าวงการขี่จักรยานทางไกล(ซึ่งผมทำไม่เคยสำเร็จ)และวงการถ่ายรูปกับเป็นคนจุดประกายความฝันที่จะเดินทางไปยังที่ต่างๆ  ด้วยสุขภาพที่ไม่ค่อยจะอำนวยของพี่ต๊ะนี้เองที่ทำให้พี่ต๊ะมีคติที่ไม่เหมือนใคร คือมีคติว่าถ้าอยากจะทำอะไรต้องทำทันที พี่ต๊ะจะไม่ปล่อยให้อะไรมาขวางความฝัน แม้แต่เรื่องเรียน จนกระทั่งผมเรียนจบปริญญาโทแล้วพี่ต๊ะก็ยังเรียนอยู๋ ผมเคยเขี่ยวเข็นพี่ให้รีบเรียนให้จบและฝันว่าวันหนึ่งถ้ามีบ้านที่ต่างจังหวัดเป็นของตนเองจะชวนพี่ต๊ะไปร่วมกันเปิด Hostel สำหรับนักปั่นจักรยาน...  แต่วันนั้นไม่เคยมาถึง พี่ต๊ะจากผมไปด้วยอาการติดเชื้อในปอดตอนต้นปี 2547 แล้วหลังจากนั้นผมก็ย้ายมาทำงานต่างจังหวัดในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน

        คนที่สาม พี่อดิศรเสมแย้ม พี่อดิศรเป็นนักวิจัยผู้ชำนาญด้านลาวศึกษาประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้พร่ำสอนผมเสมอเรื่องการใช้ชีวิวตและการดูแลคนที่เรารัก พี่อดิศรอยู่กับคุณพ่อสองคน และพี่ก็จะเขี้ยวเข็ญให้ผมรีบไปเรียนต่อเมืองนอกเสมอพี่จะให้เหตุผลว่าถ้าผมไปตอนนี้เวลาคุณพ่อคุณแม่แก่ตัวลงผมจะได้มีโอกาสมาดูแลท่านได้ มิฉะนั้นถ้ารอนานเกินไปผมก็จะไปเรียนโดยมีกังวลเพราะคุณพ่อคุณแม่ผมอายุมากขึ้นทุกวัน และพี่จะพร่ำสอนผมให้พยายามใช้เวลากับครอบครัวให้มากที่สุดเพื่อให้เราไม่เสียใจและได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเมื่อเวลาที่ท่านไม่อยู่กับเรามาถึง... ขอบคุณครับพี่

        คนที่สี่ ท่านอาจารย์ ดร.พันธุ์ทิพย์  กาญจนจิตรา สายสุนทร ท่านนี้ผมเคยเขียนถึงแล้วครับ ท่านเป็นอาจารย์ของผมว่าที่จริงท่านเป็นอาจารย์ของแฟนผม ผมเลยกลายเป็นลูกศิษย์ของท่านโดยปริยาย ความยิ่งใหญ่ของท่านอาจารย์อยู่ที่ท่านเป็นนักกฎหมายและเป็นนักจัดการ เป็นคนทำงานจริง และพยายามสร้างสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นในสังคม โดยที่ท่านไม่เคยอวดตัวเลย ท่านเป็นคนทำงานหนักไม่รู้จักเหนื่อย เป็นคนอ่อนน้มถ่อมตัว แต่ขณะเดียวกันก็กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ถูก และรู้จักกาลที่เหมาะสม เพื่อนๆในบล็อกคงจะเห็นผลงานของท่านในการผลักดันในการแก้ไขปัญหาเรื่องคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ยิ่งกว่านั้นท่านเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ที่ผมสามารถกราบได้เต็มไม้เต็มมือจริงๆ ท่านเมตตากับอาจารย์รุ่นน้องทุกคน ท่านไม่เคยหวงกันความรู้เลย ตรงกันข้ามท่านกลับพยายามขยายองค์ความรู้ของท่านให้กับคนทุกคนที่สนใจและสอนให้เราทำงานเป็นทีม และเน้นการแก้ไขปัญหาสังคมโดยการสร้างเครือข่ายการทำงาน Networking ให้เปิดใจคุยกันและไว้วางใจกัน ซึ่งต่างจากลักษณะการทำงานของอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วๆไปที่ผมเคยเห็นมา ที่มักเน้นการทำงานแบบ One man show จนทำให้เกิดปัญหาการขโมยSceneอันนำไปสู่ปัญหาการเมืองในหลายๆ องค์กร  อาจารย์ครับผมขอกราบระลึกถึงพระคุณของอาจารย์ด้วยใจคาระวะครับ งานที่ผมรับปากอาจารย์ไว้ ผมจะพยายามทำให้ได้ครับ....

.........................................................................................................................

ที่จริงวันนี้ตอนที่ผมเขียนบล๊อกผมเหนื่อยกับเรื่อง"คน" ครับ (ชีวีตคนเราใช่ว่าจะเจอแต่คนดีๆทั้งหมดนี่นา)  แต่พอเวลาผมล้าและได้มีโอกาสย้อนมาคิดถึงโอกาสดีๆที่เข้ามาในชีวิตผม ผมก็หายเหนื่อยครับและมีแรงใจจะทำสิ่งดีๆต่อไป ใครจะลองเอาวิธีผมไปใช้ดูก็ได้ครับ อย่างไรก็ตามขอให้เพื่อนๆ หาจุดมุ่งหมายในชีวิตให้เจอนะครับแล้วมั่นคงกับมัน ในเวลาที่สับสน มันจะช่วยให้เราผ่านสถานการณ์ไปได้ครับ

....................................................................................................

"ตา ตา คุณค่าของคนมันวัดกันที่ไหน ?!?

- โบราณท่านว่า คุณค่าของคนเค้าวัดกันที่ผลงานนะหลานเอ้ย

ตา ตา แล้วเราจะวัดไปทำไมเหรอ.. ก้ทุกคนก็เป็นคนเหมือนกันหมดนี่ตา ควรได้รับการปฏิบัติย่างเดียวกันใช่ไหม ตา

- อืม.... ม

แล้วคนเราต้องคิดเหมือนกันไหมตา !?!

- คนเราก็ต้องคิดต่างกันสิ คิดเหมือนกันก็ไม่มีการพัฒนาพอดี

แล้วทำไมผู้ใหญ่ในประเทศของเราชอบออกมาโจมตีคนที่เห็นต่างจากตัวเองล่ะตา !?!