ก่อนเข้าเรื่องที่จะเล่า ซึ่งจริงๆ จะนั่งเขียนเย็นวาน แต่สุดท้าย เมื่อวานเป็นวันที่ทั้งนั่งทั้งนอนลำบากไปซะทุกเรื่องเลยครับ ตอนหนึ่งทุ่มจึงคิดออกมาทำไมเป็นอย่างนั้นไปได้ แฮะแฮะ อาการของผมสามวันที่กลับมาบ้านนี้ไม่เหมือนกันเลยสักวันหนึ่งครับ เมื่อวานรู้สึกทุกอย่างเรียบร้อย ไม่รู้สึกที่แผลผ่าตัดเลย แถมเหมือนกับว่ากระดูกทั้งสองชิ้นมันจะสามัคคีกันดีมาก แต่ที่เหมือนจะเป็นปัญหาคือ สะโพกครับ ซึ่งผมรู้สึกว่า กระดูกขากับกระดูกสะโพกมันไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไร ซึ่งอาการนี้เลยหนึ่งถึงวันแรกที่หมอเข้าตรวจหลังการผ่าตัด คือ หมอบอกว่า กระดูกเป้าที่สะโพกผมมันเล็กกว่ากระดูกขา ดังนั้นเหมือนกับว่ามันไม่ได้อยู่ด้วยกันดีสักเท่าไร ซึ่งวันนั้นผมตอบหมอว่า ผมคิดว่าอันนี้เป็นปกติของผมครับ เพราะผมว่ามันเข้าออกๆ เป็นปกติไปแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร (ปัญหาคือ ทำไมวันนี้มันเหมือนไม่อยากอยู่ด้วยกันเลย ผมจัดท่านั่งแบบไหน นอนแบบไหนก็เจ็บไปหมด แต่พบว่า ความเจ็บจะหายไปเมื่อผมนอนท่านั้นหรือนั่งท่านั้นไปนานๆ)
ทุกครั้งที่หมอเข้าตรวจ ผมละเสียวตั้งไว้ก่อนเลยครับ เนื่องจากหมอจะจับขาผมแล้วดึงเข้าดึงออก ผมมักจะหัวเราะออกมาด้วยความเสียว พร้อมบอกหมอว่า เบาๆ หน่อยหมอ มันเสียว..................ว
จำไม่ได้ว่าวันแรกหรือวันที่สอง หมอบอกว่า ลองยกขาดูหน่อยสิ ผมยิ้มแล้วบอกหมอไปว่า อันนี้ก่อนเกิดอุบัติเหตุก็ยังทำไม่ได้เลยครับ ถ้าหลังผ่าตัดทำไม่ได้ก็ไม่ใช่ความผิดหมอหรอกครับ ฮิฮิ (แซวเล่น)
สองวันแรกผมนอนทั้งวันทั้งคืน ไม่ลุกนั่งไม่เคลื่อนย้ายเลยครับ แล้วอาการมันก็ออกครับ คือ ผมเริ่มปวดแสบปวดร้อนแผ่นหลัง และรู้สึกตอนที่แม่เช็ดตัวให้ผมว่ามันเริ่มเป็นเม็ดๆ แล้ว วันที่สองผมจึงพยายามเอี้ยวตัวไปมา แต่ต้องยอมรับครับว่า มันไม่ได้ช่วยอะไรมากนั้น ที่ทำให้การปวดแสบมันทรมานขึ้นเนื่องจากวันแรกเปิดแอร์ทั้งวัน วันที่สองผมจึงเริ่มมีอาการไข้ขึ้นและตัวร้อน เนื่องจากผมยังไม่หายจากการเป็นไข้หวัดดีนั้น ผมเริ่มไอ และไอทีไรมันก็สะเทือนไปทั้งตัวละครับ
พ่อเลยปิดแอร์ปิดพัดลม ผมก็ร้อน ร้อนก็นอนไม่ได้เนื่องจากพอเหงื่อออกมันก็ไปกองอยู่ใต้แผ่นหลังและเริ่มแสดงฤทธิ์ของเม็ดเหงื่อทันที ผมไม่แน่ใจว่า คืนที่สองหรือสาม ประมาณเที่ยงคืน ปวดแสบปวดร้อนมากครับ แต่ไม่อยากปลุกแม่ให้มาเปิดพัดลม เลยทนไปเรื่อยๆ ดีนะครับพยาบาลเข้ามาวัดไข้ เลยขอรบกวนเปิดพัดลมให้หน่อย จึงรอดพ้นวิกฤติไปได้
ต้องยอมรับครับว่า แต่ละคนก็มีเทคนิคการทำงานให้บรรลุเป้าหมายไม่เหมือนกันครับ เช่นเดียวกันกับพยาบาลครับ (นั่นแหละจึงควรมี km มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน) การเปลี่ยนผ้าปูที่นอนก็ต้องมีเทคนิคครับ วันที่สองมีการมาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้ผมครับ พยาบาลท่านนี้บอกให้ผมนอนเฉยแล้วก็ให้ผมพลิกไปทางขวาครั้งหนึ่งแล้วก็กลับมาท่าเดิมเพียงเท่านี้ก็ปูผ้าก็เสร็จ แถมตึงมากๆ ครับ เธอบอกผมว่า ถ้าผ้าปูไม่ตึงจะนอนไม่สบาย อันนี้ผมเห็นด้วยจริงๆ
ครั้งต่อมาที่มีการเปลี่ยนผ้าปูที่นอน เป็นพยาบาลอีกท่านหนึ่งมาทำครับ คราวนี้ผมโดนดุเลย ว่าทำไมไม่ผลิกมาทางนี้ก่อน อ้าว.......ว ก็ใครจะไปรู้ละว่า เทคนิคการปูผ้าไม่เหมือนกัน ฮิฮิ นึกว่าสำนักเดียวกันทำเหมือนกัน ครั้งหลังนี้ผมต้องพลิกตัวหลายรอบครับกว่าจะเสร็จเรียบร้อย แถมไม่ตึงเท่าไร
รอบสามของการเปลี่ยนผ้าปูที่นอน พยาบาลคนเดิมมาเปลี่ยนให้ครับ แต่คราวนี้ไม่ตึงเหมือนครั้งแรก แต่เธอก็อธิบายว่า รอบนี้ตึงมากไม่ได้ค่ะ เพราะผ้ามันเก่าแล้ว เดี๋ยวผ้าปูขาด
อีกอย่างหนึ่งที่ต้องมีเทคนิคคือ การถอดสายปัสสาวะครับ ครั้งแรกบุรุษพยาบาลมาทำให้ ระหว่างทำก็บอกให้ผมหายใจเข้าออกลึกๆ สามรอบผ่านไป สายยังไม่หลุดครับแถมผมเจ็บด้วย (เจ็บอะไรไม่ต้องบอกนะครับ ฮิฮิ) สุดท้ายพยาบาลอีกท่านหนึ่งก็เดินเข้ามา แล้วก็บอกว่า ทำอย่างนี้ดีกว่าง่ายๆ อย่างงี้ๆ (ผมไม่รู้ครับว่าเขากำลังทำอะไรกับผม ฮิฮิ) แต่รู้เลยว่าหลุดง่ายครับไม่เจ็บไม่
วันที่สามผมมีสายที่โยงกับตัวผมอยู่สองสายหลักครับ คือ สายเลือดจากแผลผ่าตัดกับสายน้ำเกลือ ถ้าแผลเป็นไปตามคาด พรุ่งนี้ก็จะสามารถถอดสายเลือดได้ ซึ่งผมคิดว่า มันไม่น่าจะพลาดจากกำหนดได้ เนื่องจากปกติขาข้างนี้ของผมเวลาได้แผลอะไรมามันจะหายเร็วมากครับ
ออ. สองวันแรกผม โดยเจาะเลือดไปตรวจประมาณสามสี่เข็มครับ เขาเจาะทางมือขวาครับ แรกๆ ก็เจาะที่ข้อพับด้านในของข้อศอก ส่วนครั้งสุดท้ายพยาบาลเปลี่ยนไปเจาะที่ข้อมือ เลยอดถามไม่ได้ว่า ทำไมไม่เจาะบริเวณเดิมละครับ คำตอบคือ ตรงนั้นเขียวไปหมดแล้วค่ะ หลังจากโดยเจาะไปครั้งนี้ ผมเลยสังเกตเห็นด้านในข้อศอกของผมว่ามันเขียนคล้ำจริงๆ
ส่วนแขนซ้ายเป็นที่สำหรับใส่เข้าครับ คือน้ำเกลือ และยาแก้อักเสบ (ขวดเล็กๆ แขวนไว้อีกด้านหนึ่งของถุงน้ำเกลือ) และมีการฉีดผ่านทางสายน้ำเกลือไปทุกวันวันละสองครับ (ถ้าจำไม่ผิด) ผมก็เลยถามว่า ฉีดยาอะไรครับ คำตอบคือ ยาแก้อับเสบ ผมก็เลยสงสัยต่อว่า ก็ที่แขวนไว้ก็ยาแก้อักเสบเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ คำตอบคือ มันคงละชนิดกันค่ะ
สามวันจะมีการเปลี่ยนเข็มและตำแหน่งของการให้น้ำเกลือครับ เดิมเจาะอยู่ที่ข้อมือ ก็ย้ายไปเจาะที่หลังมือแทน ฮิฮิ ครั้งแรกวันที่ที่เขียนไว้บนเทปเขียนด้วยปากกาสีแดง ผมเห็นแว๊บๆ แล้วตกใจทุกทีนึกว่าเลือดไหลออก แต่ครั้งหลังเปลี่ยนเป็นเขียนด้วยปากกาสีน้ำเงิน ดีขึ้นมาหน่อยในความรู้สึก
ปกติผมเป็นคนกลัวเข็มฉีดยาครับ แต่อุบัติเหตุครั้งนี้ทำผมหายจากการกลัวเข็มเลยครับ เพราะโดนจนนับไม่ได้เลยว่ากี่เข็ม
ออ. ด้วยนิสัยอยากรู้ของผมและความไม่ค่อยจะให้ข้อมูลจากฝ่ายรักษา ทำให้ผมเป็นคนเปิดประเด็นถามก่อนทุกครั้ง เช่น พอวัดไข้เสร็จ พยาบาลเขาก็เขียนลงในกระดาษของเขา ไม่บอกผม ก็ต้องถามว่า วันนี้เท่าไรครับ ส่วนความดันอันนี้เห็นชัดครับว่าตัวเลขเป็นเท่าไร ทีแรกก็ดูผิดค่าผิดตัวครับ (ค่าความดันตัวต่ำ) ก็เพราะถามจึงรู้ว่า ผมดูผิด (ที่ผมจำวิธีการดูก็ตอนที่ไปเยี่ยมอาจารย์ ibm นั่นแหละครับ) และการเจาะเลือดผมไปแต่ละครั้ง ผมก็จะต้องถามครับเจาะไปทำอะไร แล้วอีกวันหนึ่งผมก็ต้องถามว่า ค่าเป็นงัยบ้างครับ ดีนะครับที่พยาบาลไม่เบื่อตอบผม ฮิฮิ ส่วนใหญ่ (ทุกครั้งแหละครับ) มักจะตอบด้วยอารมณ์ดีและเป็นมิตรครับ
อ่านต่อบันทึกฉบับหน้านะครับ
เดี่ยวมาอ่านบันทึกฉบับหน้าต่อ.
คนไข้อารมณ์ดี พลอยทำให้คนอื่นสุขสันต์ไปด้วย.
ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองพร้อมประทานริสกี ให้กับอาจารย์..
มาเยี่ยมคนไข้ค่ะ
อารมณ์ดีแบบนี้ ไม่นานก็หายคะ
ยิ้มเข้าไว้....
อัลฮัมดุลิ้ลลาฮ สำหรับคนไข้ที่กำลังใจดีเกินร้อย หนูต้องขอมาอาพด้วยที่เงียบหายไปนานมากๆๆๆๆๆๆๆๆแต่ความห่วงใยยังรู้สึกคงเดิมนะค่ะ ตอนนี้หนูได้เริ่มงานที่โรงพยาบาลบำรุงราษฏ์ได้4วันแล้วค่ะ สนุกมากๆเลย ชีวิตของคนไข้ฝากไว้ที่ปลายลิ้นของเราจริงๆการเป็นล่ามไม่ง่ายอย่างที่คิด และไม่ยากอย่างที่คิด แต่เราต้องมีอมานะฮ ในการแปล ระหว่าง คุณหมอ กับ คนไข้
ขอบคุณครับ 1. เจ้าหญิงป่วนสีตีนูรฟาร่าหฺ (أُخْتٌ صَغِيْرَةٌ ) ,พี่หน่อย2. ดอกแก้ว , อาจารย์3. JJ และ [email protected]
ขอบคุณครับหมอเจ๊ คนสวย แซ่เฮ
เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ