คอลัมน์ Etiquette ใน Gourmet&Cuisine, เมษายน 2008

 

วิธีส่งเสริมการขายที่ธุรกิจอาหารใช้กันมากคือ ให้ชิมฟรี!

ไม่ใช่ทำแต่เฉพาะสินค้ายี่ห้อดังๆ ที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือสินค้าใหม่หรอกนะคะ

ยุคนี้ใครขายอาหารอะไรก็มักจะจัดให้ลูกค้าชิมฟรี  โดยการจัดให้มีขนาดพอคำสำหรับกินหรือดื่ม

        ก็มีปริมาณเพียงพอที่คนชิมจะรู้รสว่าอร่อยถูกใจหรือเปล่า ชอบหรือไม่ชอบ จะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ว่าจะอุดหนุนหรือเปล่า

หลังจากทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์พฤติกรรมชิมฟรีมาระยะหนึ่งแล้ว ฉันก็พบว่ามีข้อสังเกตที่ ไม่งาม บางอย่างจากลูกค้า ซึ่งจัดได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ

กลุ่มแรกคือ ไม่ชิม

สมาชิกในกลุ่มนี้บางคนไม่ชิมเพราะไม่ชอบ บางคนอยากชิมแต่ไม่กล้าชิม เพราะรู้สึกว่า ถ้าชิมของเขาแล้วก็ต้องอุดหนุนบ้างนิดๆหน่อยๆ ไม่ว่าตนเองจะชอบหรือไม่  ดังนั้นเมื่อเดินผ่านจุดส่งเสริมการขายซึ่งมีพนักงานพูดจาทักทายและเชิญชวนให้ชิม  ก็จะทำหูทวนลม  เดินกรายผ่านไปราวกับว่าพื้นที่ตรงนั้นว่างเปล่า!

        อะพิโถ! คนด้วยกันนะคะ จะแสดงมารยาทดีต่อกันสักหน่อยก็ไม่ได้ เขาทักมาแล้ว  ถ้าไม่อยากชิม ก็ส่ายหน้าปฏิเสธสักนิดก็ยังดี  หรือพูดบอกไปว่าไม่รับ  และจะงามขึ้นอีกถ้าลงท้ายด้วยคำว่า ขอบคุณ

กลุ่มสองคือ ชิมดะ

สมาชิกกลุ่มนี้ชิมทุกอย่างที่เห็น บางคนตั้งใจมาเพื่อชิมโดยเฉพาะ แบบว่าเดินไปชิมทุกจุดที่มีสินค้าชิมฟรี ตรงไหนไม่มีพนักงานคอยบริการ ก็จะชิมหลายชิ้นตามชอบใจ กะเอาอิ่มเลยทีเดียว บางคนมาทั้งครอบครัว ปักหลักรุมชิมจนลูกค้าอื่นๆ ไม่มีโอกาสได้เข้าวงใน

พวกชิมดะบางรายก็ชิมฟรีจนติดนิสัย  เลยเถิดไปหยิบของที่ไม่ได้มีไว้ให้ชิมฟรีมากินด้วย  จนบางร้านต้องติดป้ายตัวโตว่า กรุณาอย่าชิม หรือ ห้ามชิม  แต่พวกนี้ก็มักจะอ่านไม่ออก

        สินค้าอาหารที่ให้ชิมฟรีมีวิธีการนำเสนออยู่ 2 แบบ คือ แบบมีพนักงานบริการ กับแบบใส่ภาชนะวางไว้ให้หยิบเอง

        การส่งเสริมการขายอย่างนี้ทำกันทั่วโลกค่ะ ไปไหนๆ ก็จะเห็น อย่างเช่นตลาดดอนหวายเล่ะเลียบริมน้ำของไทย หรือตลาดจิ่วเฟิ่นเลาะเลียบภูเขาของไต้หวัน ซึ่งบรรยากาศคล้ายคลึงกัน  ถ้าลูกค้าตั้งใจชิมสินค้าที่จัดวางไว้ให้ตั้งแต่ร้านแรกไปจนครบทุกร้าน  แค่ร้านละชิ้นเดียว  รับรองว่าอิ่มจนแน่นค่ะ

ฉันเคยพาหลานชายวัยอนุบาลไปเที่ยวศูนย์การค้า  เดินผ่านร้านขายเบเกอรี่ที่จัดพนักงานถือถาดสินค้าตัวอย่างให้ชิมฟรี  ไม่ได้คิดจะชิมเพราะที่บ้านนิยมทำกินเอง  แต่พนักงานใช้กลยุทธ์ชวนหลานชายทำให้ต้องหยุดเดิน 

เจ้าตัวเล็กเลือกหยิบบราวนี่ของโปรด ซึ่งเจ้าตัวรู้จักเพราะเคยกินที่บ้าน  ใส่ปากเข้าไปแป๊บเดียวก็ถ่มพรวดลงพื้น  ร้องเสียงดังลั่นว่า ไม่อร่อย คนรอบๆ หันมามอง  พนักงานหน้าเสีย  

งานนี้ ฉันต้องพูดขอโทษแทนขอบคุณ  พร้อมๆกับรีบหยิบกระดาษทิชชูมาขยุ้มผลงานของหลานชายเอาไปทิ้งถังขยะ แล้วจูงหลานชายไปอบรมมารยาทก่อนเดินเที่ยวต่อ

อันนี้เป็นบทเรียนสำหรับทางร้านค่ะ  การให้เด็กเล็กๆ ชิมฟรีต้องระวัง ความจริงใจ ของเด็กวัยนี้ด้วย  เพราะถ้าได้ผลเชิงลบ ย่อมไม่ดีต่อธุรกิจ

        ลูกค้าที่ชิมฟรีแล้วไม่ชอบ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกลืนลงคอหรอกค่ะ คายใส่กระดาษทิชชูแล้วทิ้งได้  ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร  แต่ใครชิมสินค้าที่มีพนักงานบริการ  หากชิมแล้วไม่ซื้อ ก็อย่าลืมเอ่ยปากขอบคุณสักนิดนะคะ  ถ้าบอกเหตุผลที่ไม่ชอบด้วยก็ยิ่งดี เพราะเป็นข้อมูลที่เจ้าของสินค้าต้องการทราบ

        ถึงจะติดใจรสชาติแค่ไหน  ควรหยุดอยู่แค่อย่างละ 1 ชิ้นนะคะ  เพราะถึงอย่างไร ชิมฟรี ก็ไม่ใช่ กินฟรี”!