ในที่สุดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ให้กรมบัญชีกลางโอนเงินรางวัลให้กับผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานต่าง ๆ จำนวน 1.2 ล้านคน เป็นเงิน 5,500 ล้านบาท และจัดสรรให้ผู้บริหารจำนวน 1,280 ล้านบาท รวมเงินโบนัสที่จะต้องจ่ายในครั้งนี้ 6,835 ล้านบาท
ตามมติ ครม.วันที่ 8 เมษายน 2551 เรื่องการจัดสรรเงินรางวัลฯ แก่หน่วยงานต่าง ๆ ระดับกรม 143 กรม สถาบันอุดมศึกษา 73 แห่ง และจังหวัด 75 จังหวัด ให้คิดจากฐานเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างเท่านั้น ส่วนเกณฑ์การจัดสรรเงินรางวัลขึ้นกับการบริหารจัดการภายในของแต่ละหน่วยงานนั้น ๆ รวมความแล้วว่า พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราว ที่อยู่ในหน่วยงานราชการทั่วประเทศ ไม่มีสิทธิ์ที่จะมีส่วนแบ่งจากเม็ดเงินนั้นเลยสักสตางค์แดงเดียว ทั้ง ๆ ที่ทำงานและทุ่มเทให้หน่วยงานมากพอ ๆ กับข้าราชการ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ
ความจริงแล้วความสำเร็จขององค์กรนั้นจะบรรลุถึงเป้าหมายได้ตามเกณฑ์ย่อมเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการของทุกคน ทุกจุด ทุกตำแหน่งมีความสำคัญเหมือนกัน
การจ่ายเงินรางวัลโบนัส จึงน่าจะจ่ายด้วยจำนวนเงินโบนัสหารด้วยจำนวนคนในหน่วยงานทั้งหมด เพราะโบนัสเกิดจากความสำเร็จของทุกคนในองค์กร จึงไม่น่าจะมีเหตุผลใดที่จะไปตัดสิทธิ์ของพนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราวเหล่านั้นเช่นกัน
ในภาวะที่ค่าครองชีพที่อยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง ทุกคนได้รับความเดือดร้อนทั่วหน้า จึงไม่อยากให้มองว่าพนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราวออกมาเรียกร้องเกินเหตุ โดยยกอ้างถึงจิตสำนึกในหน้าที่ สิทธิที่ตนเองรับรู้ก่อนเข้ามาทำงานว่ามีมากน้อยแค่ไหนอย่างไรแต่ระเบียบปฏิบัติอยู่ที่หัวหน้าหน่วยราชการจะเป็นผู้พิจารณาว่าผู้ใด จะผ่านเกณฑ์การประเมินหรือไม่ในระหว่างทดลองปฏิบัติราชการ ทำไมถึงไม่ให้ออกไปเสียก่อน ปล่อยมาถึงสิ้นปีได้อย่างไร
พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราว สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ไม่ได้อยู่แล้ว ยังมาเสียสิทธิกับส่วนแบ่งอีก คิดถึงหัวอกเขาหัวอกเราแล้ว น่าเห็นใจจริง ๆ
ข่าวสด (คอลัมน์เลาะเลียบคลองผดุงฯ) 16 มิ.ย. 2551
"เงิน"ทำให้เกิดการแบ่งแยก เพราะคนยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งต้องการเงินมาก คนที่ตัวเล็กๆไม่มีสิทธิ์เรียกร้องเรื่องเงิน