เว้เมืองหลวงเก่า ของกษัตริย์ราชวงศ์เหวียน

เว้ และ อ๋าวหย่าย
บ่ายวันนั้นเราจับเครื่องบินเวียดนามแอร์ไลน์มุ่งหน้าสู่ภาคกลางของประเทศ จุดหมายคือเว้
เมืองหลวงเก่า ของกษัตริย์ราชวงศ์เหวียน ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางของประเทศพอดี
คือห่างจากฮานอยมาทางใต้ประมาณ ๗๐๐ กิโลเมตร และห่างจากโฮจิมินท์ซิตี้หรือไซง่อนเป็นระยะทาง ๑,๐๐๐กิโลเมตร
ในปลายศตวรรษที่ ๑๖ กษัตริย์แห่งราชวงศ์เลมีความอ่อนแอ
ศูนย์กลางการปกครองที่มีกรุงฮานอยเป็นราชธานี ไม่สามารถรวบรวมแคว้นต่าง ๆให้เป็นเอกภาพได้
มีการแตกแยกสองแคว้นใหญ่คือทางใต้และทางเหนือ ทางเหนือปกครองโดยขุนพลชื่อตริงห์ เกี่ยม
ส่วนทางใต้ปกครองโดยขุนพลชื่อเหวียน ฮวาง ผู้สร้างเว้เป็นเมืองหลวงทางตอนใต้แห่งใหม่
ต่อมาขุนพลทั้งสองได้ขัดแย้งกันจนเกิดสงครามนองเลือด สุดท้ายขุนพลเหวียน
ฮวางประสบชัยชนะสามารถปกครองดินแดนทางตอนใต้ได้ต่อไป กระทั่งในปีค.ศ. ๑๘๐๒
ขุนนางเหวียนที่ปกครองเว้คนที่สิบได้ประกาศตั้งตนเองเป็นกษัตริย์นามว่า พระเจ้ายา ลอง
หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามของ องเชียงสือ ผู้เคยหลบหนีเข้ามาของความช่วยเหลือ
จากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก นำกำลังกลับไปสู้กับกบฎไตเซินจนได้ชัยชนะ
และพระองค์ทรงสถาปนาราชวงศ์เหวียนขึ้นปกครองประเทศ สามารถรวมแคว้นทั้งทางเหนือและใต้เป็นปึกแผ่น
และเรียกดินแดนที่มีอาณาเขตตั้งแต่ชายแดนจีนทางเหนือมาจรดคาบสมุทรก่าเมาทางตอนใต้ว่า
ประเทศเวียดนามเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
พระองค์ทรงสร้างเว้เป็นราชธานีที่สวยงามที่สุดในเวียดนาม
มีการสร้างพระราชวัง สุสาน วัดและเจดีย์อย่างวิจิตรพิสดาร
จนกล่าวกันว่าหากจะรู้จักวัฒนธรรมชั้นสูงของเวียดนาม ต้องมาที่นครเว้แห่งนี้
พอลงจากเครื่องบิน คุณเพ็ญพาเราไปที่พระราชวังเว้ หรือนครจักรพรรดิแห่งเว้ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม
หรือแม่น้ำซงเฮือง หันหน้าไปทางทิศใต้ กำแพงล้อมรอบสองชั้น มีธงดาวแดงผืนใหญ่ชักอยู่เหนือกำแพงด้านนอก
ราวกับจะประกาศถึงชัยชนะของระบอบสังคมนิยม ที่มีชัยต่อระบอบการปกครองอื่น ๆ
เวียดนามเป็นตัวอย่างของประเทศสังคมนิยมที่นิยมให้ประชาชนติดธงชาติ
ตลอดเวลาที่เดินทางผ่านเวียดนามจากเหนือจรดใต้ สถานที่ราชการทุกแห่ง อาคารบ้านเรือนมักติดธงชาติ
ร้านค้าส่วนใหญ่ก็มีธงดาวแดงประดับ หรือหมู่บ้านห่างไกลความเจริญก็ยังเห็นธงดาวแดงเด่นเป็นสง่าแต่ไกล
จนอดคิดไม่ได้ว่ารัฐบาลสังคมนิยมทั่วโลก มักใช้ธงชาติเป็นเสมือนสัญญลักษณ์การรวมชาติ
และการทำงานหนักเสียสละเพื่อสร้างชาติ
เราเดินผ่านกำแพงเหลือง กำแพงชั้นกลางที่ล้อมรอบพระราชเว้ ผ่านประตูโหงะ โมน
หรือประตูเที่ยงวัน เป็นประตูขนาดใหญ่สร้างด้วยหินแกรนิต ชั้นบนเป็นพระที่นั่งหงส์ทั้งห้า
หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีเหลืองสดและมีสีเขียวขลิบริมทั้งสองด้าน
ในอดีตกษัตริย์จะมาปรากฏพระองค์ในงานฉลองพิธีต่าง ๆ บนพระที่นั่งแห่งนี้
พระที่นั่งแห่งนี้ใช้งานเป็นครั้งสุดท้ายในปีค.ศ. ๑๙๔๕ เมื่อจักรพรรดิเบ๋า ได่
ได้มอบพระราชลัญจกรและดาบอาญาสิทธิ์อันเป็นเครื่องหมายแห่งพระราชอำนาจ
ให้กับรัฐบาลสังคมนิยมของโฮจิมินห์ สิ้นสุดราชวงศ์เหวียน ปิดฉากพระเจ้าแผ่นดินองค์สุดท้ายของเวียดนาม
และเวียดนามได้ หลุดพ้นจากการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส นับตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๘๓
ที่ฝรั่งเศสได้ส่งทหารเข้ายึดเวียดนาม ต่อมาได้รวมเวียดนาม ลาว
และกัมพูชาเข้าเป็นอาณานิคมแห่งเดียวเรียกรวมกันว่า อินโดจีน
เราเดินไปยังข้ามสะพานน้ำทองเข้าไปในพระราชวังไท ฮวา หรือพระราชวังสันติสุขสูงสุด
พระราชวังสำคัญที่สุดในนครจักรพรรดิ กษัตริย์ใช้เป็นสถานที่รับรองเชื้อพระวงศ์ระดับสูง
และทูตจากต่างประเทศที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี วังแห่งนี้สร้างในปีค.ศ. ๑๘๐๕ ในสมัยพระเจ้ายา ลอง
ได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งแรกโดยพระเจ้ามิงห์ หม่าง ในปีค.ศ. ๑๘๓๔
เพดานและคานตกแต่งด้วยน้ำมันสีครั่งและฝังลายทอง ยังอยู่ในสภาพดีมาก
พระราชวังแห่งนี้เป็นสุดยอดสถาปัตยกรรม และการตกแต่งที่ผสมผสานกันลงตัวระหว่างศิลปะจีนและของเว้
พระราชวังแห่งนี้สงวนไว้เป็นที่เฉพาะของจักรพรรดิ เป็นที่ต้องห้ามของสามัญชน
แต่บัดนี้มีแต่นักท่องเที่ยวทั้งฝรั่งและเอเชียเต็มไปหมด เดินปีนป่ายไปตามที่ต่าง ๆได้อย่างชอบใจ
และยังมีบริการให้นักท่องเที่ยวแต่งตัวเป็นจักรพรรดิและพระมเหสี ขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์แอ๊กท่าถ่ายรูปได้
เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยที่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลในปัจจุบัน ก็ไม่ได้ให้ความสนใจดูแล
หรือทำให้ศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษ
ยังมีพระราชวังอีกหลายแห่งในพระราชวังเว้ อาทิพระตำหนักเตรือง แซงห์
ที่พระจักรพรรดิทรงมาพักผ่อน ตำหนักโก ฮา ที่ทรงพระอักษร ตำหนักเฮียม ลาม กั๊ก
ที่มีโกศของกษัตริย์ในอดีต ๙ โกศตั้งเรียงราย ฯลฯ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า
ตำหนักที่ยังเหลืออยู่ในพระราชวังแห่งนี้ ซึ่งมีความงดงามมาก เป็นเพียงตำหนักส่วนน้อยที่เหลืออยู่
เมื่อเทียบกับตำหนักส่วนใหญ่ที่โดนระเบิดพังพินาศ ในสงครามเวียดนาม
ช่วงเทศกาลเต๊ดหรือเทศกาลปีใหม่ของชาวญวนในปีค.ศ. ๑๙๖๘
ทหารฝ่ายเวียดนามเหนือได้เข้าโจมตีเมืองสำคัญของเวียดนามใต้พร้อมกันหลายแห่ง และยึดเมืองเว้ได้สำเร็จ
ทหารสหรัฐได้ยิงปืนใหญ่และทิ้งระเบิดเมืองเว้อย่างหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน
เพื่อกดดันให้ทหารเวียดนามเหนือถอยทัพออกจากเว้
และการโจมตีครั้งนั้นทำให้พระราชวังเว้ถูกทำลายย่อยยับเกือบหมด
เย็นนั้นเราแวะมาชมเจดีย์เทียน หมุ เจดีย์เก่าแก่รูปทรงจีนแปดเหลี่ยมสูงเจ็ดชั้น
สร้างมาตั้งแต่นครเว้เป็นราชธานีของเวียดนาม ก่อนจะลงเรือล่องไปตามแม่น้ำหอม ชมพระอาทิตย์ตกดิน
แม่น้ำหอมเป็นลำน้ำค่อนข้างใส ถือกำเนิดมาจากต้นน้ำสองแห่งบนภูเขาที่ไหลผ่านป่าไม้หอม
แม้จะเป็นแม่น้ำสายสั้น ๆ แต่เป็นแม่น้ำหัวใจสำคัญของชาวเว้ที่ไหลผ่ากลางเมือง
หล่อเลี้ยงชาวเว้มาช้านาน
คุณเพ็ญบอกกับเราว่า เธอเกิดและเป็นสาวชาวเว้มาก่อนที่จะอพยพไปอยู่ฮานอย
"ในบรรดาสาวเวียดนามทั่วประเทศ สาวชาวเว้แต่งชุดเอ๋าหย่าย ชุดประจำชาติ ได้สวยงดงามที่สุด
ส่วนหนึ่งสาวเว้เป็นสาวชาววัง มีรูปร่างผิวพรรณดี ผมยาวสลวย และมารยาทงามกว่าสาวเมืองอื่น
เวลาสาวเว้ใส่ชุดเอ๋าหย่ายจึงมีเสน่ห์มาก จนเรียกว่าเป็นผู้หญิงสวยแบบอำพราง " คุณเพ็ญกล่าว
"cover everything but hide nothing"
ดูจะเป็นคำอธิบายชุดที่ใส่แล้วจะกลายเป็นผู้หญิงสวยแบบอำพรางได้เป็นอย่างดี
เอ๋าหย่ายเป็นชุดประกอบด้วยกางเกงยาวรัดรูปและเสื้อคลุมยาวผ่าข้างมาถึงขอบกางเกง
เนื้อผ้าบางเบาเวลาเดินผ้าจึงพริ้วไปตามลม และขับทรวดทรงของผู้ใส่ให้โดดเด่น
ผู้ที่ใส่ชุดเอ๋าหย่ายได้ดีจึงต้องมีรูปร่างหุ่นดีเป็นพิเศษ
เว้มีหลายสิ่งหลายอย่างคล้ายเมืองทางเหนือของไทย ไม่ว่าจะเป็นเมืองแห่งขุนเขา สายน้ำ เมฆหมอก
และสาวเว้ผู้มีความงามและผิวพรรณคล้ายสาวชาวเหนือของไทย จนไม่นานมานี้
เมืองเว้ได้ผูกสัมพันธ์ประกาศเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับเมืองเชียงราย
และทุกวันนี้ทั้งสองจังหวัดมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการค้าอยู่เป็นประจำ
--------------------------------------------------------------------------------