ครั้นเมื่อคราวที่เราต้องประสบทุกข์… ทั้งที่เกิดการไม่ได้มาซึ่งสิ่งที่รักที่พอใจ หรือการได้ประสบกับสิ่งที่เราไม่รักไม่พอใจนั้น หากเราขาด “ศีล” ความรู้สึกอันเป็นอารมณ์ที่ทุกข์นั้นจะดึงเราลงไปในทางต่ำ ทำสิ่งใดไปตามอารมณ์ที่แย่และความรู้สึกที่ทุกข์นั้น

อารมณ์ ความรู้สึกที่แย่อยู่แล้ว ถ้าเราขาดซึ่งศีลอันเป็นเครื่องร้อยรัด กุมใจ สติและสมาธิเล่าจะเกิดขึ้นคุ้มครอบ ครองใจของเรา “ทัน” ได้อย่างไร...?

อารมณ์อันแย่นั้น จะดึงเราลงไปในทางต่ำ ทำบาป สร้างกรรม

กรรมถึงแม้ว่าจะเล็กน้อยอย่างไรก็ย่อมให้ผล เปรียบหนึ่งการเติมน้ำทีละหยดย่อมทำให้แม่น้ำนั้นเต็มได้ฉันใด บุคคลที่ประมาทด้วยกรรมอันเล็กน้อยนั้นเล่าย่อมเพียบแป้ไปด้วยบาป กรรม และอกุศล ต้องตกทุกข์ได้ยากด้วยเหตุแห่งอารมณ์นั้น

ครั้นเมื่อเราต้องประสบทุกข์ ต้องเจอกับอารมณ์ที่ไม่รักไม่พอใจต่าง ๆ ขอให้เรานั้นใช้ศีล มีสติระลึกถึงศีล “มีศีล” เป็นพื้นฐานไว้คุมใจ

บุคคลผู้มีศีลเป็นพื้นฐานนั้น ย่อมกวาดออกไปเสียได้ซึ่งอารมณ์ที่แย่และความรู้สึกซึ่งทุกข์ อันจะนำมาซึ่งการกอบกรรมจากเหตุเหล่านั้น

อนึ่ง... เปรียบเสมือนกับบ้านเรือนที่สกปรกรกรุงรัง เมื่อเจ้าของ หรือผู้ที่เดินเข้าไปพบเจอเข้า แล้วอารมณ์เสีย ด่า บ่น กร่น ซึ่งความสกปรกนั้น บ้านเรือนที่เลอะเทอะ เปรอะเปื้อนอยู่นั้น หาที่จะสะอาด เอี่ยมขึ้นมาไม่ มิหนำซ้ำ ความทุกข์ ความเร่าร้อน กระวนกระวาย ความรู้สึกที่ไม่ดีทั้งของตนรวมทั้งของคนที่อยู่รอบข้าง ก็รังจะเกิดขึ้นมาให้มีทุกข์ซ้ำทุกข์ซากเข้าไปอีก

จิตนั้นก็เป็นเช่นเดียวกัน การที่เราต้องประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติ เพียงเรามีศีลเป็นพื้นฐานแห่งจิตใจ สตินั้นเล่าจะพาเราเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา ธรรมดา และ “ธรรมดา”…