วันที่ ๖ มิ.ย. ๕๑ ผมไปนำเสนอความเห็น/บรรยาย เรื่อง “จากวิทยาทานสู่ธุรกิจ : เส้นทางอุดมศึกษาไทย?” ในการประชุมที่เราเรียกกันด้วยชื่อไม่เป็นทางการว่า ศาสตราจารย์สโมสร หรือชื่อจริงว่า “วัฒนธรรมทางวิชาการของอุดมศึกษาไทย” ที่มี ศ. ดร. เจตนา นาควัชระ เป็นประธานจัดการประชุม ดู PowerPoint ของการนำเสนอของผมได้ที่นี่
การนำเสนอของผมเป็นการเสนอหลักการ ที่ชัดเจนกว่านั้น คือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์หนือแนวปฏิบัติของอธิการบดี ๓ ท่าน โดยผมได้บันทึกระหว่างการอภิปรายไว้ดังข้างล่าง
วัฒนธรรมทางวิชาการของอุดมศึกษาไทย
บันทึกจาก ศาสตราจารย์สโมสร เรื่อง วัฒนธรรมทางวิชาการของอุดมศึกษาไทย หัวข้อ “จากวิทยาทานสู่ธุรกิจ : เส้นทางของอุดมศึกษาไทย?” ๖ มิ.ย. ๕๑
ผู้อภิปราย : รศ. ดร. จีรเดช อู่สวัสดิ์, ศ. คุณหญิง สุชาดา กีระนันทน์, รศ. ดร. ปรีชา จรุงกิจอนันต์
◘ จำนวนที่เรียน ๔ – ๕ แสน จำนวนผู้เข้าเรียน ๓ แสนคน
◘ การบริหารวิชาการ ทำยาก ผู้บริหารไม่มีอำนาจสั่งการ
◘ การบริหารระบบแบบต้องการผลระยะสั้น ๑ – ๒ ปี ทำให้ขาดความต่อเนื่อง ในขณะที่การพัฒนาอุดมศึกษาจะเกิดผลในระยะยาว ๑๐ ปี
◘ นศ. ที่เข้าเรียนเปลี่ยนไปมาก สภาพ อศ. ของโลกก็เปลี่ยนไปมาก
◘ การเป็นแหล่งความรู้ แหล่งอ้างอิง ให้แก่สังคม จึงต้องเป็น ชช. วิชาการที่ ขข. มีความแตกต่าง – differentiation
◘ อุดมศึกษาหลอกๆ มหา’ลัย มหา’หลอก
◘ การท้าทายจากแหล่งใช้คน เปิดวิทยาลัย/มหาวิทยาลัย สร้างคนขึ้นใช้เอง
◘ มองศิษย์เป็นศิษย์ vs. เป็นลูกค้า
◘ Demand ต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น แต่ขาดโฟกัส ขาดการคิดอย่างลึกซึ้ง และเกิดความสูญเปล่า อยากได้เพียงในปริญญา จบออกไปตกงาน เกรดเฟ้อ ปริญญาเฟ้อ ไปถึงระดับปริญญาเอก
◘ อนาคต ถ้าปล่อยกระแสนี้ไปเรื่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้น ยิ่งเฟ้อ จนเกิดกระแสย้อนกลับ และผู้ใช้บัณฑิตรู้ทัน “จบจากที่ไหน”
◘ ต้องให้ปริญญาที่ได้ คุ้มกับค่าใช้จ่าย
◘ สอนให้ นศ. รู้บุญคุณของสังคมทางอ้อมแบบ ดร. ป๋วย “ขอแสดงความยินดีกับ นศ. ที่ได้รับทุนเข้ามาเรียน” อธิบายว่าค่าเล่าเรียนนิดเดียว แต่ค่าใช้จ่ายมากกว่าหลายสิบเท่า เป็นเงินภาษีประชาชน นศ. ต้องนึกถึงบุญคุณของประชาชน
◘ สมัยก่อน อจ. รับผิดชอบ มาสอนตรงเวลา เข้มงวดกับ นศ. ห้องเรียนไม่มีแอร์ ใช้ชอล์คเขียนกระดาน ระบบเดิมขาดแคลนวัตถุ แต่มีคุณภาพ มีน้ำใจ ของอาจารย์ เริ่มที่ธรรมศาสตร์ อ. สังเวียนสร้างหลักสูตร Mini MBA ต่อมา Executive MBA แล้วระบาดไปทั่ว
◘ กระแสสังคม อจ. ศิษย์เก่า บีบบังคับผู้บริหาร ให้เปิดหลักสูตรพิเศษ เชิงธุรกิจ ความคิดเดิมดี มุ่งประโยชน์สังคม มีกระแสชักจูงจากสังคม ให้เปิดสอนจำนวนมาก ให้เงินทองไหลมาเทมา คุณภาพหย่อน
◘ He who survives academic politics, can survive any kind of polotics.
◘ ข้อเสีย จำนวน อจ. : นศ. น้อยเกิน, อจ. สอนมากไป ไม่มีเวลาวิจัย/ดูแล นศ., ไม่เชิญวิทยากรจากภายนอก ไม่อยาก share รายได้, ไม่รับ อจ. ใหม่ กลัว share รายได้, อจ. ทำวิจัยน้อยลง วิชาความรู้ที่เอามาสอนเก่า ล้าสมัย, ส่งผลให้คุณภาพบัณฑิตลดลง ศิษย์เก่าจะตำหนิ เสียชื่อเสียงของหลักสูตร/มหาวิทยาลัย Econ crisis ไม่สำคัญเท่า Educ crisis. การเปิดหลักสูตรเชิงพาณิชย์ กระทบคุณภาพการศึกษา คุณภาพคน
◘ หลักสูตร ป. เอก เพื่อ reputation รับจำนวนน้อย ไม่ใช่เพื่อหารายได้
◘ มีการเปิดหลักสูตรแบบ “ไร่เลื่อนลอย” ย้ายที่
◘ จรรโลงคุณภาพ คุณธรรม ประโยชน์สังคม
◘ ความรับผิดชอบของสภามหาวิทยาลัย การได้มาซึ่งกรรมการสภาฯ การพัฒนากรรมการสภามหาวิทยาลัย มี Institute of University Council คล้ายๆ IOD
◘ มีโครงการที่อาจขาดทุน แต่มีเงินจากกองกลางเกลี่ยไปให้
◘ ต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง เพื่อลด waste สกอ. น่าจะบอกความต้องการกำลังคน สกอ. ต้องดูแลคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยทุกแห่ง ส่งเสริมให้เกิดความหลากหลาย
◘ ผู้บริหาร มหาฯ บริหารวิกฤต โดยส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมวิชาการที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง วัฒนธรรมคุณภาพ สร้างความรักองค์กร ปักธง สร้างความฮึกเหิม จัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม มีการจัดการทรัพยากร/รายได้ เพื่อองค์กร จัดสรรเงินเพื่อพัฒนาคุณภาพ ดูแลรายได้ของ อจ. ให้เหมาะสม จัดเงินลงไปสนับสนุนการวิจัย และการนำผลงานวิชาการสู่ ปย. เชิงพาณิชย์ แข่งกันที่ผลงาน นวัตกรรม คนที่มีคุณภาพ
◘ คณาจารย์ สร้างจิตสำนึกง่ายขึ้น ถ้าความเป็นอยู่ดีในระดับหนึ่ง ว่าเข้ามาด้วยความรัก/อุดมการณ์ ในระดับหนึ่ง หน้าที่สร้างคนเป็นหน้าที่ที่สูงส่ง มีศักดิ์ศรียิ่ง
◘ ปฏิเสธโลกาภิวัตน์ capitalism ไม่ได้ ต้องอยู่กับมันโดยมีคุณภาพ ช่วยให้มีรายได้ แต่ต้องพอดี ระมัดระวัง ต้องเลี้ยงสาขาที่ไม่ทำเงิน ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
◘ สกอ. ต้องออกระเบียบเป็นหลังพิงให้ผู้บริหาร จัด ranking เปิดเผยข้อมูล
◘ Perfect security creates no development. (Truman)
◘ อจ. มหาฯ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี
◘ ต้อง communicate ให้มากๆ
◘ ผู้บริหารอย่าแหย ต้องมีวิธีจัดการปัญหา/คนมีปัญหา ต้องสุภาพ พูดด้วยเหตุด้วยผล ทำเป็นขั้นตอน ใช้อำนาจในจังหวะที่เหมาะ
◘ อุดมศึกษาหลายเส้นทาง รู้ได้อย่างไรว่าเส้นทางนั้นมีคุณภาพ ควรมี shared vision ในกลุ่มคณาจารย์ ว่าคุณภาพของสถาบันนั้นเป็นอย่างไร
◘ อจ./ผู้บริหาร ต้องยึดความสัมพันธ์ ศิษย์-อจ. ไม่ใช่ผู้ให้บริการ-ลูกค้า เพื่อฝืนกระแส รักษาความสัมพันธ์แบบศิษย์-อจ. ให้ได้
◘ หลักสูตร ต่างทางเข้า แต่สอบด้วยข้อสอบเดียวกัน คุณภาพมาตรฐานเดียว
◘ จิตสำนึก ในหน้าที่ เพื่อสังคม ในคุณภาพ
◘ คนในสังคมมี ability to pay ไม่เท่ากัน รัฐจึงต้องช่วย หลักสูตรพิเศษสนองความต้องการพิเศษ แต่แม้มี ability to pay ก็ต้องดูแลคุณภาพ คุณภาพตรงตามที่ต้องการ ไม่ให้ อจ. หลงระเริงกับเงินมากเกินไป อจ. ต้องเป็นคนรักวิชาการ ไม่ใช่รักเงิน ถ้ารักเงินต้องไปทำงานธุรกิจ
◘ ในมหาฯ คนต้องคิดต่างกัน แต่ไม่ทะเลาะกัน
◘ มีหัวสมอง มีหัวใจ บริหาร เข้าใจวิชาการ
วิจารณ์ พานิช
๙ มิ.ย. ๕๑
อุดมเอยอุดมศึกษา
ถึงเวลาต้องเปลี่ยนต้องแปรผัน
แต่ทั้งนี้แปรเปลี่ยนเพื่อใครกัน
เพื่อเงินผันเป็นธุรกิจหรือเช่นไร
ให้เห็นอกเห็นใจผู้เรียนบ้าง
เขาไม่ต่างลูกหลานเราทั่วทั้งไซร้
อนาคตของชาติเราร่วมใจ
อย่าผลักไสเอาแต่ได้ให้ตัวเอง
.................
โดนใจจังเลยค่ะ...ขออนุญาตไปเผยแพร่ต่อนะคะ...ให้เพื่อนๆอ่านกัน...เผื่อจุดประกายสิ่งดีๆขึ้นมาค่ะ
เรียนตลอดชีวิตดีกว่าเรียนในมหาลัยตั้งเยอะ
มหาลัย กลายเป็นแหล่งขายกระดาษเสียมากกว่า