กำเนิดประชาธิปไตย มังกรน้อยแห่งหิมาลายา

นอกจากนี้  ด้วยความหวั่นเกรงว่าเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติจะถูกลบเลือนหายจากการแทรกซึมทางวัฒนธรรมของอินเดียและชนกลุ่มน้อยเชื้อสายเนปาล ในปี พ.ศ. 2530 ทางรัฐบาลจึงได้ประกาศนโยบาย “One Nation – One People หรือ Driglam Namzhag” อันเป็นแนวนโยบายแบบชาตินิยม เพื่อรักษาเอกลักษณ์และขนบธรรมเนียมประเพณีของภูฏานดั้งเดิมให้คงอยู่สืบไป  สืบเนื่องจากนโยบายกล่าวรัฐบาลในขณะจึงนั้นได้กำหนดให้ประชาชนชาวภูฏานต้องสวมใส่ชุดประจำชาติในโอกาสสำคัญต่างๆ  และใช้ภาษา Dzongkha ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมของชาวภูฏานเป็นภาษาราชการ และในปี พ.ศ. 2533  ทางการได้ประกาศให้งดสอนภาษาเนปาลเป็นภาษาที่สองในโรงเรียนอีกด้วย            

นโยบายชาตินิยมดังกล่าวนี้ส่งผลให้ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายเนปาลในภูฏานเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงอพยพลี้ภัยออกจากภูฏานไปอยู่ในค่ายลี้ภัยในประเทศเนปาลและจัดตั้งกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเพื่อปกป้องสิทธิของตนขึ้นโดยการสนับสนุนจากกลุ่มการเมืองของเนปาลทั้งในประเทศเนปาลและอินเดีย

 

ธรรมราชาแดนสวรรค์ รังสรรค์ประชาธิปไตย

           

ราชอาณาจักรภูฏานจะก่อกำเนิดเป็นราชอาณาจักรที่มีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มากว่า 100 ปี นับแต่การสถาปนาราชวงศ์วังชุกในปี พ.ศ.2450 โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดี (Druk Kyalpo – The Dragon King) เป็นองค์ประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล  กษัตริย์ทุกพระองค์ของภูฏานทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรมและทรงมุ่งพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี  เลี้ยงตัวเองได้และมีความสุขอย่างพอเพียงตามสมควร  ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ของราชอาณาจักรมังกรสายฟ้านี้เป็นที่เคารพเทิดทูนและเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของประชาชนเป็นอย่างสูงมาตลอดระยะเวลานับตั้งแต่การสถาปนาราชวงศ์

 

 อย่างไรก็ดี  ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าแม้สถาบันพระมหากษัตริย์ของภูฏานจะมีความเข้มแข็งและเป็นที่เคารพเทิดทูนเพียงใดก็ตาม  การปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งอำนาจสูงสุดในการปกครองเป็นของประชาชนก็ยังได้อุบัติขึ้นในภูฏานโดยพระมหากษัตริย์เป็นผู้ยอมสละพระราชอำนาจในฐานะองค์อธิปัตย์พระราชทานให้ด้วยพระองค์เอง  โดยปราศจากแรงกดดันหรือการปฏิวัติจากกลุ่มการเมืองฝ่ายต่างๆดังที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ  ซึ่งประวัติศาสตร์โลกชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านจากการปกครองระบอบ  สมบูรณาสิทธิราชย์มาสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยการยึดอำนาจการปกครองประเทศจากสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น  มักนำมาซึ่งความบอบช้ำจากการต่อสู้  ช่วงชิงตลอดจนความจลาจลวุ่นวายต่างๆ  ดังที่เกิดขึ้นในประเทศเนปาล  ประเทศฝรั่งเศส และแม้แต่ประเทศไทยของเราเอง นอกจากนี้มีประเด็นปัญหาที่น่าพิจารณาว่า  พัฒนาการทางการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศเล็กๆที่ถูกจัดอันดับว่าเป็นประเทศด้อยพัฒนาอย่างภูฏานนั้นจะเป็นไปในทิศทางใด  ซึ่งสังคมโลกจะได้เรียนรู้ต่อไปว่า  ระบอบประชาธิปไตยที่อุบัติขึ้นจากการสละอำนาจโดยสมัครใจขององค์อธิปัตย์แห่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น  จะมีพัฒนาการเหมือนหรือต่างกับระบอบประชาธิปไตยที่ได้มาโดยการ ขอความกรุณาเชิงบังคับ หรือ บังคับเด็ดขาด ให้องค์อธิปัตย์ยอมสละอำนาจอธิปไตยหรือไม่   

 

หากเราได้ศึกษาพัฒนาการทางการเมืองสู่ระบอบประชาธิปไตยของราชอาณาจักรภูฏานแล้ว  จะพบว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดระบอบประชาธิปไตยขึ้นในประเทศ  โดยเริ่มตั้งแต่การประกาศธรรมนูญว่าด้วย สมัชชาแห่งชาติ (Tsogdu – National Assembly) ขึ้นในปี พ.ศ.2496 อันถือเป็นการก่อกำเนิดของรัฐสภาแบบสภาเดียว (Unicameral House of Parliament) ท่ามกลางระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในรัชสมัยของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ดอจี วังชุก ซึ่งธรรมนูญฉบับดังกล่าวถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของราชอาณาจักรภูฏานก็ว่าได้  และต่อมา วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2541   สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ทรงลดทอนพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ โดยการมอบอำนาจทางการบริหารประเทศทั้งหมดให้แก่  สภาคณะมนตรี (Lhengye Zhungtsho -The Council of Minister)  ซึ่งสมาชิกคณะมนตรีแต่ละคนจะเข้าสู่ตำแหน่งโดยมติแต่งตั้งของที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติ  ตลอดจนอนุญาตให้ที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติสามารถถอดถอนกษัตริย์ด้วยมติ 2 ใน 3 ในญัตติไม่ไว้วางใจได้อีกด้วย

 

เหตุการณ์ครั้งสำคัญแห่งประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของราชอาณาจักรนี้ก็มาถึง โดยเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2548 อันเป็นวันชาติของภูฏาน สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี ซิงเย วังชุก ทรงประกาศเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ  และทรงมีพระราชดำรัสว่าจะทรงสละราชสมบัติให้แก่มกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ในปี พ.ศ.2551 อย่างไรก็ดี  ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2549  สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุกได้ทรงสละราชสมบัติให้แก่มกุฎราชกุมารจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุกขึ้นเป็นรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญพระองค์แรกของราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งเร็วกว่าที่ทรงเคยมีพระราชดำรัสไว้ถึง 2 ปี  ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้องค์มกุฎราชกุมารทรงได้เรียนรู้และสร้างเสริมประสบการณ์ที่แท้จริงในการปกครองประเทศและดำเนินนโยบายผ่อนปรนแก้ไขปัญหาต่างๆ ในฐานะองค์พระประมุขภายใต้สภาวะการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองการปกครองของประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา  ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับแรกของราชอาณาจักรภูฏาน (Draft of Thrim Chenmo) ร่างแล้วเสร็จเมื่อ 26 มีนาคม พ.ศ. 2548  โดยคณะกรรมาธิการยกร่างได้ศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆกว่า 150 ประเทศ รวมทั้งของประเทศไทยด้วย เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ  ได้ส่งผลให้ราชอาณาจักรภูฏานมีสถานะเป็นรัฐเอกราชคงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยอันเป็นของประชาชน  มีรัฐบาลผู้ใช้อำนาจทางบริหารตามระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ 

ในอดีตราชอาณาจักรภูฏานมีรัฐสภาแบบสภาเดียว (Unicameral House of Parliament) คือ สมัชชาแห่งชาติ (Tsogdu – National Aeesembly ) ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.2496  แต่โดยผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ราชอาณาจักรภูฏานมีรัฐสภาแบบสองสภา (Bicameral House of Parliament) โดยในหมวด 10 ของรัฐธรรมนูญ  ได้บัญญัติถึงหลักการว่าด้วยรัฐสภาไว้ว่า รัฐสภาเป็นองค์กรนิติบัญญัติประกอบด้วย พระมหากษัตริย์ (Druk Kyalpo) สภาแห่งชาติ (National Council) และ สมัชชาแห่งชาติ (National Assembly) 

 

โดยองค์กรใหม่ที่ทำให้ภูฏานมีรัฐสภาแบบสองสภา (Bicameral Parliament) ได้แก่ สภาแห่งชาติ (National Council) มีภารกิจตามรัฐธรรมนูญซี่งเทียบเท่าวุฒิสภา (Upper House)ในการตรวจสอบและพิจารณาในประเด็นที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ตลอดจนอธิปไตยของประเทศ และประโยชน์สาธารณะ  ประกอบด้วย สมาชิกทั้งหมด 25 คน โดยการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ 5 คน และโดยมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 20 คนจาก 20 เขตการปกครอง (Dzongkhags) ซึ่งได้จัดการเลือกตั้งแล้วเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550  ที่ผ่านมา

           

ก้าวแรกสู่ประชาธิปไตย  การเลือกตั้งครั้งใหญ่ในภูฏาน

           

การเลือกตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติในปี 2551 นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะประกาศให้โลกรู้ว่าราชอาณาจักรภูฏานที่ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มากว่า 100 ปี  ได้กลายเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภาโดยสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญที่ร่างแล้วเสร็จในปี 2548   โดยเพื่อการนี้  สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุกได้ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งขึ้นในเดือนมกราคม 2549  เพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของภูฏานที่กำลังจะจัดขึ้นในปี 2551 

 

            โดยหลังจากที่สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ทรงครองราชสมบัติในเดือนธันวาคม  2549 พระองค์ก็ได้ทรงสานต่อเส้นทางสู่ประชาธิปไตยของราชอาณาจักรต่อจากพระราชบิดา  โดยการจัดการเลือกตั้งจำลอง (Mock Election) ขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 2550 เพื่อซักซ้อมและเตรียมความพร้อมให้เจ้าหน้าที่ผู้จัดการเลือกตั้งและประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงได้คุ้นเคยกับการเลือกตั้งอันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ  โดยมีตัวแทนจากองค์การสหประชาชาติ (United Nation) และประเทศอินเดียร่วมสังเกตการณ์การจัดการเลือกตั้งจำลองในครั้งนี้ด้วย

           

และในที่สุด การเลือกตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติก็ได้จัดขึ้น  ตามกำหนดการว่าด้วยการจัดการเลือกตั้งนั้น  คณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้แต่ละพรรค  ซึ่งมีเพียง 2 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคพรรคประชาธิปไตยประชาชน (PDP) และ พรรคพรรคแนวร่วมภูฏาน (DPT)ยื่นเอกสารแสดงความจำนงลงสมัครรับเลือกตั้ง รายชื่อผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค และรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณ ตลอดจนนโยบายของพรรค  ในวันที่ 22 มกราคม 2551  จากนั้น ในระหว่างวันที่ 31 มกราคม 2551 ถึง 7 กุมภาพันธ์ 2551 พรรคการเมืองทั้งสองพรรคต้องส่งเอกสารเกี่ยวกับผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้ง 47 เขตเลือกตั้ง โดยเมื่อทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองสถานะของผู้สมัครแล้ว  ผู้สมัครทั้งหลายก็สามารถรณรงค์หาเสียงได้นับตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 ถึง เวลา 9 นาฬิกาของวันที่ 22 มีนาคม 2551 

           

และเมื่อถึงวันที่  24 มีนาคม 2551 การเลือกตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติหรือสภาล่างของราชอาณาจักรนี้ก็ได้เริ่มขึ้น โดยเปิดให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งคือ มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้วในวันที่ 1 มกราคม 2551 ได้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา และนับคะแนนเมื่อสิ้นสุดการเลือกตั้งในวันนั้น 

           

รุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตยในภูฏานได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 มีนาคม 2551 โดยทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยพรรค Bhutan Peace and Prosperity Party (DPT – Druk Phuensum)ซึ่งมีนายจิกมี  ทินเลย์ อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัยเป็นหัวหน้าพรรคได้ชนะการเลือกตั้ง โดยครองที่นั่งของสมัชชาแห่งชาติไปถึง 45 จาก 47 ที่นั่ง และพรรค People’s Democracy Party (PDP) ซึ่งมีนายซานเก เงดับ พระราชปิตุลา(ลุง)ของสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก เป็นหัวหน้าพรรค  ได้ครองเพียง 2 ที่นั่งเท่านั้น โดยการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิ 253,012 คน คิดเป็นร้อยละ 79.4 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด  ซึ่งถือว่าประชาชนภูฏานให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งในครั้งนี้พอสมควร  อย่างไรก็ดีมีข้อควรพิจารณาว่า เมื่อมีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวครองเสียงข้างมากอย่างท่วมท้นเช่นนี้ จะมีผลอย่างไรต่อพัฒนาการทางการเมืองภูฏานในระบอบประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภา 

 

โดยในวันที่ 8 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก  เสด็จไปในการพระราชพิธีเปิดประชุมรัฐสภา (First Session of The Paliament) อันถือเป็นการสิ้นสุดการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการของราชอาณาจักรภูฏาน 

 

 

 

 

 

 

ความส่งท้าย

 

หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ  เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 ได้ผ่านพ้นไป  ราชอาณาจักรภูฏานก็กลายเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้มีรัฐสภาแบบสองสภา (Bicameral Parliament) คือ สมัชชาแห่งชาติ (Tsogdu – Natioal Assembly)และ สภาแห่งชาติ (National Council) ร่วมกันทำหน้าที่องค์กรนิติบัญญัติ

 

และในท้ายที่สุด ราชอาณาจักรภูฏานก็กลายเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่มีอายุน้อยที่สุดของโลกก็ว่าได้  การขยับตัวครั้งสำคัญของมังกรน้อยแห่งเทือกเขาหิมาลัยนี้ทำให้โลกหันมาสนใจว่า  การก้าวเข้าสู่ระบอบการปกครองใหม่ของภูฏานจะดำเนินไปในทิศทางใด   ราชอาณาจักรแห่งนี้จะต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมืองที่ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายในโลกได้พบเจอหรือไม่  ก็เป็นสิ่งที่น่าศึกษาและเรียนรู้กันต่อไป

 

 

**********

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

กองเอเชียใต้ กรมเอเชียใต้ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ . ข้อมูลราชอาณาจักรภูฏาน .  (1 พฤษภาคม 2551) .  เข้าถึงได้จาก http://www.mfa.go.th/web/479.php?id=299

 

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) . ข่าวความเสี่ยงประเทศภูฏาน (1 พฤษภาคม 2551) . เข้าถึงได้จาก  http://www.exim.go.th/info/risk_main.asp?country=Bhutan

 

Bhutan general election 2008 . (May 12th ,2008) . Available URL :en.wikipedia.org/wiki/Bhutanese_general_election,_2008 .

 

 

Bhutan information (May 10th ,2008) . Available URL:

http://www.worldinformation.com/worldroot/start.asp?content=world&continent=Asia&country=975

 

Bhutan News Online . Political System of Bhutan . (May 10th ,2008) . Available URL :http://www.bhutannewsonline.com/political_system.html

 

Bhutan Observer . First Session of The Parliament . (May 12th ,2008) . Available URL :www.bhutanobserver.bt/2008/bhutan-news/04/first-session-of-the-parliament.html .

 

Federal Research Division Library of Congress By Andrea Matles Savanda, Bhutan Country Studies,:1993.(May 10th ,2008) . Available URL : http://memory.loc.gov/frd/cs/bttoc.html

 

National Council of Bhutan . (May 10th ,2008) .  Available URL :http://en.wikipedia.org/wiki/National_Council_of_Bhutan

 

The Draft Constitution of the Kingdom of Bhutan ( includes the Preamble Articles and the Glossary). (May 10th , 2008)  . Available URL :http://www.constitution.bt/draft_constitution_3rd_en.pdf