เหลียวหลังแลหน้าแผนไทยอุดร

หนทางดำเนินของการแพทย์แผนไทยจังหวัดอุดรธานี

( Udornthanee Thai Traditional Medicine And Alternative Medicine Road )

บนเส้นทางหนก่อน 2535 - 2545

                การดำเนินงานแพทย์แผนไทยของจังหวัดอุดรธานีเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อปี 2535 โดยเภสัชกรศิริชัย หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน โรงพยาบาลเพ็ญ (ตำแหน่งขณะนั้น) ได้ริเริ่มโครงการผสมผสานการดำเนินงานแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลขึ้น ได้ส่งคุณสุดาพร เหล็กมี หรืออาจารย์แดงในปัจจุบัน ไปศึกษาหลักสูตรแพทย์แผนไทยประยุกต์ 2 ปี นอกจากนั้นการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของโรงพยาบาลเพ็ญก็ได้รับการสนับสนุน จากสถาบันการแพทย์แผนไทย  ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณในการอบรมขยายผล อบรมฟื้นฟู หรืออุปกรณ์ ครุภัณฑ์ในการผลิตยาจากสมุนไพร และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี ผู้รับผิดชอบคือกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคเนื่องจากงานส่วนใหญ่ค่อนข้างจะเป็นไปในเรื่องของกฎหมาย เช่นการรับมอบตัวศิษย์ การสอบขึ้นทะเบียนผู้มีใบประกอบโรคศิลปะ การผลิตยา แต่อีกส่วนหนึ่งคือการดำเนินงานด้านสังคม การสำรวจจัดทำทำเนียบ การประสานงานเครือข่ายยังมิได้มีการดำเนินการเท่าที่ควร เนื่องจากบางครั้งติดขัดด้วยเงื่อนของกฎหมาย เพราะการควบคุมกำกับ จึงมักจะเดินสวนทางกับการส่งเสริมด้านการแพทย์แผนไทย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบโรคศิลปะ

                ในด้านการขยายผลการบริการของสถานบริการ ไม่ว่าจะเป็นในระดับอนามัยตำบล , โรงพยาบาลชุมชนแห่งอื่น ๆ ก็ได้มีการส่งลูกจ้างเข้าศึกษาต่อหลักสูตรแพทย์แผนไทยประยุกต์เช่นเดียวกัน บางแห่งก็สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง เช่น โรงพยาบาลหนองหาน , นายูง , กุมภวาปี , กุดจับ , บ้านผือ , บ้านดุง , วังสามหมอ , ห้วยเกิ้ง , พิบูลย์รักษ์ , สร้างคอม , หนองแสง ในระดับสถานีอนามัย เช่นที่ สอ.หนองเม็ก , บ้านเชียง หนองหาน , สอ.หนองหมื่นท้าว , หมูม่น อ.เมือง สอ.คำเลาะ ไชยวาน และอีกหลาย ๆ แห่ง ร่วม 100 แห่ง ในช่วงแรกที่ได้รับงบประมาณ ซึ่งเป็นงบกลางจาก สสจ. แต่ก็ยังมีบางแห่งที่ไม่สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง ยั่งยืน เนื่องจากมีปัญหาเช่นการจ้างหมอนวด ผู้ให้บริการ , การขาดผู้มารับบริการต่อเนื่อง การประสานงาน การกำหนดทิศทาง แนวคิดการดำเนินงานจากจังหวัดยังทำไม่ได้อย่างทั่วถึง

                แผนงาน / โครงการส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่วนเวียน ซ้ำซ้อน ผู้รับผิดชอบระดับจังหวัดจึงจัดทำเป็นชุดโครงการและให้ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยโครงการหลัก ๆ เช่น

-          โครงการประเภทการจัดอบรมความรู้เบื้องต้นโดยเฉพาะการนวด อบ ประคบ โดยจังหวัดจะเป็นผู้จัดอบรมในระดับเจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างของสถานบริการเพื่อให้ไปดำเนินการ หรืออบรมขยายผลต่อไปที่ อสม. ซึ่งช่วงแรก ๆ (2542 – 2544) ผู้ผ่านการอบรมยังมีน้อย ผู้ที่จะเป็นวิทยากรก็ไม่เพียงพอ แต่ตั้งแต่ 2545 เป็นต้นมาวิทยากรค่อนข้างจะเพียงพอ

-          โครงการประเภทการจัดตั้งคลินิกแพทย์แผนไทย ซ่อมแซม สถานที่ การผสมผสานการบริการเข้าสู่ระบบภาครัฐ โดยเมื่อได้รับการอบรมมาแล้ว จัดให้มีระบบบริการ เช่นให้ อสม.หมุนเวียนมาบริการ เช่นที่ สอ.ต้ายสวรรค์ ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาเรื่องการจัดการค้นหาผู้มารับบริการยังเป็นปัญหาใหญ่ที่มักจะเป็นเหตุผลที่ว่าไม่สามารถดำเนินการได้ หรือขาดผู้มารับบริการเนื่องจากเป็นช่วงลงนา เกี่ยวข้าว ไปทำงานต่างจังหวัด ไปตัดอ้อย ซึ่งน่าจะครบทั้ง 12 เดือน

-          แต่ก็ยังมีโครงการที่น่าสนใจ เช่นโครงการจัดทำทำเนียบและต่อเทียนภูมิปัญญา เป็นลักษณะการถอดชุดความรู้จากหมอพื้นบ้าน เป็นตำรายาของท้องถิ่น เช่นตำรายาโนนสะอาด โดย ภญ.ชมนาด รพ.โนนสะอาด และคณะ ตำรายากุดจับ โดย ภญ.เสาวภา รพ.กุดจับและคณะ ตำรายาหนองหาน โดย ภญ.สุชาดา และคณะ ทั้งนี้ยังมิได้มีการดำเนินการต่อยอดองค์ความรู้ วิเคราะห์หรือสังเคราะห์อย่างเป็นหลักวิชาการแต่ก็สามารถขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ และหมอพื้นบ้านได้เป็นอย่างดี ทำให้มีหมอพื้นบ้านที่สามารถประสานงานได้ เช่น พ่อแพง  ราชชะ อ.เมือง , พ่อจารย์ทองดี ศรีสมบัติ อ.หนองหาน , พ่อมหาคล้าย ใจกว้าง อ.หนองหาน , พ่อสุรินทร์ โทกุล อ.กุดจับ , พ่อเจริญ แห่งบ้านตาลเลียน อ.กุดจับ ซึ่งสามารถขยายเครือข่ายไปถึงจังหวัดอุบลราชธานี , มหาสารคาม และอื่น ๆ ได้

 

บนทางเดินปัจจุบัน (2546 – 2548) มุ่งสู่อนาคตโดยใช้วิชาการนำหน้า

จากการที่จัดตั้งงานการแพทย์แผนไทยขึ้น โดยให้มีภารกิจในการดำเนินงานด้านการส่งเสริม สนับสนุนกำหนดทิศทาง และสร้างแนวคิด ในการขยายผลด้านต่าง ๆ ของการดำเนินงานแพทย์แผนไทยในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น  การพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากร , การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ , การพัฒนาระบบบริการการแพทย์แผนไทย , การพัฒนาระบบบริหารจัดการ , การสร้างเครือข่ายประสานงานความร่วมมือรัฐและเอกชน , การพัฒนาอุตสาหกรรมยาและวัตถุดิบสมุนไพร  ทั้งนี้ในเรื่องของการควบคุมกำกับจะเป็นภารกิจของกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีกฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยให้การประสานงาน การดำเนินการเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย เช่น ส่งประกาศคณะกรรมการประกาศคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทยฉบับที่ 1 (..2547)เรื่อง การประเมินผู้ที่ส่วนราชการรับรองว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการแพทย์พื้นบ้านไทยเพื่อขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยและ ประกาศคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนไทยฉบับที่ 2 (..2547) เรื่อง การประเมินผู้ที่ส่วนราชการรับรองว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการนวดไทยเพื่อขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทยประเภทการนวดไทย , หรือประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดสถานที่เพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมสวย มาตรฐานของสถานที่

การบริการ ผู้ให้บริการ หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบเพื่อการรับรองให้เป็นไปตามมาตรฐานสำหรับสถานที่เพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมสวยตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.. ๒๕๐๙ซึ่งเปิดโอกาสให้หมอนวดแผนไทยได้มีที่ยืนในช่องของกฎหมาย และพระราชบัญญัติคุ้มครอง และส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.. 2542 ที่ว่าด้วยหลักเรื่องการอนุรักษ์คน / หมอพื้นบ้าน ตำรายา ตำราใบลาน  และป่าสมุนไพรซึ่งหากหมอพื้นบ้านยังชีพแบบพื้นบ้านยาขอหมอวานแล้วกฎหมายนี้ก็เปิดช่องทางให้

 

                พัฒนาบริการโดยใช้วิชาการนำ

                แผนงานโครงการที่ดำเนินการ จะเป็นแผนงานที่ร่วมกำหนดทิศทาง และ เป็นการใช้วิชาการนำการดำเนินการโดยผู้ร่วมดำเนินการหรือผู้ให้บริการต้องมีความพร้อม โดยจะเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เป็นลูกค้าตัวจริงโดยจากการวิเคราะห์ว่าศักยภาพของสถานบริการด้านบุคลากรน่าจะเพียงพอ และพร้อมดำเนินการ โดยมีอายุรเวท 12 คน กระจายใน 10 อำเภอ 10 โรงพยาบาล และมีผู้ผ่านการอบรมนวดเท้าถึง 88 คน กึ่งหนึ่งเป็นลูกจ้าง ที่สามารถจะดำเนินการได้ในความดูแลของผู้ผ่านการอบรมอีกกึ่งหนึ่งที่เป็นเจ้าหน้าที่ โดยจะพักโครงการอบรมไว้ก่อนเช่น โครงการประเมินผลการใช้ยาสมุนไพรสำเร็จรูปที่จ่ายให้ผู้ป่วยนอกในสถานบริการ , โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการ Neuritis ด้วยการนวดเท้า , โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยนอกของสถานบริการที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อด้วย Herbal Stream Bathing , โครงการพัฒนาระบบบริการนวดแผนไทยในสถานบริการสาธารณสุขที่มีอายุรเวท

 

 

                สานสัมพันธ์สายใยเครือข่าย

นอกจากนี้ยังจะได้เน้นโครงการที่เข้าถึงกลุ่มเครือข่ายให้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นโครงการต่อเทียนภูมิปัญญาครงการแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาหมอยาสมุนไพรที่ใช้องค์ความรู้จากใบลานดั้งเดิม , โครงการตลาดนัดแพทย์แผนไทย

 

ขยายศักยภาพ

เป็นโครงการที่เปิดให้อายุรเวท และหมอนวดได้พบปะและพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน จากโรงพยาบาลต่อโรงพยาบาล เช่น โครงการพัฒนาศักยภาพวิทยากรอบรมการนวดแผนไทย , โครงการติดตามประเมินผลผู้ผ่านการอบรมด้านการแพทย์แผนไทยจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานีระหว่างปี 2543-2547 , โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาระบบบริการแพทย์แผนไทย

 

 


ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการบริการการแพทย์แผนไทย

1.เรื่องการจ้างหมอนวด

                เนื่องจากการจ้างหมอนวดมาประจำที่สถานบริการนั้นอาจทำให้หน่วยงานที่มีงบประมาณไม่เพียงพอ  จึงขอให้สถานบริการวางหลักเกณฑ์และ Road Map ที่จะดำเนินการเป็นช่วง ๆ  เช่น

 

เตรียมทีมหมอนวดฝึกหัดไว้ในพื้นที่ ในกรณีที่เป็นการนวด

โดยอาจจะเป็นการจัดอบรมและมีข้อตกลงให้ผู้เข้ารับการอบรม

ได้ฝึกหัดนวดให้คนไข้ในสถานบริการอย่างน้อย 30 คน หรือ

เตรียมทีมผู้ให้บริการด้านอื่น ๆ ให้พร้อม

 

จัดบริการโดยนัดให้คนไข้ตามเป้าหมายมาพร้อมกับหมอนวดฝึกหัดที่เตรียมไว้

หรืออาจจะวางแผนการให้บริการตามความสามารถและจำนวนของบุคลากรในหน่วยงาน

(จัดบริการเป็นช่วง / เช่นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง)

 

จัดบริการต่อเนื่อง / สามารถจ้างหมอนวด หรือผู้ให้บริการได้

ตามจำนวนคนไข้ที่มารับบริการ

 

 

2.เรื่องไม่มีผู้รับบริการ

ค้นหาคนไข้และทำการนัดหมายคนไข้และหมอฝึกหัด (กรณีที่เป็นการนวด) โดยพิจารณาจากความสมัครใจ ทั้งนี้หากมีค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากสิทธิบัตรต่าง ๆ ให้แจ้งว่าจะต้องมีค่าใช้จ่าย และให้มีการกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกและการบริการ เช่น

กลุ่มเป้าหมาย

การบริการ

คนไข้ที่มารับยาแก้ปวดเป็นประจำอย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน

-นวดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 4 – 8 สัปดาห์

-อบสมุนไพรสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 4 – 8 สัปดาห์

นัดคราวละ 3 – 8 คน ตามจำนวนหมอนวดฝึกหัดที่เตรียมไว้ในพื้นที่เพื่อเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ของหมอนวดฝึกหัด

คนไข้เบาหวานที่เริ่มมีอาการแทรกซ้อนของปลายประสาท เริ่มมีอาการชา หรือต้องรับยาวิตามิน

-นวดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 4 – 8 สัปดาห์ หรือนวดเท้าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 4 – 8 สัปดาห์

-อบสมุนไพรสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 4 – 8 สัปดาห์

หญิงหลังคลอด

-อบสมุนไพร อาบน้ำสมุนไพรและประคบสมุนไพรวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 7 – 21 วัน

ยาสมุนไพร

ต้องมีการคัดเลือกยาสมุนไพรที่จะใช้ในการบริการ

 

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคัดกรองให้ได้ทั้งหมด อาจจะแบ่งกลุ่มตามขีดความสารถของหน่วยงาน และจะได้เก็บเป็นกรณีศึกษาต่อไป โดยในปีงบประมาณนี้คาดว่า งานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี จะได้จัดทำแผนงานโครงการที่เป็นการพัฒนาระบบบริการให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยมีกิจกรรมเช่น