ผู้เขียนบวชปี ๒๕๒๘ หลังจากออกพรรษาและสอบนักธรรมตรีแล้ว ท่านเจ้าอาวาสวัดกระดังงาก็ส่งให้มาร่วมปฏิบัติธรรมเทิดพระเกียรติที่พุทธมณฑล นครปฐม ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก... หลังจากเสร็จงานแล้วก็มีหนังสือเดินทางให้กลับภูมิลำเนาหรืออาจใช้สิทธิไปยังสถานที่ใดก็ได้ ผู้เขียนเลือกที่จะไปเชียงใหม่เพื่อต่อไปยังอำเภอปาย แม่ฮ่องสอนเมืองในหมอกตามความฝัน พักอยู่ที่วัดแพมกลาง ซึ่งเป็นชาวไทยใหญ่อยู่หลายเืดือน ก็กลับมาแล้วก็เดินออกจากเชียงใหม่ ผ่านลำพูน มาถึงลำปาง... มาเจอน้องเณรใจดีกลางทาง บอกให้รถจอดแล้วก็ชวนไปพักที่วัดม่อนธาตุ ตำบลกล้วยแพะ เมืองลำปาง พักได้ ๒-๓ วัน ท่านเจ้าอาวาสก็แนะนำว่า น่าจะไปอยู่วัดดอยม่วงคำ ซึ่งขณะนั้นได้ร้างมาหลายเดือนแล้ว ผู้เขียนก็ตอบตกลง...
วัดดอยม่วงคำ เป็นวัดที่มีอาณาเขตกว้างมาก กินพื้นที่หลายดอย แม้จะตั้งอยู่ในตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมือง แต่ทางเข้าอยู่อำเภอแม่ทะ จากถนนราดยางเข้าไปประมาณ ๒ กิโล เมื่อข้ามทางรถไฟแล้วก็จะถึงวัด (ทางรถไฟ เป็นเส้นแบ่งเขตอำเภอ) เมื่อเข้าเขตวัด ด้านหน้ามีศาลาหลังใหญ่อยู่ ๒ หลัง ขึ้นบันไดไปอีกประมาณสองร้อยเมตรก็จะถึงเชิงดอย เป็นที่ราบ มีวิหารพระนอน กุฏิไม้เก่าๆ และห้องน้ำตามสภาพ ซึ่งผู้เขียนพักอยู่ที่นี้...
ถัดจากเชิงดอยขึ้นไปก็จะมีบันไดนาคลาดชันขึ้นไปประมาณ ๕๐๐ ขั้น ต่อจากนั้นก็จะเป็นทางเท้าลาดโค้งไปจนถึงยอดดอย... บนยอดดอยนั้นจะมีวิหารขนาดกลางรูปทรงสวยงาม จากลานวิหารบนยอดดอยมองทิวทัศน์ลงมาจะเห็นตัวอำเภอเมืองลำปาง และอำเภออื่นๆ โดยรอบ.... ถัดลงไปอีกด้านก็จะเป็นทางลูกลังแคบๆ ลงไปแล้วก็ขึ้นไปยังอีกดอยหนึ่ง ก็จะมีศาลาเล็กๆ อีกหลังหนึ่ง.... และถัดจากเขตวัดออกไปโดยรอบ ประมาณ ๒ กม. จะไม่มีบ้านคนอยู่ โดยมากจะเป็นป่า...
ผู้เขียนก็ไปอยู่ที่วัดนี้รูปเดียว (ครั้งแรกน้องเณร ๒-๓ รูปไปส่งแล้วก็กลับ) ตอนเช้าก็ออกไปบิณฑบาตที่หมู่บ้านใกล้สถานีรถไฟแม่ทะ ซึ่งมีบ้านเรือนอยู่ประมาณ ๗-๘ หลังคาเรือน โดยอาศัยเดินตามทางรถไฟ พอเจอบ้านโยม ก็ไปยืนหน้าบ้านให้เค้าเห็น ท่องบทยถาปัจจยัง ๓ จบ ถ้าไม่ใส่ก็แผ่เมตตาแล้วก็เลยไปอีกบ้าน... ก็ใส่อยู่ ๓- ๕ บ้าน (บางบ้านไม่เคยใส่เลย แต่ผู้เขียนก็ยืนทุกวัน) อาหารที่ได้มาประจำ นอกจากข้าวเหนียวแล้วโดยมากก็จะเป็น ปลาแห้ง เนื้อย่าง และแคบหมู ส่วนขนมหรือผลไม้นั้นจะมีเพียงบางวันเท่านั้น แต่ก็พอฉัน พออยู่ได้... ใช้เวลาเดินทางไปกลับก็ชั่วโมงกว่าเกือบสองชั่วโมง...
เนื่องจากทางรถไฟเป็นวิถีโค้ง ผู้เขียนจึงพยายามค้นหาทางลัดเพื่อจะไปกลับได้เร็วขึ้น โดยการสำรวจเส้นทางตอนเดินกลับจากบิณฑบาต ซึ่งผู้เขียนก็ค่อยๆ ลัดเส้นทางได้ครั้งละนิดละหน่อย... จนกระทั้งวันหนึ่ง ผู้เขียนเกิดหลงทางกลับไม่ถูก... จำได้ว่า วันนั้น ออกไปบิณบาตตอนหกโมงเช้า กว่าจะหาทางกลับถึงวัดก็เกือบสิบเอ็ดนาฬิกา และเหตุการณ์วันนั้น ผู้เขียนจำไม่ลืมเลย...
ยี่สิบกว่าปีก่อน แถวอำเภอแม่ทะ ยังมีเกวียนใช้อยู่พอสมควร การค้นหาทางลัดก็อาศัยตามรอยเก่าของทางเกวียน... วันที่หลงนั้น ผู้เขียนตามทางเกวียนเก่าๆ เข้าไป ซึ่งย่อมมีทางเกวียนที่แยกไปซ้ายบ้างขวาบ้างตามธรรมดา ซึ่งในฐานะผู้สำรวจก็ต้องตัดสินใจเลือกและลองผิดลองถูกเอาเอง.... วันนั้น ยิ่งเดินไป ทางเกวียนเก่าก็กลายเป็นทางเกวียนร้าง และทางเกวียนขาดในที่สุด... กลายเป็นว่า พื้นล่างก็มีหนามมากมาย (ไม่สวมรองเท้า) รอบข้างก็มีแต่ป่ารก มองไปด้านบนก็ไม่เห็นท้องฟ้า หนามก็เกี่ยวจีวรอยู่เสมอ บางทีก็ฉีกขาด มือก็ต้องอุ้มบาตร ไม่อาจจะทิ้งบาตรไปได้ นับว่าน่าเวทนายิ่งนัก...
ผู้เขียนค่อยๆ แทรกตัวออกมา จนกระทั้งทะลุมายังที่โล่ง ซึ่งเป็นเนินสูง เป็นป่าหิน และมีกอไผ่อยู่เป็นหย่อมๆ... ขณะนั้น ตะวันโด่งแล้ว น่าจะเก้านาฬิกากว่าๆ ผู้เขียนก็นั่งพัก เปิดบาตรฉันข้าวแก้โรคหิวไปส่วนหนึ่ง ก็ค่อยๆ เดินสังเกต จนกระทั้งเจอยอดดอยม่วงคำ ซึ่งมีวิหารเป็นที่่สังเกตได้จากระยะไกล จึงค่อยๆ คิด และเดินกลับวัด (5 5 5....)
ตอนไปครั้งแรก ผู้เขียนอยู่วัดดอยม่วงคำ ๒-๓ เดือน หลังจากกลับมาสงขลา ก็ขึ้นไปอยู่อีกเป็นบางครั้งบางคราวในช่วงประมาณปี ๒๕๒๙- ๒๕๓๑ ก็คุ้นเคยกับสถานที่แถวนั้นพอสมควร... ก่อนเข้าพรรษาในช่วงนั้น ท่านอาจารย์วิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดเมืองศาสน์ ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นเจ้าคณะตำบลกล้วยแพะ (ปัจจุบันท่านเป็นพระครู...) เคยเขียนจดหมายมาให้ผู้เขียนไปจำพรรษาที่นั้น เพื่อจะได้ตั้งเป็นรักษาการเจ้าอาวาส แต่ผู้เขียนเป็นห่วงโยม ไม่่อยากร่อนเร่ให้ทางบ้านเป็นห่วง จึงพักจากการเที่ยวมาเริ่มเรียนบาลีเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา...
ประสบการณ์ในวัดตอนสมัยเที่ยวแบกกลดร่อนเร่นั้น นอกจากเรื่องหลงป่าตอนอยู่วัดดอยม่วงคำนี้แล้ว อีกเรื่องก็คือพระธุดงค์ซ้อนท้ายจักรยาน ซึ่งนึกถึงอดีตก็ขำๆ ค่อยนำมาเล่าต่อไป...
นมัสการหลวงพี่
หลวงพี่ไปไกลจัง เรื่องลำบากๆ นี่ พอกลับมานึกย้อนไปก็สนุกดี แต่ตอนที่เจอเดี๋ยวนั้นมันไม่สนุกเอาเสียเลย อิๆ
ป.ล. ว่าจะไล่ตามอ่านเรื่องภาษาบาลีของหลวงพี่ให้ครบ ยังอ่านได้หน่อยเดียวครับ
นมัสการพระคุณเจ้า
เคยใด้ยินแต่ "เวทนาขันธ์ "
แต่เรื่องของพระคุณเจ้า "เวทนาบาตร" 555
กราบนมัสการหลวงพี่มหาชัยวุธ
ชอบอ่านเรื่องธุดงค์ค่ะ เป็นชีวิตที่อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ไม่รู้ทำไม ตอนนี้ใช้วิธีธุดงค์ในใจ แบบเข้าศึกษาตัวตนเองเอา รู้สึกศรัทธาและพอจะเข้าใจวัตถุประสงค์ของการบวชและการธุดงค์ (ยังไ่ม่แน่ใจว่าเข้าใจมากขนาดไหน เป็นการเข้าใจแบบคนไม่เข้าวัด ไม่ได้ศึกษาบาลี และศึกษาแบบอ่านหนังสือ ฟังเทศน์ที่เป็นเทป แล้วก็ลองปฏิบัติเอา) มาต่างประเทศเที่ยวนี้ก็บอกกับคนใกล้ตัวว่าเหมือนมาธุดงค์(แบบสบาย)จากบ้านจากเมืองมาปฏิบัิติในอีกที่หนึ่ง..ได้สำรวจจิตใจของตัวเอง..เรียนรู้ธรรมะจากการสำรวจตัวเองไปด้วยเนืองๆ และได้เปลี่ยนแนวคิดในการปฏิบัติตัวมากขึ้นค่ะ
ธ.วั ช ชั ย
..........
บังหีม
............
กมลวัลย์
..........
เจริญพร
เรื่องทำอะไร ลำบากๆ นี่ พอกลับมานึกย้อนไปก็สนุกดีนะคะ แต่ตอนที่เจอเดี๋ยวนั้นมันไม่สนุกเลยค่ะ
กราบ 3 หนค่ะ
Sasinanda
เจริญพร
หลวงพี่ไปอยู่องค์เดียว ไม่กลัวผี ความมืด หรือว่าสัตว์เลื้อยคลานหรอครับ
ก็กลัวเหมือนกัน แต่ไม่ถึงกับขี้ขลาด...
ตอนนั้น อายุยี่สิบต้นๆ ยังห้าวอยู่ (5 5 5...) เดียวนี้เลยหลักสี่มาหลายปีแล้ว เริ่มถูกน้องๆ หลานๆ แซวว่าคนแก่ (5 5 5...)
เจริญพร
มีข้อสอบถามอีกนิดครับ ถ้าเลยเพลหลังเที่ยงไปแล้ว จะฉันยาคูล นมข้าวกล้อง หรือนมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ หรือ โอวัลติน กาแฟ อะไรพวกนี้จะได้ไหมครับ ที่ยกตัวอย่างมาพอมีอะไรฉันได้บ้างครับ แล้วถ้าฉันได้จะฉันได้จนมืด ดึกเลยได้ไหมครับ คำถามอาจจะไม่เข้ากับหัวข้อ แต่ขอขอบพระคุณสำหรับคำตอบครับ
เคยเขียนเล่าไว้ ลองอ่าน น้ำเต้าหู้ (อีกแล้ว)
เจริญพร
วัดดอยม่วงคำตั้งอยู่เลขที่ 359หมู่ 4 ตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมืองจังหวัดลำปาง
เป็นวัดของชาวไทลื้อที่อยู่ในตำบลกล้วยแพะ เคยซบเซามาก่อนเพราะบริเวณยอดพระธาตุดอยม่วงคำอยู่ในเขตพระบาทแต่บริเวณทางขึ้นอยู่ในเขตอำเภอแม่ทะแต่กิจกรรมในวัดชาวไทลื้อได้ดำเนินกิจกรรมตามประเพณีมาทุกปีมีชาวอำเภอแม่ทะทำกิจกรรมตรงทางขึ้นวัด แต่ก็ละทิ้งไปด้วยความเชื่อที่ว่าไม่ใช่ของตนเองเกิดอภินิหารต่างๆมากมายที่เกิดกับชาวบ้านในที่สุดชาวไทลื้อตำบลกล้วยแพะ ก็ได้ทำหนังสือไปตามลำดับขั้นตอนและทำประชาวิจารณ์ในจังหวัดลำปางแล้วตกลงเจ้าของที่แท้จริงก็คือชาวไทลื้อในตำบลกล้วยแพะและให้เลขที่ตามข้างบน วันนี้พอแค่นี้ก่อนมีอภินิหารที่เป็นจริงอีกมากมายที่เกิดขึ้นคงมีโอกาสได้เล่าสู่กันฟังต่อไป
วันงานดอยม่วงคำครั้งหนึ่ง เคยร่วมทำพิธีสวดเบิก ก็ซ้อมอยู่หลายวันกว่าจะถึงวันงาน...
สวดเบิก ก็สวดบทอวิชชาฯ เป็นต้น แปลกแต่ท่วงทำนอง ไม่เคยเจอที่ไหน เพราะลากเสียงยาวๆ บางครั้งก็ช้าบางครั้งก็เร็ว หลวงพ่อมีก้านธูปเคาะเป็นจังหวะด้วย ตอนนี้ว่างๆ ยังนำมาสวดรำลึกความหลังอยู่บ้าง...
เจริญพร