ภาวะการตลาด

 


  สถานการณ์ทั่วไป

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง ซึ่งเหมาะสมกับภาพอากาศร้อนชื้น จัดอยู่บริเวณใกล้เคียงกับเส้นศูนย์สูตร ดังนั้ปาล์มน้ำมันจึงเจริญเติบโตได้ดีในภาคใต้ของประเทศบริเวณพื้นที่ที่ปลูกมากที่สุด คือจังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร สตูลและตรัง โดยจังหวัดกระบี่ ปลูกมากที่สุดจำนวน 537,637 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 39.40 และรองลงมาได้แก่จังหวัดสุราษฎร์ธานี 405,213 ไร่ และจังหวัดชุมพร 216798 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 29.70 และ 15.89 ของพื้นที่ปลูกทั้งประเทศตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องจากผลตอบแทนการปลูกปาล์มน้ำมันดีกว่าการปลูกพืชชนิดอื่นเช่นยางพาราและการทำนาข้าว จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกประกอบกับมีโครงการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกปาล์มทั่วประเทศ คาดว่าปริมาณความต้องการน้ำมันปาล์มภายในเพิ่มขึ้นมากทั้งนี้เพราะราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ความแตกต่างของราคาภายในและภายนอกประเทศไม่จูงใจให้มีการลักลอบเข้ามาบริโภคทั้งหมดเพิ่มขึ้นสูงเช่นกัน โดยในปี 2539 ส่วนแบ่งของน้ำมันปาล์มต่อการบริโภครวมของโลกเท่ากับร้อยละ 15.42 เพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 17.81, 22.00 และ 25.39 ในปี 2543, 2553 และ 2563 ตามลำดับ


แหล่งผลิต

ในด้านการผลิต ในปี 2540 ปาล์มน้ำมันมีเนื้อที่ให้ผลผลิต 1,047,612 ไร่ผลผลิตปาล์มปาล์มสดทั้งทะลาย 2.78 ล้านตัน ส่วนปี 2541 คาดว่าพื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 60,000 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผลผลิต 1,109,245 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 2,794,367 ตัน ผลผลิตปาล์มน้ำมันดังกล่าวสามารถผลิตเป็นน้ำมันปาล์มได้ประมาณ 475,042 - 530,929 ตัน (คืดที่อัตราแปลง ร้อยละ 17 - 19) ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ปลูกมากในจังหวัดภาคใต้ของไทย ซึ่งถือว่าเป็นเขตเศรษฐกิจปาล์มน้ำมัน ได้แก่ จังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร สตูล ตรัง ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง นครศรีธรรมราช สงขลา และพังงา โดยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันทั้งสิ้น ประมาณ 1,364,332 ไร่


ฤดูปลูก

การปลูกปาล์มน้ำมันควรกำหนดเวลาให้ตรงกับช่วงฤดูฝน เพราะปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดการอยู่รอด และเจริยเติบโตของต้นกล้าปาล์มน้ำมันคือ ความชื้นในดิน ฤดูฝนในภาคใต้ของประเทสไทยจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม - ตุลาคม แต่ฤดูปลูกที่เหมาะสม อยู่ในระหว่างเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูฝนควรปลูกเมื่อตกแล้ว เพราะดินมีความชื้นการปลูกในช่วงนี้ทำให้ต้นปาล์มน้ำมัน ตั้งตัวในแปลงได้ยาวนานก่อนถึงฤดูแล้ง


ปริมาณการผลิตทั้งประเทศ

ในปี 2540 ปาล์มน้ำมันมีเนื่อที่ให้ผลผลิต 1,047,612 ไร่ ผลผลิตปาล์มสดทั้งทะลาย 2.78 ล้านตัน ส่วนปี 2541 คาดว่าพื้นที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 60,000 ไร่ เป็นพื้นที่ให้ผลผลิต 1,109,245 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 2,794,367 ตัน ผลผลิตปาล์มน้ำมันดังกล่าวสามารถผลิตเป็นปาล์มน้ำมันได้ประมาณ 475,042 - 530,929 ตัน (คิดที่อัตราแปลงร้อยละ 17-19)

  ปี เนื้อที่ให้ผล1,000 ไร่ ผลผลิต ผลผลิตต่อไร่
  1,000 ไร่ %เพิ่มขึ้น 1,000 ตัน %เพิ่มขึ้น กิโลกรัม %เพิ่มขึ้น
  2537 869.753 4.40 1,922.520 5.21 2,210.000 0.79
  2538 918.835 5.64 2,255.453 17.32 2,455.000 11.05
  2539 1,011.895 10.13 2,657.003 17.80 2,626.000 6.97
  2540 1,047.612 3.53 2,777.683 4.54 2,651.000 0.98
  ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
  ส่งเสริม (ลักษณะประจำพันธุ์)

พันธุ์ที่ส่งเสริม เทเนร่า หรือ ดี x พี


การใช้ประโยชน์

1. น้ำมันปรุงอาหาร
2. มาการีนหรือเนยเทียม
3. น้ำมันสำหรับทอด (Frying Fat)
4. เนยขาว
5. น้ำมันปาล์มเติมไฮโดรเจน (Hydrogenated Palm Oil)
6. นมข้นหวาน
7. ไอศครีม
8. ครีมเทียมและนมเทียม
9. กรดไขมันอิสระ (Palm Fatty Acid Distilled PEAD)
10. สบู่ น้ำมันปาลืมสามารถนำมาใช้ผลิตสบู่ได้ ทั้งสบู่ฟอกร่างกายและสบู่ซักล้าง การทำสบู่มีหลายสูตร ยกตัวอย่างสูตรทำสบู่ฟอกร่างกายสูตรหนึ่งใช้ปาล์มสเตียรีนร้อยละ 40 น้ำมันปาล์มร้อยละ 40 และใช้น้ำมันเมล็ดในปาล์มหรือน้ำมันมะพร้าวร้อยละ 10

ภาวะการตลาด

การค้าน้ำมันปาล์มของไทยไม่มีนัยสำคัญทางการค้า ทั้งนี้เพราะปริมาณผลผลิตใช้บริโภคภายในเป็นหลัก กอร์ปกับราคาน้ำมันปาล์มไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศ อย่างไรก็ตามในปี 2537 ต่อต้นปี 2538 เนื่องจากมาเลเซียและอินโดนีเซียเกิดปัญหาอุปทานตึงตัวและน้ำมันปาล์มมีราคาเพิ่มขึ้นสูง ขณะที่ไทยสามารถผลิตน้ำมันปาล์มได้เกินความต้องการ จึงมีการส่งออกน้ำมันปาล์มปริมาณ 15,704 ตัน มูลค่า 265.72 ล้านบาท ในปี 2538
สำหรับการนำเข้าน้ำมันปาล์มในอดีต เนื่องจากน้ำมันปาล์มเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการนำเข้า แต่ในทางปฏิบัติไม่อนุญาตให้นำเข้า อย่างไรก็ตามในปี 2538 ไทยต้องการยกเลิกมาตรการดังกล่าวภายใต้ข้อตกลงองค์การค้าโลก (WTO) และใช้มาตรการด้านภาษีเพียงอย่างเดียว ดังนั้นในปี 2538 ไทยปริมาณการนำเข้านอกเหนือจากปริมาณที่ต้องเปิดตลาดเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 157 อย่างไรก็ตามเนื่องจากปริมาณความต้องการใช้ภายในเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าการเพิ่มขึ้นของผลผลิต จึงทำให้ราคาน้ำมันปาล์มเพิ่มสูงขึ้น และเพื่อแก้ไขปัญหาราคาภายในประเทศ ไทยจึงได้ขยายปริมาณเปิดตลาดนำเข้าน้ำมันปาล์มเป็นจำนวน 15,000 ตัน และเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 10 ดังนั้น ในปี 2538 ไทยนำเข้าน้ำมันปาล์มรวมทั้งสิ้น 19,421.71 ตัน มูลค่า 337.80 ล้านบาท ส่วนปี 2539 เนื่องจากภาวะการขาดแคลนน้ำมันปาล์มในช่วงปลายปี 2538 ต่อต้นปี 2539 ไทยจึงเปิดตลาดนำเข้าน้ำมันปาล์มจำนวน 25,000 ตัน ส่งผลให้ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2539 ปริมาณนำเข้ามีรวมทั้งสิ้น 25,253.52 ตัน มูลค่า 350.93 ล้านตัน

ความต้องการภายในประเทศ

ปริมาณการบริโภคและความต้องการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศจะกระจายไปยังผู้ใช้ระดับต่าง ๆ คือ การบริโภคโดยตรงในรูปน้ำมันพืชสำหรับปรุงอาหารประมาณร้อยละ 65 ของการผลิตทั้งหมดและอีกประมาณร้อยละ 35 จะใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่นอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมสบู่ อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและยา อุตสาหกรรมฟอกหนัง อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักรในอุตสาหกรรมสิ่งทอและถลุงแร่ เป็นต้น
โดยในปี 2540 คาดว่าจะมีความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบประมาณ 530,000 ตัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามลำดับ และอยู่ในอัตราเพิ่มที่สูง เนื่องจากน้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันพืชที่ราคาถูกกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ และสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายทั้งอุตสาหกรรมบริโภคและอุปโภค จึงได้มีการนำน้ำมันปาล์มไปใช้ทดแทนน้ำมันพืชชนิดอื่น ๆ ที่ใช้ทดแทนกันได้ นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับราคาในตลาดโลกที่สูงขึ้น ทำให้ความแตกต่างของราคาภายในและภายนอกประเทศไม่จูงใจให้มีการลักลอบนำเข้า ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศจึงมากขึ้น


สภาวะราคาในประเทศ

ราคาเฉลี่ยของผลปาล์มที่เกษตรกรขายได้ น้ำมันปาล์มดิบ ณ ตลาดกรุงเทพฯ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ชนิดปี๊บในปี 2539 มีราคาเท่ากับ 2.26, 14.94 และ 23.36 บาท/กิโลกรัม ซึ่งมีราคาสูงกว่าปี 2538 ซึ่งมีราคาเท่ากับ 2.29, 15.50 และ 24.81 ตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องจากในปีนี้เกิดภาวะฝนตกหนักในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงกับราคาน้ำมันปาล์มภายในประเทศ ราคาต่างประเทศที่สูง ทำให้การลักลอบนำเข้าลดลง และส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มที่ผลิตได้ภายในเพิ่มสูงขึ้น จนเกิดความต้องการส่วนเกินจึงทำให้ราคาเพิ่มขึ้น

  ตารางแสดงราคาผลปาล์มน้ำมันดิบ และน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์
  ปีการผลิต ผลปาล์มทั้งทะลายเกษตรกรขายได้ น้ำมันปาล์มดิบณ ตลาดกรุงเทพฯ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ชนิดปีบ (ตลาดกรุงเทพฯ)
  2535 2.10 14.84 24.74
  2536 1.83 13.17 20.58
  2537 1.75 13.69 18.33
  2538 2.08 15.87 22.61
  2539 2.26 14.94 23.36
  สภาวะการค้าของต่างประเทศ

มาเลเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก โดยมีส่วนแบ่งด้านการผลิตร้อยละ 55 ของผลผลิตโลก ผลผลิตน้ำมันปาล์มของมาเลเซีย จะมีเท่ากับ 7.8 ล้านตัน ผลให้การเก็บเกี่ยวล่าช้า และฝนจะยังคงตกหนักต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแหล่งปลูกปาล์มที่สำคัญของประเทศ ดังนั้นจึงส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มซื้อขายล่วงหน้า ณ ตลาดมาเลเซีย มีราคาสูงขึ้นเป็น 14.59 บาท/กิโลกรัม ซึ่งมากกว่าปี 2537 เท่ากับ 2.59 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 20.94 และปี 2539 ราคาน้ำมันปาล์มในประเทศมาเลเซียลดลงเหลือ 11.83 บาท/กิโลกรัม ซึ่งต่ำลงเหลือใกล้เคียงกับปี 2532 สำหรับการส่งออกมาเลเซียเป็นผู้นำในการส่งออกปาล์มของโลก โดยมีส่วนแบ่งด้านการส่งออกร้อยละ 64 ของการส่งออกโลก โดยในปี 2538 ส่งออกน้ำมันปาล์มทั้งสิ้น 6.5 ล้านตัน สำหรับอินโดนีเซีย ในปี 2538 ประมาณการว่าพื้นที่ปลูกเท่ากับ 11.29 ล้านไร่ ผลผลิตน้ำมันปาล์มได้4.4 ล้านตัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 24 และอนาคตคาดว่าอินโดนีเซียจะเป็นผู้นำในการผลิตน้ำมันปาล์มแทนมาเลเซีย ทั้งนี้เพราะอินโดนีเซีย ยังสามารถขยายพื้นที่ปลูกออกไปได้อีกนาน


ปริมาณการตลาด

การเปิดตลาดให้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มจำนวน 4,629 ตัน จะส่งผลกระทบรุนแรงหนักต่อสภาวะการผลิตและการตลาดภายในประเทศ เนื่องจากปริมาณการนำเข้าน้อยมาก เมื่อเทียบกับผลิตภายในประเทศหรือคิดเป็นร้อยละ 1 ประกอบกับปัจจุบันผลผลิตภายในยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นการนำเข้าจึงทำให้อุปทานของน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น

   ที่มา www.google.com  (ปาล์มน้ำมัน) , สำนักงานเศรษฐกิจแห่งชาติ