อันความรู้ในสังคมทุกวันนี้ “รู้ดีก็ยุ่ง รู้ไม่ดีก็ยิ่งยุ่ง...”

ความรู้ทางโลกนั้นได้ชื่อว่าเป็นความรู้เฉพาะกาล อันความรู้เฉพาะกาลย่อมใช้ได้เฉพาะกาล เมื่อกาลหนึ่งผ่านไป กาลใหม่ผ่านเข้ามา ความรู้นั้นย่อมลดคุณค่า เสื่อมราคา ทอนประโยชน์ และอาจเกิดโทษขึ้นได้ เพราะความรู้นั้นจะกลายเป็นความ “ลังเลสงสัย” เมื่อความรู้ใหม่กับความรู้เก่ามาชนกัน

คนในสังคมทุกวันนี้ต้องวกวนอยู่ด้วยเรื่องของกาม กิน และเกียรติ
“กาม” เป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน
“กิน” เป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา
“เกียรติ” เป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้

ความรู้ใดที่นำมาซึ่ง กาม กิน และเกียรติได้ มนุษย์จักแสวงหาและศรัทธาความรู้นั้น
ความรู้ใดที่ตัดทอนกำลังของ กาม กิน และเกียรติ มนุษย์นั้นย่อมจัก ลังเลและสงสัย

อันความรู้ที่ผู้คนจำหน่าย จ่าย แจกกันในทุกวันนี้หาใช่ความรู้ที่บริสุทธิ์ เปรียบประดุจน้ำตาลที่หวานแต่เคลือบไปด้วยยาพิษก็มิปราน

ยิ่งรู้มากยิ่งยุ่งมาก ยุ่งจิต ยุ่งใจ เพราะมนุษย์นั้นขาดซึ่ง “สติ” กำกับอยู่ในใจไว้รู้เท่ารู้ทัน
เมื่อเจอกาม สติหาย
เมื่อไม่ได้กิน สติวาย
เมื่อกินมาก สติล้มละลาย
ยิ่งเจอเกียรติไซร้ สติกระจัดกระจาย มิรู้ทัน

อันต้นเหตุที่ก่อซึ่งความลังเลสงสัย (Uncertainty ) อันเป็นสิ่งที่กั้นจิตไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม และเกิดเป็นอกุศลกรรมที่กั้นจิตซ้ำให้เศร้าหมองและทอนปัญญาให้อ่อนกำลังนั่นคือ “ความรู้...”

ความรู้ที่ไม่บริสุทธิ์ ความรู้ที่เคลือบแคลง แฝงกิเลส ความรู้ที่มีผู้อยากให้เรารู้ รู้เพื่อเอา มิได้รู้เพื่อให้ รู้แล้วเราจักได้จักเสียไปซึ่งทรัพย์กายและทรัพย์ใจอเนกอนันต์

อันว่าทางทั้งหลาย มรรคคือองค์แปดนี้ ประเสริฐที่สุด
อันว่าบททั้งหลาย บท ๔ คืออริยสัจสี่นี้ ประเสริฐที่สุด
อันว่าธรรมทั้งหลาย วิราคะ หรือการปราศจากจากความกำหนดยินดีในกามนั้น ประเสริฐที่สุด
บรรดาสัตว์ ๒ เท้า พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุนั้น ประเสริฐที่สุด
(พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน)


ความรู้ในชีวิตนี้แบ่งออกไปสามจำพวก
พวกหนึ่งนั่นคือ ความรู้ที่จำเป็นต้องรู้...
ความรู้ที่จำเป็นต้องรู้นั้นคือเรื่อง “ชีวิต”
ชีวิตคือลมหายใจใคร ๆ รู้
ชีวิตคือการต่อสู้ควรศึกษา
ชีวิตคืองานตระการตา
ชีวิตมีคุณค่าควรคุ้มครอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ในมรรคมีองค์ ๘ นั้น ไปเป็นเพื่อทัศนะอันบริสุทธิ์ เป็นทางที่ให้มารหลงติดตามมาไม่ได้ อีกซ้ำทุกข์นั้นให้หมดสิ้นไป ความรู้ในองค์ ๘ แห่งมรรคไซร้จะช่วยดับความลังเลและสงสัยในชีวิตนี้ได้โดยพลัน

ความรู้สองคือความรู้ที่ควรรู้...
ได้แก่ ความรู้ในเรื่องที่เราจะต้องไปรับใช้เขา ไปบริการเขา ไปทำงานให้เขา เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัย ๔ สำหรับดำรงชีวิตและเรียนรู้เรื่องชีวิต ความรู้นี้ต้องขวนขวายหาความรู้ให้ดี ต้องก้าวหน้าและพัฒนาต่อไป

ความรู้สามคือ ความรู้ที่รู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้...
อันว่าความรู้เรื่องโลก เรื่องจักรวาล เรื่องหนัง เรื่องละคร เรื่องประเทศนั้น ประเทศนี้ เรื่องใครจะด่าใคร ใครทำร้ายใคร ใครฆ่ากัน ใครโกรธแค้นแก่งแย่งชิงดีกัน เรื่องราวเหล่านี้นั้น ไม่รู้ได้เป็นดี

แต่ในความรู้ทั้ง ๓ ประเภท นั้นมีเหตุต้องเคลือบแคลงและสงสัย เพราะทุกวันนี้มีภัยแฝงกับความรู้นั้นต่าง ๆ นานา

สุดท้ายจะเป็นอย่างไรเรานั้นต้องพึ่งตนเองในการคัดการกรอง “สติ” ที่มีศีลเป็นบาทเป็นฐานนั้น เป็นสติและสมาธิที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก หากเรารักษาศีลให้ดี สตินี้จะรู้อย่างเท่าทัน
รู้กาย รู้ใจนั้นประเสริฐแท้
แต่เรื่องความรู้ภายนอกนั้น ขอเพียงรู้สักแต่ว่ารู้ เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่า สักแต่ว่านี้หนาจะเป็นทางดับวิจิกิจฉาได้โดยพลัน

หรือถ้าใจเด็ด และเด็ดขาด ใช้ศรัทธาตัด ใช้ศรัทธาพิฆาตได้จักดี
ศรัทธาที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
ศรัทธาที่ตั้งมั่นอยู่ในพระรัตนตรัย
ศรัทธาในพระธรรมคำสั่งสอนไซร้ เด็ดใจจริง

สุดท้าย ศีล สมาธิ ปัญญา ไตรสิกขานี้เน้นแน่นหนัก
ไตรสิกขานี้หากแจ่มชัดจิตจักก้าวหน้าในคุณธรรม
อันธรรมนั้นจะนำจิตให้บรรลุซึ่งคุณความดี
กุศลกรรมจะนำจิตให้สดใสและส่งผลให้ปัญญามีกำลัง
ตั้งมั่นอยู่ในไตรสิกขานั้น นิวรณ์ ๕ ดับขาดกัน ข้ามได้เอย...