เมื่อเช้าดิฉันได้รับ e-mail จากคุณกรศินันท์ เลิศสกุลจินดา นักศึกษาพยาบาลปริญญาโทของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่สนใจจะทำวิทยานิพนธ์โดยใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน ดิฉันให้คุณกรศินันท์ศึกษาเรื่องการจัดการความรู้ให้เข้าใจ แต่อธิบายอย่างไรคุณกรศินันท์คงจะนึกภาพไม่ออก ดิฉันก็เลยมอบหมายให้ไปเรียนรู้วิธีการทำงานจากคุณหมอฝน สกาวเดือน นำแสงกุล รพ.ครบุรี
น่าชื่นชมที่คุณกรศินันท์ได้ใช้เวลาและความพยายามในการไปเรียนรู้ครั้งนี้ และขอบคุณคุณหมอฝนที่เปิดโอกาสและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ คุณกรศินันท์เล่าเรื่องราวมายาวนับ ๑๐ หน้า ดิฉันจะทยอยลงบันทึกให้ผู้อื่นได้เรียนรู้ด้วย
วัลลา ตันตโยทัย
กราบเรียน อาจารย์วัลลาที่เคารพ
หลังจากที่หนูได้ไปดู KM ที่ รพ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ทำให้หนูเข้าใจกระบวนการและขั้นตอนการทำ KM มากขึ้น ได้เรียนรู้ระบบงานในชุมชนของ รพ.ครบุรีนี่เขาทำกันเวิร์คมากๆๆ หนูเริ่มมีไฟมากขึ้นแล้วค่ะ แต่หลังจากที่กลับมา 1 เดือนต้องกลับมาชดใช้เวรที่ขอแลกไปโคราช ไฟในตัวหนูก็มอดลงไปนิดหน่อย แต่เริ่มเปล่งแสง เมื่อได้ยินข่าวจากพี่หัวหน้าฝ่ายการพยาบาล รพ.หนูเอง พี่เขาให้หนูเข้าร่วมทีมเบาหวานอย่างเป็นทางการ แต่จะเริ่มปฏิบัติงานเดือนกรกฎาคมนี้ค่ะ และที่สำคัญข่าวจากสำนักวิชาว่า มีการรายงานความก้าวหน้าของการทำวิทยานิพนธ์ในวันที่ 27 มิถุนายนที่จะถึงนี้ หนูได้แนวคิดและคิดว่าคงจะไปถูกทาง แต่ยังเรียบเรียงและพิมพ์งานไม่เสร็จค่ะ หนูจึงรายงานความก้าวหน้าเป็นสิ่งดีๆที่ได้จาก รพ.ครบุรีก่อนนะคะ อาทิตย์หน้าคงเสร็จทันทั้ง 3 บท ไม่ทราบว่า หนูเล่าเรื่อง (Storytelling) ได้เป็นอย่างไรบ้างคะ พอไปได้ไหมคะอาจารย์
ด้วยความเคารพอย่างสูง
น.ส.กรศินันท์ เลิศสกุลจินดา
สิ่งดีๆ ที่ได้จากการไปดูการจัดการความรู้จาก ร.พ. ครบุรี จ.นครราชสีมา
โดยมีพี่เลี้ยง คือ พญ.สกาวเดือน นำแสงกุล
วันที่ 21-23 เมษายน 2551
เริ่มออกเดินทางจาก จ. ตรัง วันที่ 19 เม.ย.51 เวลา 17.20 น. โดยรถไฟ ตรัง- กรุงเทพฯ (เกือบจะไม่ได้ไปซะแล้ว เนื่องจากตั๋วชั้นอื่นเต็มหมด ยกเว้นชั้น 3 ยังไงถึงไหนก็ต้องไป ชั้น 3 ก็ต้องทนเอาหน่อยละกัน) มาถึงกรุงเทพฯ ตอนเช้า 08.10 น. ลงสถานีบางซื่อ แล้วต่อรถไปยังหมอชิต เพื่อไปต่อรถทัวร์ กรุงเทพฯ- โคราช นั่งรถประมาณ 3 ชั่วโมง ถึงโคราชเวลา 12.30 น. โทรหาพี่หมอฝน พี่หมอฝนพาแม่มาทำ Mammogram พอดี จึงนัดเจอกันที่ เดอะมอลล์โคราช ระหว่างรอก้อหาอะไรกินพลางๆ ก่อนเพราะหิวมาก
ครั้งแรกที่เจอพี่หมอฝน แปลกใจมากๆ พี่หมอฝนแต่งตัวเซอร์มากๆ ใส่เสื้อยืด นุ่งกางเกงขาก๋วย สวมรองเท้าเตะ ดูเบริด์ๆสบายๆ ต่อจากนั้นพี่หมอฝนขับรถพาไปยัง ร.พ.ครบุรี ใช้เวลาประมาณ 45 นาที (ระยะทางได้ๆกับ จาก อ.วังวิเศษ ไป อ.เมืองตรังเลย) มาถึง ร.พ.ครบุรี ประมาณ 14.00 น. พี่หมอฝนจึงพาไปหาพี่ไกร หัวหน้าแผนกสุขภาพจิต เพื่อจัดการเข้าที่พัก ที่พักเป็นห้องพัก นศ.แพทย์ ในห้องมีทีวี เตียงนอน 2 เตียง ห้องน้ำในตัว สะดวกสบายดี หลังจากจัดการสัมภาระเสร็จ เดินออกมาที่ร้านค้าเพื่อหาอะไรกิน ได้บะหมี่ 1 ชาม ปีกไก่ย่าง 2 ชิ้น หลังจากนั้นจึงกลับไปอาบน้ำ พักผ่อน เพราะเหนื่อยและเหนียวตัวมากๆ ช่วงประมาณ 3 ทุ่ม พี่หมอฝนโทรมาปลุก บอกไปหาอะไรกินกัน และนัดกันพรุ่งนี้แปดโมงครึ่ง ไปค่ายเบาหวานกัน
วันที่ 21 เม.ย. 51
ตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัว เดินลงไปทานข้าวที่ร้านอาหาร แล้วมานั่งรอพี่หมอฝน เพราะพี่หมอฝนต้องไป Round คนไข้ก่อน จากนั้นออกเดินทางไปวัดจระเข้หิน มีการเข้าค่ายเบาหวานที่นี่ ครั้งนี้พี่หมอฝนบอกว่าสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ฉีดอินซูลิน ขณะเดินทางพี่หมอฝนได้บอกข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ไปด้วย อำเภอครบุรีมีคนไข้เบาหวานประมาณ 2,000 คน (คิดในใจว่า โอ้โห! มากกว่าอำเภอวังวิเศษตั้ง 4 เท่าแหน่ะ ) ส่วนใหญ่คนไข้เบาหวานที่ตำบลจระเข้หินนี้เป็นชาวลาวมาทำมาหากิน มีอาชีพรับจ้างเป็นส่วนใหญ่ หนูมองสองข้างทางมีการปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ยูคาลิปตัส และข้าวแต่เป็นส่วนน้อย พี่หมอฝนบอกว่าที่นี่มีคนไข้เบาหวานเยอะกว่าตำบลอื่นๆ ตอนแรกพี่หมอฝนคิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากชาวลาวกินข้าวเหนียว แต่พอไปสำรวจพฤติกรรมการกินแล้วจริงๆ กลับกินข้าวจ้าว
พี่หมอฝนถามว่าแล้วที่วังวิเศษเป็นอย่างไรบ้าง หนูตอบว่าที่ ร.พ.มีคลีนิกเบาหวาน ความดันโลหิตสูง แต่เป็นแบบ OPD คือมาตามนัดพบแพทย์ รับยาแล้วก็กลับบ้าน ไม่มีกิจกรรมหรือวิธีการที่สามารถทำให้คนไข้สามารถดูแลตนเองได้ รวมทั้งยังเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา คือไม่ได้มีการป้องกัน จำนวนผู้ป่วยใหม่ก็เพิ่มขึ้นทุกปี เจ้าหน้าที่ก็ทำไปตามหน้าที่ให้เสร็จๆ ไม่ได้คิดถึงว่าผู้ป่วยจะได้รับสิ่งดีๆกลับบ้านเพื่อนำกลับไปและสามารถดูแลตนเองได้ ไม่รู้จะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่ตระหนักถึงจุดนี้ ร่ายยาวจนพี่หมอฝนนึกสงสาร พี่หมอฝนให้กำลังใจบอกว่ามันต้องใช้เวลา เพราะขนาดพี่หมอฝนเองกว่าจะได้เป็นรูปเป็นร่างต้องใช้เวลาถึงเป็นปี
พูดไปบ่นไปก็ถึงวัดพอดีไปถึงเจอพี่ๆ พยาบาล เภสัชกร นักวิชาการ เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย และพยาบาลแผนกจิตเวช ซึ่งช่วยกันในการจัดกิจกรรม เริ่มต้นโดยการซักประวัติผู้ป่วย พี่หมอฝนก็ให้ไปช่วยซักประวัติคนไข้ ซักเสร็จก็ติดป้ายสีที่หน้าอก มีสีเหลือง สีแดง สีบานเย็น สีเขียว และสีชมพู และเขียนชื่อแต่ละคนที่ป้ายสี นอกจากผู้ป่วยจะติดแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ต้องติดด้วยเช่นเดียวกัน การติดป้ายสีนี้เป็นการแบ่งกลุ่มๆละ 5-6 คน ได้ 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีพี่เลี้ยง คือ เจ้าหน้าที่ 2 คน ก็คือป้ายสีเดียวกันกับคนไข้ กลุ่มของหนูได้สีชมพู โดยมีหนูและพี่พาฝัน ซึ่งประจำอยู่ที่สถานีอนามัยตำบลจระเข้หิน ดูแล้วพี่พาฝันเป็นกันเองกับคนไข้ ดูเหมือนลูกเหมือนหลาน และจะรู้ประวัติและพฤติกรรมของคนไข้ทุกคน
ในกลุ่มที่หนูและพี่พาฝันรับผิดชอบ มีคนไข้จำนวน 5 คน คือ คนแรกคือ อาจารย์สุรพงศ์ ที่เรียกอาจารย์เพราะเป็นอาจารย์สอนสุขศึกษาและพี่พาฝันก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ด้วย อาจารย์เป็นคนไม่ชอบเล่นเกมส์ ถ้ามีเกมส์หรือกิจกรรมสนุกสนานอาจารย์จะหนีออกไปนั่งใต้ต้นไม้ข้างนอกทันที อาจารย์บอกว่าชอบเรื่องที่เป็นวิชาการมากกว่า เป็นคนที่รูปร่างผอมบาง ดูท่าทางเป็นผู้ใหญ่มากเหมาะกับการเป็นอาจารย์
คนที่สองพี่สุนทร เป็นคนที่ผอมบางมากๆ เหมือนจะไม่มีเรี่ยวแรง ถ้าลมพัดแรงๆ พี่สุนทรคงต้องปลิวแน่ๆ พี่สุนทรมีปัญหาเรื่องไม่มีเรี่ยวแรงในการทำงานประกอบอาชีพ ต้องอยู่บ้านเฉยๆ เพราะขนาดเดินไปเดินมาก็เหนื่อยแล้ว
คนที่สามป้าสมหมาย เป็นคนรูปร่างอ้วนลงพุง เป็นคนร่าเริง อัธยาสัยดี แต่ไม่กล้าเจาะเลือดหรือฉีดอินซูลินด้วยตนเอง จะให้ลูกสาวฉีดให้ตลอด ให้เหตุผลว่ากลัวเข็มมากๆ คนที่สี่ยายปิ่น ยายปิ่นน่าสงสารมาก ยายหูตึง แต่ท่าทางยายจะตั้งอกตั้งใจฟังมากขณะเจ้าหน้าที่ให้ความรู้ แต่ไม่รู้ว่ายายจะเข้าใจหรือเปล่า ยายปิ่นตัวเล็กมากแต่กินเก่งมากๆ ยายปิ่นเป็นป้าของพี่สุนทร เวลาเจาะเลือดและฉีดอินซูลินพี่สุนทรเป็นคนทำให้
คนที่ห้าป้าสมมิตร ป้าสมมิตรน่าสงสารเพราะแขนขวาอ่อนแรง ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ จึงรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการเจาะเลือดและฉีดอินซูลินได้ แต่ทั้งกลุ่ม มีป้าสมมิตรนี่แหละที่มีระดับน้ำตาลในเลือดปกติและคงที่ดีตลอด
เมื่อถึงเวลาพี่หมอฝนกล่าวเปิดค่ายเบาหวาน ต้อนรับสมาชิกทุกคน ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกัน แล้วเริ่มต้นด้วยกิจกรรมละลายพฤติกรรม โดยการแนะนำตนเองทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ป่วย มีการรำวงเปิดงานร่วมกันเพื่อความสนุกสนานก่อนเข้าถึงวิชาการ
ต่อมาจึงเริ่มเข้าเรื่อง โดยให้คนไข้แบ่งกลุ่มเป็น น้ำตาล อินซูลินและไขมัน ต่อจากนั้นให้คนที่เป็นน้ำตาลจับคู่กับอินซูลินแล้วมาแต่งงานกัน พวกที่เหลือคือไขมันและคนที่จับคู่ไม่ได้ มีการลงโทษโดยการรำเป็ด ต่อมาพี่หมอฝนเข้าเรื่อง โดยมีประเด็นคำถามถามสมาชิกคนไข้ว่า น้ำตาลมาจากไหนบ้าง? มีสมาชิกตอบว่ามาจากข้าว แป้ง ผลไม้ แล้วน้ำตาลมีความสำคัญอย่างไร? มีสมาชิกคนหนึงตอบว่า น้ำตาลทำให้เรามีแรง มีกำลังใช้ในการทำงาน แล้วถ้าเราขาดน้ำตาลล่ะจะเป็นอย่างไร? มีสมาชิกคนหนึ่งบอกว่า “โอ๊ยหมอ รู้สึกเหมือนจะล้มทั้งยืน ตาลาย ไม่มีเรี่ยวแรง คล้ายจะเป็นลม” แล้วถ้าน้ำตาลมากเกินไปล่ะ จะมีอาการอย่างไร? มีสมาชิกบอกว่า “บางครั้งรู้สึกคอแห้ง หิวน้ำมากๆ แต่บางครั้งก็มีอาการอะไรเลย”
พี่หมอฝนเลยเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายขึ้นว่าน้ำตาลสูง ก็เปรียบเหมือนมีผู้หญิงที่เป็นโสดไม่ได้แต่งงาน ไม่เจอคู่ เหมือนหมอแถวๆนี้ คนไข้ต่างหัวเราะชอบใจ พูดถึงน้ำตาลแล้ว มาพูดถึงอินซูลินกันบ้าง พี่หมอฝนเลยถามต่อว่า แล้วอินซูลินล่ะ อินซูลินมาจากไหน? มีคนไข้บอกว่า “ก็ยาฉีดนั่นแหละหมอ” พี่หมอฝนเลยเสริมต่อไปว่า “ถูกต้องเหมือนกัน อินซูลินที่เราใช้ฉีดกันนั้นถูกดัดแปลงมาอีกขั้นตอนหนึ่ง แต่จริงแล้วร่างกายของเราสามารถสร้างอินซูลินเองได้ โดยสร้างจากตับอ่อน แต่คนที่เป็นเบาหวานมีความผิดปกติมาจากแบบพันธุกรรม ตับอ่อนจึงไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เหมือนคนปกติ จึงทำให้ขาดอินซูลินในการไปจับคู่กับน้ำตาล ก่อให้เกิดเป็นพลังงานให้เราได้มีเรี่ยวแรงในการเดิน หรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ประกอบอาชีพต่างๆ ทำให้คนที่เป็นเบาหวานต้องการอินซูลินเพิ่มขึ้น เมื่อต้องการเพิ่มขึ้นก็ต้องฉีดอินซูลินหรือกินยาเพื่อทำให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมา”
พี่หมอฝนถามต่อไปว่า ไหนใครต้องฉีดอินซูลินบ้าง? คนไข้ทุกคนยกมือ การฉีดอินซูลินก็ต้องขึ้นอยู่กับการกินในแต่ละมื้อด้วย สมมติว่า ตอนเช้าฉีดอินซูลิน 12 ยูนิต ต้องกิน 12 ด้วย ถึงจะจับคู่กันได้ แต่ถ้าฉีด 12 ยูนิต แล้วกินไป 30 น้ำตาลก็เหลือเยอะ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง หรือฉีด 12 ยูนิต แล้วกินแค่ 6 แบบนี้น้ำตาลโดยจับคู่หมดเหลือแต่อินซูลิน ทำให้เกิดน้ำตาลต่ำ
กิจกรรมแต่ละกิจกรรมจะมีการสอดแทรกเนื้อหาความรู้ โดยเป็นคำพูดที่เข้าใจง่ายหรือเป็นสถานการณ์ที่เข้าใจง่าย ยกตัวอย่าง น้ำตาลแต่งงานกับอินซูลิน มีกิจกรรมหรือเกมส์กั้นเป็นช่วงๆ เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ไม่รู้สึกน่าเบื่อ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างผู้ป่วยเอง โดยมีพี่หมอฝนเป็นคุณอำนวยทำให้รู้สึกว่ามันแตกต่างจากวิธีเดิมๆที่เราทำกันอยู่ คือการให้ความรู้แบบให้สุขศึกษา โดยเอาผู้ป่วยมานั่งฟัง บอกทำโน่น ทำนี่ดี ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ ฟังเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ ไม่รู้ว่าจะกลับไปปฏิบัติหรือไม่