เรื่องเล่าจากโรงทอผ้า

การอพยพครอบครัวไปหาบ้านใหม่หรือที่ทำกินใหม่ แถบบ้านผมเกิดขึ้นมากว่าสามสิบปีเห็นจะได้ ผมยังจำครอบครัวคนข้างบ้านครอบครัวหนึ่งได้ติดตา ถึงการอพยพครอบครัวของเขาไปอยู่บ้านใหม่ ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าไปอยู่แถบไหน  ส่วนตระกูลทางย่าผมนั้นอพยพครอบครัวไปอยู่แถบประโคนชัย ผมเองไปเยี่ยมล่าสุดราวหกปีที่แล้ว ช่วงหลังนี้ห่าง ๆ กันไปและต่อไปคงไม่ไม่รู้จักพี่จักน้อง

ผมไปเยี่ยมบ้านกับเพื่อนที่อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นชุมชนของคนที่มาจากหลากหลายแห่งแต่มารวมกันสร้างชุมชนใหม่ในแถบนี้ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เคยเป็นพื้นที่สีชมพูมาก่อน และปัจจุบันได้รับการจัดสรรที่ทำกินแล้ว

(ไร่มันสัมปะหลัง พืชเศรษฐกิจที่กำลังมาแรงในขณะนี้)

ผมสอบถามแม่ของเพื่อนพบว่าคนบ้านใหม่นี้ยังสามารถเลี้ยงไหมได้ คือมีความรู้ด้านการเลี้ยงมาจากบ้านเดิมประจวบกับการที่รัฐบาลเคยส่งเสริมให้เลียงไหม คนที่นี่จึงผลิตเส้นไหมได้ ก่อนหน้านี้เคยมีส่วนหม่อนมากแต่ปัจจุบันโดนไร่มันสัมปะหลังครอบครองพื้นที่ไปแล้ว ดังนั้นสวนหม่อนจึงลดลงและลดลงไปมาก

ในคราวที่เราไปพบชาวบ้านเอาไหมมาขายให้สองเจ้าแต่มีปริมาณน้อยมาก เหตุผลคือขาดสวนหม่อนและไม่มีเวลาเลี้ยงไหมต้องเอาเวลาไปทำงานในไร่กัน เมื่อถามถึงการทอพบว่าคนส่วนใหญ่จะทอผ้าไม่เป็นแล้ว ทอได้ก็ไม่งามคือไม่ปราณีตดังนั้นคนที่นี่เมื่อมีเส้นไหมก็จะส่งไหมไปให้บ้านเก่าทอให้แล้วมาแบ่งผ้าที่ทอคนละครึ่ง 

(เครื่องไม้เครื่องมือของชาวบ้านในการเลี้ยงไหม ต่อไปคงอยู่ในพิพิธภัณฑ์)

นี่เป็นปรากฎการณ์ของช่างทอผ้าในแถบดินแดนใหม่ของครอบครัวอพยพในเมืองครบุรีที่ผมไปเจอ