ไม่ว่าจะเป็นใคร ตำแหน่งยิ่งใหญ่ขนาดไหน ชีวิตของท่าน เวลาของท่าน ก็ไม่ได้มีค่าไปกว่าชีวิตและเวลาของประชาชนคนไม่มีเส้นแต่อย่างใด

นิ่มเป็นน้องคนหนึ่งที่เคยได้รับทุนของมูลนิธิค่ะ เลขาฯค่อนข้างจะเป็นห่วง เพราะนิ่มดูนิ่มๆสมชื่อ ถามอะไรก็ไม่ค่อยรู้ เรียนจบมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) เมื่อปีที่แล้ว ก็เข้ามาทำงานที่มูลนิธิแพทย์แผนไทย ค่อนข้างตรงกับสิ่งที่เรียนมา

เลขาฯคิดว่านิ่มโชคดีที่ได้ทำงานเป็นหลักแหล่ง อยู่ถึงในกระทรวงฯ ปรากฏว่าทำได้ไม่นานนิ่มก็โทร.มาปรึกษาว่าอยากลาออก เพราะงานที่ทำต้องออกไปติดตามผลงานของนักวิจัยตามที่ต่างๆ แต่มูลนิธิฯไม่มีค่าเดินทางให้ นิ่มต้องจ่ายจากเงินเดือนของตัวเองที่แทบจะไม่พออยู่แล้ว สุดท้ายนิ่มอยู่ได้ไม่กี่เดือนก็ออกไปขายกาแฟที่ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมันแถวรังสิต เพื่อรอเทียบโอนวิชาครูที่อุตส่าห์ไปเรียนเสริมในช่วงปี 4 ด้วยความหวังว่าจะนำวุฒินี้ไปสอบบรรจุงานราชการ

นิ่มโชคร้ายที่เรียนจบออกมาในยุคเปลี่ยนแปลงเรื่องวุฒิครูพอดี แม้จะพยายามโทร.ไปสอบถามคุรุสภาและหน่วยงานอื่นว่า ถ้าวุฒิที่นิ่มเรียนมาไม่สามารถใช้ได้ จะต้องทำตัวอย่างไรจึงจะสามารถได้วุฒิที่ใช้ได้จริงๆ สุดท้ายก็ทราบว่าจะสามารถเทียบโอนในบางวิชา ส่วนบางวิชายังไม่ทราบแน่ชัดว่าต้องสอบเพิ่มเติมด้วยหรือเปล่า

เวลาผ่านไป 7 เดือน เพื่อนของนิ่มที่เรียนมาในรูปแบบเดียวกันเทียบวุฒิได้เรียบร้อยหมดแล้ว นิ่มไปหาเจ้าหน้าที่อีก แต่ก็ได้รับคำตอบเพียง ไม่มีชื่อน้องนิ่มพยายามถามว่าถ้าอย่างนั้นต้องดำเนินการอย่างไรอีก เจ้าหน้าที่ก็ชี้มั่วๆให้ไปถามคนอื่น ซึ่งสุดท้ายนิ่มก็ยังไม่ได้คำตอบอยู่ดี

นิ่มเล่าให้ฟังอย่างเศร้าและเซ็งว่า นิ่มไม่รู้จะทำยังไง นิ่มไม่รู้จักใครที่นั่น

เลขาฯเดือดปุดๆมาหลายรอบแล้ว ที่การติดต่อราชการจะต้อง รู้จักเป็นการส่วนตัวกับใครสักคน ถึงจะได้เรื่องได้ราวอย่างรวดเร็ว เลยบอกที่อยู่ที่นิ่มจะส่งเรื่องไปร้องเรียนได้ ประชาชนคนไม่มีเส้นต้องรู้จักร้องเรียนให้ได้ยินไปทั่วๆ เพื่อเป็นโอกาสให้เกิดการแก้ไขที่ระบบงานราชการ ที่ต้องให้บริการแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม


 

ช่วงนี้เลขาฯมีเหตุจำเป็นต้องพาญาติสนิทไปใช้บริการโรงพยาบาลบ่อยๆ มีความเห็นที่อยากแสดงเกี่ยวกับการให้บริการในโรงพยาบาล ซึ่งอาจทำให้คนใกล้ตัวเลขาฯหลายๆคนสะดุ้งและอาจไม่ค่อยพอใจ แต่ก็หวังว่าจะยินดีรับฟังความเห็นจากประชาชนคนที่ทำงานอยู่นอกระบบราชการบ้าง

บ้านเลขาฯเป็นบ้านที่ใกล้ชิดกับโรงพยาบาลมาก ญาติผู้ใหญ่แทบทุกคนทำงานอยู่ในโรงพยาบาลของรัฐมาหลายสิบปี ย่อมมีคนรู้จักที่จะช่วยเป็น เส้น ให้อยู่หลายที่ เลขาฯพาญาติไปไม่ว่าโรงพยาบาลไหนก็ไม่ต้องไปเช้ามาก มีคนไปวางบัตรให้เรียบร้อย แล้วท่านก็จะได้เข้าตรวจเป็นรายแรกๆ ทุกที เวลาต้องไปนอนโรงพยาบาลก็มีคนช่วยจัดลัดคิวให้ได้ห้องพิเศษอย่างรวดเร็ว ช่างเป็นชีวิตที่สะดวกสบายไร้กังวล

แต่เลขาฯก็ยังรู้สึกสงสัยทุกครั้งไป ว่าความสะดวกสบายที่ว่านี้ไปเบียดเบียนประชาชนคนไม่มีเส้นอย่างไรบ้าง? คิดง่ายๆ ถ้าน้องๆที่รับทุนมูลนิธิเกิดเป็นโรคร้ายแรง ถูกส่งต่อมารักษาที่โรงพยาบาลเดียวกันนี้โดยไม่มีเส้น เขาจะต้องมารอยื่นบัตรตั้งแต่เช้าขนาดไหน? จะได้ตรวจเป็นคิวที่เท่าไหร่? พ่อแม่ของเขาที่เป็นคนหาเช้ากินค่ำมีสิทธิที่จะร้องเรียนเรื่องเวลาที่ต้องมานั่งคอยบ้างไหม? ถ้าเขาต้องนอนโรงพยาบาลจะได้เตียงภายในวันสองวันหรือไม่? (อ้อ กรณีนี้คงได้ค่ะ เพราะเขาคงนอนห้องสามัญ)

ลองวาดภาพในอุดมคติ ว่าโรงพยาบาลของรัฐสามารถให้บริการอย่างเท่าเทียม ไม่อนุญาตให้ใช้เส้น ท่านที่มีเงินแต่ไม่มีเวลาก็คงเลือกไปโรงพยาบาลเอกชนที่เสียเวลารอน้อยกว่า มีที่รอสะดวกสบายกว่า ซึ่งถ้ามีผู้ต้องการใช้บริการมากขึ้น ก็จะเกิดโรงพยาบาลเอกชนมารองรับมากขึ้นไปเอง หรือท่านไหนไม่มีเงินขนาดนั้นก็ต้องตาลีตาเหลือกมาแย่งคิวตามระบบมาก่อนบริการก่อน ซึ่งน่าจะเป็นลักษณะการให้บริการของรัฐที่เหมาะสมไม่ใช่หรือ?

ลอง google คำว่า เส้นสาย เจอเรื่องเล่าของคุณ โอ๋-อโณ  เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ไปรับบริการที่โรงพยาบาลhttp://gotoknow.org/blog/chemlab/169638

บทความส่วนที่สะกิดใจเลขาฯคือ สำหรับการ "ใช้เส้นสาย" ในกรณีนี้นั้นตัวเองถือว่าเป็นสิ่งที่ทำได้  ออกจะรู้สึกแปลกๆ แต่เมื่ออ่านต่อไปก็คิดว่า สิ่งที่คุณ โอ๋-อโณ  พูดถึง น่าจะเป็น บริการพิเศษสำหรับเจ้าหน้าที่ มากกว่า เลขาฯเห็นด้วยเป็นอย่างมากที่โรงพยาบาลจะจัดบริการพิเศษสำหรับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การทำงานในโรงพยาบาลเองเป็นไปได้อย่างราบรื่น แต่บริการพิเศษนี้ก็ต้องชัดเจนและโปร่งใส เช่น ในหนึ่งวันจะมีคิวให้เจ้าหน้าที่ได้กี่คิว การเรียกคิวเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติอย่างไร เช่น เรียกสลับกับคิวทั่วไป เป็นต้น หรือมีข้อบังคับให้เจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งสามารถใช้สิทธิคิวพิเศษนี้ได้ไม่เกินปีละกี่ครั้ง จะได้ไม่มีการพิเศษมากมายไปถึงญาติของเพื่อน  เพื่อนของญาติของเพื่อน ต่อไปไม่มีวันจบสิ้น

การทำเช่นนี้โรงพยาบาลจะสามารถอธิบายให้ประชาชนที่มาเข้าคิวทั่วไปเข้าใจและยอมรับได้ รวมทั้งประชาชนก็สามารถเลือกไปรับบริการโรงพยาบาลโดยมีข้อมูลเหล่านี้ประกอบการพิจารณา

ปัญหาสถานบริการทางสาธารณสุขไม่เพียงพอนั้นมีอยู่จริง แต่ถ้าพวก เส้นใหญ่ (ซึ่งส่วนใหญ่เงินก็ใหญ่ด้วย) จะเห็นใจประชาชนคนมีรายได้น้อยที่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากโรงพยาบาลของรัฐ เลิกใช้เส้นสายคนรู้จัก หรือตำแหน่งใหญ่ๆมาอ้างว่า ไม่มีเวลานั่งรอคิว หันไปยอมรับความจริงว่า บริการแบบสะดวกสบายที่ท่านต้องการสามารถหาได้จากโรงพยาบาลเอกชน โยงไปถึงการสำนึกถึงคุณค่าของคน ของเวลา ไม่ว่าจะเป็นใคร ตำแหน่งยิ่งใหญ่ขนาดไหน ชีวิตของท่าน เวลาของท่าน ก็ไม่ได้มีค่าไปกว่าชีวิตและเวลาของประชาชนคนไม่มีเส้นแต่อย่างใด ถ้าเปลี่ยนแนวคิดเป็นอย่างนี้ได้ คนไทยก็จะได้เลิกตะเกียกตะกายขึ้นไปสู่ตำแหน่งใหญ่เพื่อเหยียบไปบนคนตัวเล็กตัวน้อย เลิกพฤติกรรมหาคนรู้จักไว้มากๆเพื่อจะได้ต่างเอื้อเส้นสายให้กันและกัน   ทีนี้สังคมไทยก็คงยืดอกพูดถึง ความเท่าเทียม และ ความโปร่งใส ตรงไปตรงมา ได้อย่างเต็มปากเต็มคำเสียที

ขอจบฝันกลางวันของเลขาฯแต่เพียงเท่านี้ค่ะ