บทเรียนที่เจ็บแล้วต้องจำ: 1 นาที 17 วินาที คนไทยกับหุ้น ปตท.

 เมื่อ 2544 ปีก่อนการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย(ปตท.)เป็นรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปลงสภาพ

เป็นบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ด้วยการกระจายหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์แต่จากการตรวจสอบการกระจายหุ้น ปตท.ในครั้งนั้นของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) พบว่ามีนักการเมืองและญาติสนิทของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

(ในสมัยนั้นปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม)
ได้รับการจัดสรรหุ้นมากที่สุด

 

โดยอันดับ 1 คือ
นายทวีฉัตร จุฬางกูร หลานชายแท้ ๆ ของนายสุริยะ

ได้รับการจัดสรรหุ้นมากถึง 2.2 ล้านหุ้น
อันดับ 2 นายประยุทธ มหากิจศิริ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้รับการจัดสรรหุ้นจำนวน
2.06 ล้านหุ้น นอกจากนี้ภรรยาและบุตรของนายประยุทธคือนางสุวิมล และนายเฉลิมชัย
มหากิจศิริ ยังได้รับการกระจายหุ้นอีก 1.546 ล้านหุ้นและ 1.5 ล้านหุ้น ตามลำดับ(รวมหุ้นที่ตระกูลมหากิจศิริได้รับคือ
5.106 ล้านหุ้น)

 

ทำไมหุ้นมากมายถึงไปกองอยู่ในมือของคนเหล่านี้
กลต. ในฐานะผู้ดูแลได้อธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า
การที่นายทวีฉัตรได้รับการจัดสรรหุ้นสูงสุด 2.2 ล้านหุ้น
เพราะรับจัดสรรในรูปการจองผ่านธนาคารพาณิชย์ 1 แสนหุ้น ในฐานะลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์
และเป็นหุ้นในส่วนของผู้มีอุปการคุณของ ปตท. อีก 2.1 ล้านหุ้น

 

ส่วนรายของนายประยุทธ
และนางสุวิมล มหากิจศิริ นั้น กลต. ก็ได้ชี้แจงว่า นายประยุทธได้ซื้อผ่านธนาคาร 1 แสนหุ้น
และได้รับการจัดสรรผ่านบริษัทหลักทรัพย์และ

ในฐานะผู้มีอุปการคุณอีก 1.96 ล้านหุ้น
ส่วนของนางสุวิมลก็ซื้อผ่านธนาคาร 1.1 ล้านหุ้น และจัดสรรผ่านตลาดหลักทรัพย์และในฐานะผู้มีอุปการคุณอีก
4.46 แสนหุ้น ซึ่งการกระจายหุ้นทั้งหมดนี้ กลต. ถือว่าถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ทุกประการ

 

 

ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันสหัสวรรษ ได้กล่าวถึงกระบวนการยึดหุ้นของปตท.เมื่อครั้งนั้นว่า

การขายหุ้น ปตท. ใช้เวลาในการขายทั้งหมดทั้งสิ้น
1 นาที 17 วินาที ประชาชนที่อยากจะเป็นเจ้าของหุ้น ปตท. ตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปที่ธนาคารแล้วเข้าแถวคอย
แม้ให้เป็นคนแรกในแถว แค่กรอกชื่อที่อยู่ รหัสไปรษณีย์
แล้วให้เทลเลอร์เค้าคีย์ชื่อที่อยู่ลงในคอมพิวเตอร์ก็เกิน 1นาที 17
วินาทีเรียบร้อยแล้ว

 

ดร.วุฒิพงษ์อธิบายต่อไปว่า
หุ้นที่ถูกยึดไปทั้งหมดนั้นไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว
ถ้าสามารถควบคุมกลไกในการปั่นหุ้นตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยได้ยกตัวอย่างว่า

 

เวลาขายหุ้น ปตท. รัฐบาลบีบเอาหุ้น
ปตท. ออกมาขาย 30% เหมือนที่กำลังจะทำกับ กฟผ. (รัฐบาลกำหนดให้นำไปกระจายในตลาดหลักทรัพย์
25%) สำหรับกรณี ปตท. คิดเป็นหุ้นทั้งหมด 800 ล้านหุ้น ราคาจองที่เรียกว่า
IPO
(Initial Public Offerings = ราคาเสนอขายตอนต้น)
คือ 35 บาท(ต่อหุ้น) หรือคิดเป็นมูลค่าทั้งหมด 28,000 ล้านบาท
หลังจากนั้นก็ป้อนข่าวดี ๆ เกี่ยวกับ ปตท. (หลังจากปล่อยให้หุ้นนิ่งและตกลงไปเล็กน้อยอยู่ช่วงหนึ่งส่งผลให้นักเล่นหุ้นรายเล็กประเภทแมลงเม่าต้องปล่อยขายออกมา)
เช่นบอกว่าต่อไปเมืองไทยจะเป็นศูนย์กลางของพลังงาน เป็น
hub ไฟฟ้า เป็น hub พลังงาน ราคาหุ้น ปตท. ก็พุ่งขึ้นไปจาก 35
บาท กลายมาเป็นเกือบ 200 บาท คิดง่าย ๆ ที่ 160 บาทต่อหุ้น จะเป็นมูลค่า 128,000 ล้านบาท
ต่อไปทำยังไงครับ เอาต้นทุน 28,000 ล้านบาทของท่านเก็บไว้ก่อนเพราะไม่ต้องใช้แล้ว
แล้วก็นำเอา 100,000 ล้านบาทที่กำไรมาซื้อหุ้น ปตท. แต่ก่อนซื้อท่านต้องทุบหุ้น
ปตท. ให้ตกลงมาเหลือ 30 กว่าบาทเสียก่อน ถ้าราคาหุ้น ปตท. เหลือ 30 กว่าบาท เงิน 100,000
ล้านบาทที่อยู่ในมือ ไม่ได้ซื้อ ปตท. 30% อีกแล้ว แต่สามารถซื้อ ปตท. ได้ทั้ง 100%
เลย

 

ตัวเลขรายรับทั้งหมดเป็นเพียงการเสนอภาพตัวอย่างให้เข้าใจถึงกระบวนการ

ปั่นหุ้น
ทุบหุ้นและโอกาสในการที่จะฮุบกิจการของปตทที่ได้แปรรูปเป็นบริษัทเอกชน
แต่ตัวเลขราคาหุ้นที่ขึ้นจาก 35 บาทเป็น 160 บาทนั้นเป็นตัวเลขที่ได้เกิดขึ้นจริง
ๆ ในช่วงที่ผ่านมา การที่นายทวีฉัตรหลานชายของนายสุริยะได้รับการจัดสรรหุ้นสูงสุด 2.2
ล้านหุ้น โดยใช้เงินลงทุนเพียง 3.5 ล้านบาทกับหุ้น 1 แสนหุ้นเท่านั้น(เพราะอีก 2.1
ล้านหุ้นได้รับในฐานะผู้มีอุปการคุณต่อ ปตท.) ทำให้เขามีรายได้มากถึง 352 ล้านบาทจากราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นมา
ส่วนกลุ่มตระกูล
มหากิจศิริ
ซึ่งมีหุ้นรวมกันแล้วอยู่ 5.106
ล้านหุ้นจะมีรายได้มากกว่า 800 ล้านบาทจากราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้น

 

เป็นความร่ำรวยอย่างมหาศาลที่เกิดขึ้นในพริบตา
ซึ่งผู้ถือหุ้นรายใหญ่อื่น ๆ (ส่วนใหญ่คือนักการเมืองและผู้ใกล้ชิด)

ก็มีอาการร่ำรวยโดยพริบตาในลักษณะเดียวกันแทบทั้งสิ้น

 

สุทธิชัย หยุ่น
คอลัมนิสต์ชื่อดัง มองปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า
เป็นการกระทำของคนไม่กี่ตระกูลที่กำลังขายของหลวงเพื่อเอารายได้นั้นมาซื้อประเทศ

การกระจายหุ้นของ ปตท.
ได้ถูกรัฐบาลนำมาโฆษณาโดยตลอดว่าทำให้กิจการของ บริษัท ปตท. พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น
กลายเป็นบริษัทชั้นนำที่สำคัญอยู่ในลำดับต้น ๆ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
มีการเพิ่มทุนกระจายหุ้นเพิ่มเติม มีผลตอบแทนที่ดี
และมีเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ

 

แต่ความจริงก็คือ
การดำเนินกิจการของบริษัท ปตท. ไม่เคยส่งผลให้
ราคาน้ำมันที่ประชาชนต้องจ่ายให้ลดลงแต่อย่างใดและกลับเพิ่มสูงขึ้นโดยตลอด
รายได้ที่เพิ่มขึ้นของบริษัท ปตท. นั้นส่วนหนึ่งมาจากเงินภาษีของประชาชนที่รัฐบาลเอามาตั้ง

เป็นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อชดเชยราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
ซึ่งพบว่าตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค.2547 จนถึงวันที่ 19 เม.ย.2547 เป็นเวลา 100
วันรัฐบาลต้องจ่ายเงินให้กับบริษัท ปตท. และบริษัทน้ำมันต่างชาติอื่น ๆ
ไปแล้วถึงกว่า 6 พันล้านบาท

ขณะที่นักวิชาการส่วนหนึ่งได้แสดงความเห็นคัดค้านการใช้เงินชดเชยดังกล่าวว่า
ไม่ได้ส่งผลดีโดยรวมต่อประเทศชาติแต่อย่างใด ที่สำคัญที่สุดคือ
ทำให้ประชาชนไม่ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน
ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นนานไปความหายนะทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ในไม่ช้า
เพราะเป็นการเอาเงินของประชาชนมาอุ้มธุรกิจเอกชนโดยไม่มีขีดจำกัดและไร้การควบคุม
เป็นการเอาเงินของชาติมาหาเสียงในขณะเดียวกันเม็ดเงินทั้งหมดนี้ก็ตกไปอยู่กับนักธุรกิจพวกพ้อง
เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

 

สำหรับเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น
ประชาชนก็ต้องจ่ายให้ผ่านทางค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเอฟที ซ้ำการขยายกิจการของ บริษัท
ปตท. เพื่อผลกำไรของตัวเองก็ยังเป็นไปโดยขาดความรับผิดชอบต่อประชาชน
โดยดูได้จากกรณีที่โรงไฟฟ้าต้องปรับแผนมาใช้น้ำมันเตาที่มีราคาสูงกว่ามาผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซที่ขาดหายไปเนื่องจาก
บริษัท ปตท. ไม่ได้ส่งก๊าซมาให้เพราะต้องทำการปรับขยายท่อส่งก๊าซของตนเองอยู่

 การกระจายหุ้นที่ไม่เป็นธรรมของ
ปตท. ดังกล่าว เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากและทำให้แผนการนำ กฟผ.เข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่เป็นที่ไว้วางใจจากประชาชนและพนักงานรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป
จนรัฐบาลทักษิณต้องออกมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยให้มีหุ้นในส่วนของผู้มีอุปการะอีก
แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเคลือบแคลงสงสัยที่เกิดขึ้นหมดไปได้ง่าย ๆ
เพราะยังมีช่องทางหลีกเลี่ยงอีกมากมายหลายวิธีที่จะทำให้หุ้นส่วนใหญ่ตกไปอยู่ในมือของนักการเมือง
นักธุรกิจเพียงไม่กี่กลุ่ม กี่ตระกูล

 

การใช้เงินของชาติฮุบชาติในลักษณะนี้ไม่ใช่ความชาญฉลาดของนักธุรกิจการเมืองของไทย

แต่อย่างใดที่คิดค้นวิธีกินชาติแบบนี้ขึ้นมาได้
เพราะพฤติกรรมลักษณะนี้นักการเมือง นักธุรกิจ
ในหลายประเทศได้เคยประพฤติปฏิบัติจนตัวเองและพวกพ้องได้ดิบได้ดี

ีแต่ประเทศชาติต้องวิบัติหายนะมาแล้วมากมายหลายประเทศ
แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศของเราไม่ค่อยได้รับรู้กัน

อ้างอิง http://www.narak.com/webboard/show.php?Category=narak&No=69900