ครูแพทย์ควรจะถ่ายทอดอะไร?
คำถามนี้ สำหรับบางท่านอาจจะอุทานว่า "ไม่เห็นน่าจะถามเลย!! ครูแพทย์ก็ต้องสอนการรักษาดูแลคนไข้น่ะซี" แต่จากที่มีนักเรียนแพทย์คนหนึ่งเขียน note ให้ professor Harden ว่า "We are learning when you least expect it!!" สิ่งที่ครูแพทย์คิดว่ากำลังสอน อาจจะไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่นักเรียนกำลังเรียนก็เป็นได้
เป็น Myth อะไรบางอย่าง ที่ทำให้บางทีเมื่อเราพิจารณางานของ "ครู อาจารย์" ว่าจะทำอะไรดีนั้น เราไปหมกมุ่นค่อนข้างมากว่า "เราน่าจะสอน" อะไรบ้างหนอ มากกว่า "นักเรียนจะได้เรียนอะไรบ้างหนอ" วิชาศึกษาศาสตร์จะสอนให้เราเรียนรู้วิธีสอน วิธีการพูด วิธีการทำสื่อ การทำ powerpoint ฯลฯ แต่สิ่งสำคัญก็คือว่า ทั้งหมดที่ครูเตรียมมาเป็นอย่างดีนั้น จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยถ้า "นักเรียนไม่ได้เรียนรู้" ถ้าจะมีประโยชน์อยู่บ้างก็คงจะเป็นอาจารย์เอาผลงาน "การสอน" ไปประกอบการขอตำแหน่งทางวิชาการให้แก่ตนเอง ซึ่งตรงนี้ไม่ได้เป็นสาเหตุและที่มาของอาชีพครูอาจารย์มาแต่แรกเริ่มเลย
เมื่อวันก่อน ผมสอนเรื่อง palliative care ให้แก่นักเรียนแพทย์ ก็วนเวียนอยู่เรื่องการ "ฟัง" สอนไปสอนมา เราเลยหาโอกาสมานั่งทบทวนกันดูว่านักเรียนจะเรียนเรื่องการฟังจริงๆตอนไหน อย่างไร สิ่งหนึ่งที่ผมพบว่าได้ประโยชน์และมีมุมมองใหม่ๆเกิดขึ้นเสมอก็คือ เมื่อเราได้มีโอกาสใคร่ครวญ ขบคิด สิ่งที่เป็น routine เกิดเป็นประจำ มองว่ามันไม่เป็น routine ไม่ได้ซ้ำซาก เรามักจะเห็น "ปรากฏการณ์" แฝงอยู่เสมอ ในที่นี้ เมื่อมาพิจารณาสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้เรื่องการฟัง ผมก็พบว่า "นักเรียนเราเรียนอยู่ท่ามกลางมลภาวะโดยแท้" หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ บรรยากาศการเรียนเรื่องการฟังของเรานั้น นอกจากจะไม่เอื้อแล้ว ยังทำให้ผลลัพธ์เกิดยากมากขึ้นอีกตะหาก
ในห้องประชุมสัมมนา ที่มักจะมีอาจารย์นั่งกันอยู่ข้างหลัง นักเรียนนั่งอยู่แถวหน้า แล้วมีคนนำเสนอ นำเสนอเสร็จ อาจารย์ก็วิจารณ์ สอน ให้ความรู้เพิ่มเติม ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้กันทั่วไปในโรงเรียนแพทย์นั้น ไม่ยากเลยที่จะค้นพบว่าจะมีคนนั่งคุยกันอย่างไม่สนใจว่าคนนำเสนอกำลังพูดอะไรอยู่ เรื่องที่คุยกันก็มีตั้งแต่เกี่ยวกับสิ่งที่คนกำลังนำเสนออยู่หน้าชั้น แต่ฉันรู้สึกว่ามันไม่ใช่ มันน่าจะเป็นยังงี้ๆมากกว่า ไปจนถึงคุยกันคนละเรื่องอย่างสิ้นเชิง
เราจะสอนให้นักเรียนฟังเป็นได้อย่างไร ถ้าอาจารย์ไม่เริ่มจากสนใจฟังนักเรียนจริงๆจังๆก่อน?
เคยมีนักเรียนแพทย์ท่านหนึ่งเขียนลงในกระดานข่าว (แบบ anonymous) ว่า "เขาคิดว่าตัวเขาเองไม่มีปัญหาเรื่องการฟังเลย เพราะเวลาคนไข้พูด ต่อให้เขาเบื่อแค่ไหนก็ตาม เขาค้นพบว่าเขาก็จะทำท่าเออๆออๆ บางครั้งก็อ้อ บางครั้งก็ครับ แต่ใจคิดไปเรื่องอื่นๆ คนไข้ก้ไม่เห็นรู้อะไร" ผมตอบไปว่า "ปัญหาทางการฟังของน้องนั้นมีแน่ๆ และ severe มากเพราะมีปัญหาเรื่อง judgment และ insight ประกอบด้วย"
ในที่ประชุม แม้กระทั่งระดับ staff ก็ดี เราก็ยังเห็นการสนทนาพูดคุยกันจ็อกแจ็กจอแจ (ภาษากระบวนกรสุนทรียสนทนา จะเรียกว่า "side talking" คือการซุบซิบกับคนข้างๆ) สิ่งที่เกิดขึ้นนี้บางทีก็เป็นเพียงคนๆเดียวทำ แต่อีกคนเกรงใจก็เลยต้องเออๆออๆไป แต่บางทีก็เลยตามเลยกลายเป็นการตั้งวงคุยวงเล็กๆกลางที่ประชุมไปเลยก็มี ถึงตอนนี้ก็นึกย้อนไปถึงคำ "We are learning while you least expect it" ได้ชัดเจนว่า "อ๋อ... ถ้านักเรียนของเราจะมี listening deficit ก็มาจากการ "เรียน" ตอนที่เราไม่รู้ตัวนี่เอง ลอกเอามาจากอาจารย์เองนี่แหละ"
ดังนั้นในการสอน หรือการจะให้นักเรียนได้เรียนเรื่องการฟังนั้น ก่อนอื่นเราจะต้องจัด "บรรยากาศการฟัง" ที่ดี ให้นักเรียนได้เรียนรู้ว่ามันเป็นอย่างไร และทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นประโยชน์อย่างไรต่อการเป็นแพทย์ หรือแม้กระทั่งการเป็นคนของนักเรียนในอนาคตต่อไป ลำพังการสอนเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว เราควรจะหลีกเลี่ยงการทำให้มันยากขึ้นไปอีก โดยการแสดงออกมาว่า เราเองก็ "ฟังไม่เป็น" เหมือนกัน สิ่งที่เราเน้น เราอยากให้นักเรียนทำนั้น เราพูดไปเฉยๆ แต่ไม่ได้ยึดปฏิบัติเอง แว่บหนึ่งผมก็นึกถึงตอนที่เรียนเรื่องการรักษา sterile technique (เทคนิกการระวังปลอดเชื้อ) แล้วอาจารย์จู่ๆก็ทำหัตถการอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องการ sterile technique สูงมาก แต่แทนที่จะล้างมือใส่ถุงมือ อาจารย์ก็เทโครมอัลกอฮอล์ลงฝ่ามือ ถูๆ แล้วก็ทำหัตถการนั้นหน้าตาเฉย ตอนนั้นผมเป็นนักเรียนก็ไม่ได้นึกอะไรมาก แต่พอนึกย้อนกลับไป ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่า สิ่งที่คิด "ตอนนั้น" ก็คือ "โอ้โห เท่ห์จริงๆ สรุปแล้วถ้าเราเก่งมากๆ เราก็ไม่ต้อง follow อะไรที่สอนก็ยังได้ เพราะเรา 'รู้แล้ว' " คนไข้ก็ OK นะ แต่นึกๆดู เกิดมีนักเรียนคนไหนไม่เจียมตัว เลียนแบบทั้งๆที่ประสบการณ์น้อย ทำไปแล้วเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนจะเป็นอย่างไร ก็หนาวขึ้นมาทีเดียว
Highlight ในการเรียนอาจจะไม่ได้อยู่ที่เราบอกนักเรียนว่า เขาควรจะทำอะไร อย่างไรบ้างจึงจะเป็นนักเรียนที่ดี แต่เขาจะเรียนรู้ฝังลึกประทับใจกับอะไรที่เราบอกว่า "แต่ถ้ารู้แล้ว ไม่ทำก็ไม่เป็นไร" นี่แหละมากกว่า เพราะเด็กๆก็จะ look up มองหา role model ก็คือครุบาอาจารย์นี่แหละ เขาอยากจะเป็น hero อยากเป็นหมอใหญ่ อยากเป็น "คนที่รู้แล้ว" บางทีเขาก็จะ copy ไปเลย เหมือนกับเรื่องทีผมเล่าว่าเด็กพยายามหัดเสียบฟิล์มนั่นแหละ
ดังนั้นปุจฉาที่ว่าควรจะสอนอย่างไร จะว่ายากก็ดูจะยาก แต่จะว่าง่ายเป็นหญ้าปากคอกก็ง่าย เราอยากจะให้นักเรียนแพทย์ของเราออกมาใน model แบบไหน เราก็ทำตัวเองแบบนั้นแหละ เดี๋ยวนักเรียนก็จะลอกเลียนแบบเอง
นอกเหนือจากความรู้ในตำรับตำรา (ซึ่งจะล้าสมัยไปอย่างรวดเร็ว หรือเปลี่ยนแปลงไปแล้วก่อนที่นักเรียนจะจบซะด้วยซ้ำ) สิ่งที่อาจารย์ถ่ายทอดให้แก่นักศึกษาไปเนื้อๆก็คือ "การทำตัว การใช้ชีวิตที่เป็นแพทย์นั้น ทำอย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไร" นั้นเอง พอเราใส่คำว่า "ควร" ไปในการถ่ายทอด ตรงนี้ก็เริ่มท้าทายมากขึ้น ก็คือ ครูแพทย์จะตอ้งสะท้อนชีวิตของตนเองว่า เราได้ดำเนินชีวิตแบบ role model ของแพทย์ให้เป็นตัวอย่างแก่นักเรียนมากน้อยแค่ไหน?
เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตามที่ อ.จ. สกล ได้เขียนแสดงความคิดเห็นมาทั้งหมดค่ะ แต่จะขอสรุปประเด็นหลักๆ ไว้ 2 ประเด็นค่ะ
ประเด็นแรกที่ อ.จ. เขียนว่า .......สิ่งหนึ่งที่ผมพบว่าได้ประโยชน์และมีมุมมองใหม่ๆเกิดขึ้นเสมอก็คือ เมื่อเราได้มีโอกาสใคร่ครวญ ขบคิด สิ่งที่เป็น routine เกิดเป็นประจำ มองว่ามันไม่เป็น routine ไม่ได้ซ้ำซาก เรามักจะเห็น "ปรากฏการณ์" แฝงอยู่เสมอ ...นั้น ทำให้คิดถึงคำคมของท่านนักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์แห่งสหัสวรรษที่เรารู้จักกันดี คือท่าน Albert Einstein ที่ได้กล่าวไว้ว่า
"The whole of science is nothing more than a refinement of everyday thinking" ค่ะ
ประเด็นที่ 2 คือเรื่องของการกระทำคุณงามความดี หรือการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น (ควรจะพูดว่าส่วนรวมมากกว่า ซึ่งตัวเราก็เป็นหนึ่งในผู้ที่จะได้รับอานิสงฆ์จากการกระทำนั้นๆ ด้วย ที่เห็นทันตาคือความอิ่มอกอิ่มใจ) ดิฉันเชื่อว่าเป็นสิ่งทีต้องสอนด้วยการกระทำให้เป็นแบบอย่างเท่านั้น การพูดโดยไม่ได้ทำ (ซ้ำๆซากๆ) ตามที่พูดนั้น คงเป็นไปได้ยากที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างสัมฤทธิผล เพราะผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ในประเด็นนี้ อยู่ที่การกระทำ ไม่ไช่อยู่ที่การพูด เมื่อมานั่งพิเคราะห์ตนเองซึ่งอายุก็ล่วงเลยมาจนใกล้เกษียญแล้ว ก็เห็นชัดเจนว่า พฤติกรรมหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่เป็นคุณงามความดี ทำงานเพื่อส่วนรวมมากว่าประโยชน์ส่วนตน หรือมีเจตนาดีต่อผู้อ่อนด้อยประสบ การณ์กว่า (โดยเฉพาะคนที่เรารับเป็นลูกศิษย์ หรือคนที่ยังนับถือเราว่าเป็นอาจารย์)ที่เราเองปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เราเลียนแบบจากการกระทำที่เป็นเจตนาดีของมารดาผู้อยู่ใกล้ชิดเราทั้งนั้น ทั้งๆ ที่ตัวท่านเองก็ไม่เคยพร่ำสอนให้เราทำเลยสักนิดเดียว แต่สิ่งที่ท่านทำ ได้สอนให้เราคิดและเจริญรอยตามโดยไม่มีข้อกังขาว่าควรทำหรือไม่?
ที่น่าสนใจคือ imprintation ด้านพฤติกรรม (ซึ่งหลายๆ อย่างเป็นนามธรรมที่ยากแก่การวัด) นี้เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก และมี impact ค่อนข้างมากต่อความคิดและพฤติกรรมของเรามาตลอดชีวิต ที่กล่าวเช่นนั้นก็เพราะท่านคงไม่ทราบว่า ดิฉันกำพร้าแม่มาตั้งแต่อายุ 12 ปีค่ะ ดังนั้นคุณงามความดีที่เราได้เรียนรู้จากท่าน ยังจดจำอยู่ในใจและยึดเป็นแนวทางปฏิบัตินั้นมันเกิดจากกุศลกรรมที่แม่ได้ให้ไว้ตั้งแต่ในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ยังเด็กเกินไปที่จะเรียนรู้ (ตอนอายุก่อนวัยเรียนคงยังคิดไม่เป็น แต่รับรองว่าเลียนแบบการกระทำได้เป็นอย่างดี)
จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การหยิบยกประเด็นว่า "ครูแพทย์ (ซึ่งมีทั้งที่เป็นแพทย์และไม่ใช่แพทย์) ควรจะถ่ายทอดอะไร" ให้กับแพทย์รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารและบุคลากรในสถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตนักวิชาชีพที่ได้ชื่อว่า "เป็นผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์" ค่ะ
สุวิณา
อ.สุวีณาครับ
ก่อนอื่น ขอขอบพระคุณอย่างสูงและยืนดีต้อนรับสู่ KM community แห่งนี้ครับผม comments ที่เต็มไปด้วยสาระและการแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เอื้อประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจแก่คนเขียน blog อย่างยิ่ง
การ "ลงมือ" กระทำ เป็นวิถีทางหนึ่งที่เราจะ "ทิ้งร่องรอย" ของครั้งหนึ่งที่ตัวเรา exist อยู่บนโลกนี้ ว่าได้ปฏิบัติ ลงมือ และทำให้เกิดความหมายอะไรบ้างหรือไม่ เป็นเรื่องที่ดีที่เราจะได้ทบทวน มองเห็นความเป็นมา และคนอื่นๆก็อาจจะใช้มาศึกษา ปฏิบัติ และเจริญรอยได้ต่อๆไป
อยากจะได้ comment ของอาจารย์มาอีกเรื่อยๆนะครับ ขอบพระคุณอีกครั้ง