เห็นด้วยอย่างยิ่ง ตามที่ อ.จ. สกล ได้เขียนแสดงความคิดเห็นมาทั้งหมดค่ะ แต่จะขอสรุปประเด็นหลักๆ ไว้ 2 ประเด็นค่ะ

ประเด็นแรกที่ อ.จ. เขียนว่า .......สิ่งหนึ่งที่ผมพบว่าได้ประโยชน์และมีมุมมองใหม่ๆเกิดขึ้นเสมอก็คือ เมื่อเราได้มีโอกาสใคร่ครวญ ขบคิด สิ่งที่เป็น routine เกิดเป็นประจำ มองว่ามันไม่เป็น routine ไม่ได้ซ้ำซาก เรามักจะเห็น "ปรากฏการณ์" แฝงอยู่เสมอ ...นั้น ทำให้คิดถึงคำคมของท่านนักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์แห่งสหัสวรรษที่เรารู้จักกันดี คือท่าน Albert Einstein ที่ได้กล่าวไว้ว่า

"The whole of science is nothing more than a refinement of everyday thinking" ค่ะ

ประเด็นที่ 2 คือเรื่องของการกระทำคุณงามความดี หรือการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น (ควรจะพูดว่าส่วนรวมมากกว่า ซึ่งตัวเราก็เป็นหนึ่งในผู้ที่จะได้รับอานิสงฆ์จากการกระทำนั้นๆ ด้วย ที่เห็นทันตาคือความอิ่มอกอิ่มใจ) ดิฉันเชื่อว่าเป็นสิ่งทีต้องสอนด้วยการกระทำให้เป็นแบบอย่างเท่านั้น การพูดโดยไม่ได้ทำ (ซ้ำๆซากๆ) ตามที่พูดนั้น คงเป็นไปได้ยากที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างสัมฤทธิผล เพราะผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ในประเด็นนี้ อยู่ที่การกระทำ ไม่ไช่อยู่ที่การพูด เมื่อมานั่งพิเคราะห์ตนเองซึ่งอายุก็ล่วงเลยมาจนใกล้เกษียญแล้ว ก็เห็นชัดเจนว่า พฤติกรรมหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่เป็นคุณงามความดี ทำงานเพื่อส่วนรวมมากว่าประโยชน์ส่วนตน หรือมีเจตนาดีต่อผู้อ่อนด้อยประสบ การณ์กว่า (โดยเฉพาะคนที่เรารับเป็นลูกศิษย์ หรือคนที่ยังนับถือเราว่าเป็นอาจารย์)ที่เราเองปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เราเลียนแบบจากการกระทำที่เป็นเจตนาดีของมารดาผู้อยู่ใกล้ชิดเราทั้งนั้น ทั้งๆ ที่ตัวท่านเองก็ไม่เคยพร่ำสอนให้เราทำเลยสักนิดเดียว แต่สิ่งที่ท่านทำ ได้สอนให้เราคิดและเจริญรอยตามโดยไม่มีข้อกังขาว่าควรทำหรือไม่?

ที่น่าสนใจคือ imprintation ด้านพฤติกรรม (ซึ่งหลายๆ อย่างเป็นนามธรรมที่ยากแก่การวัด) นี้เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก และมี impact ค่อนข้างมากต่อความคิดและพฤติกรรมของเรามาตลอดชีวิต ที่กล่าวเช่นนั้นก็เพราะท่านคงไม่ทราบว่า ดิฉันกำพร้าแม่มาตั้งแต่อายุ 12 ปีค่ะ ดังนั้นคุณงามความดีที่เราได้เรียนรู้จากท่าน ยังจดจำอยู่ในใจและยึดเป็นแนวทางปฏิบัตินั้นมันเกิดจากกุศลกรรมที่แม่ได้ให้ไว้ตั้งแต่ในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ยังเด็กเกินไปที่จะเรียนรู้ (ตอนอายุก่อนวัยเรียนคงยังคิดไม่เป็น แต่รับรองว่าเลียนแบบการกระทำได้เป็นอย่างดี)

จึงเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า การหยิบยกประเด็นว่า "ครูแพทย์ (ซึ่งมีทั้งที่เป็นแพทย์และไม่ใช่แพทย์) ควรจะถ่ายทอดอะไร" ให้กับแพทย์รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปในอนาคต จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารและบุคลากรในสถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตนักวิชาชีพที่ได้ชื่อว่า "เป็นผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์" ค่ะ

สุวิณา