อารยะขัดขืน กับ Civil Disobedience และความสับสน (ตอนที่1)
ทัศนะวิจารณ์ : สุรกิจ ปัญจวีณิน กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2549
ที่มา http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q2/2006april18p5.htm 

จากการที่มีปรากฏการณ์การต่อสู้ ของกลุ่มที่ต่อต้านรักษาการนายกทักษิณ และกลุ่มสนับสนุนทักษิณ ที่ก่อให้สังคมไทย ที่เมื่อไม่เกิน 12 เดือนก่อนหน้านี้ ยังเป็นสังคมที่ไม่มีความเห็นแตกต่างทางการเมือง ที่เป็นขั้วเด่นชัด และก่อให้เกิดบรรยากาศอึมครึมทางการเมือง ดังเช่นทุกวันนี้ สืบเนื่องมาจากการเคลื่อนไหว ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ที่ได้พยายามสร้างแนวร่วมและมีการประท้วงความชอบธรรมของนายกรัฐมนตรี จนผลักดันให้นายกรัฐมนตรี ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการยุบสภา และนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 ที่อาจจะเรียกได้ว่ามีปัญหา มากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย และท้ายสุดยังนำไปสู่การประกาศการเว้นวรรคทางการเมือง เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549 โดยการไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งครั้งนี้

สิ่งที่มีการกล่าวถึงกันมากก็คือแนวคิดที่เรียกว่า Civil Disobedience ซึ่งมีศัพท์ในภาษาไทยที่แปลออกมาอยู่หลายคำด้วยกัน แต่หนึ่งในนั้นคือคำที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน” แต่คำที่คนไทยรู้จักกันมานานที่มีความหมายเป็นความหมายที่แคบมากของ civil disobedience คือ คำว่า “ดื้อแพ่ง” แม้จะเป็นคำที่เข้าใจง่ายและเป็นภาษาที่ชาวบ้านนั้นรู้จักดี แต่คำว่า “ดื้อแพ่ง” นั้นหาได้สะท้อนความหมายที่แท้จริงของคำว่า civil disobedience ได้ทั้งหมด เพราะการดื้ออาญา ก็ถือได้ว่า เป็น Civil Disobedience ได้เหมือนกัน

ในขณะเดียวกันการดื้อแพ่งนั้น ฟังดูเป็นความหมายที่ออกมาในเชิงลบมากกว่าบวกของผู้ที่กระทำการ และเปรียบเสมือนว่าผู้ที่ทำการดื้อแพ่งนั้นเป็นพวกไม่เคารพและไม่สนใจจะปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง แต่โดยเนื้อแท้แล้วผู้ที่ปฏิบัติการ Civil Disobedience หรือ อารยะขัดขืนนั้นมีหัวใจที่เป็นธรรม ในการธำรงไว้ซึ่งหลักความยุติธรรมของกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อมองเห็นว่าพฤติกรรม นโยบาย หรือกฎหมายบางอย่างของรัฐนั้นไม่เป็นธรรม ก็จะไม่ยอมก้มหัวให้กับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมนั้น เพราะยังมีหลักการที่เหนือกว่ากฎหมายที่มนุษย์ด้วยกันสร้างขึ้น นั่นคือหลักกฎหมายของพระผู้เป็นเจ้าหรือหลักธรรมสากล โดยรากศัพท์ของคำว่า Civil disobedience แล้วนั้น จะมีนัยของความเป็นอารยะอยู่แล้วขึ้นอยู่กับว่าจะมีการแปลคำว่า Civil ว่าอย่างไร

มีนักวิชาการท่านหนึ่ง นามว่า คริสเตียน เบย์ (Christian Bay) ได้พยายามแยกความหมายของคำนี้ ออกมาว่ามีความหมายถึง 5 ความหมาย เป็นอย่างน้อย กล่าวคือ ความเป็นอารยะ การเป็นพลเรือน (ไม่ใช่ทหาร) การเป็นเรื่องทางแพ่ง (ที่ไม่ใช่อาญา) การเป็นประชาชนที่ดี (เช่นใน Civil society) หรือเป็นเรื่องที่มีผลกระทบวงกว้าง เช่น สงครามกลางเมือง (civil war) เป็นต้น

จากการที่ได้ติดตามการชุมนุมของกลุ่มต่อต้านที่ไม่สนับสนุนนายกทักษิณ และการกล่าวอ้างว่าผู้ประท้วงได้ใช้แนวทางอารยะขัดขืน และหลักการอหิงสาของท่าน มหาตมะ คานธีเป็นที่ตั้งนั้น ดูเหมือนว่าจะยังมีความสับสนระหว่างการต่อสู้โดยปราศจากความรุนแรง และอารยะขัดขืน (Civil disobedience)

ผู้ที่ติดตามงานของ จอห์น รอลส์ (John Rawls) ปราชญ์ทางนิติปรัชญานามอุโฆษผู้หนึ่ง คงจะได้ทราบว่า รอลส์นิยามความหมายของ Civil disobedience ไว้ว่าเป็น “การกระทำที่เป็นสาธารณะ ปราศจากความรุนแรง เปี่ยมด้วยจิตสำนึก แต่มีนัยทางการเมือง และขณะเดียวกันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายบ้านเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงในกฎหมาย หรือนโยบายของรัฐอย่างใดอย่างหนึ่ง

แนวคิดหลักของตามนิยามอารยะขัดขืนของ รอลส์ จะเห็นได้ว่ามีคุณสมบัติสำคัญ 7 ประการกล่าวคือ

1. เป็นการกระทำที่ละเมิดกฎหมาย หรือตั้งใจที่จะละเมิดกฎหมาย
2. ในแนวทางที่ปราศจากความรุนแรง
3. เป็นการกระทำที่เปิดเผย เป็นสาธารณะและประกาศให้รัฐทราบล่วงหน้า
4. มีความเต็มใจที่จะรับโทษทางกฎหมายของการกระทำผิดกฎหมาย
5. มีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบของรัฐเพื่อให้เป็นธรรมมากขึ้น
6. มุ่งที่จะก่อให้เกิดสำนึกแห่งความยุติธรรมที่แท้จริงต่อคนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งอาจจะมองข้ามหรือเข้าใจความยุติธรรมที่แท้จริงผิดแปลกไป
7. มุ่งเชื่อมโยงกับสำนึกแห่งความยุติธรรมซึ่งโดยหลักแล้วเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายและสถาบันทางสังคม

ดังนั้นความเป็นอารยะของการดำเนินการ Civil disobedience เป็นเรื่องของการกระทำที่ปราศจากความรุนแรง ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น (ดูข้อที่ 2) และหากมาพิจารณาดูแนวทางที่ผ่านมาของการต่อสู้เรียกร้อง ของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่อ้างแนวทางอารยะขัดขืนก็จะเห็นได้ว่าไม่มีการจับเอาอาวุธหรือใช้ความรุนแรง ที่ดูนอกเหนือไปบ้างก็อาจจะเป็นการกระทบกระทั่งด้วยคำพูดที่บางครั้งอาจจะดูก้าวร้าวและเกินเลยไปบ้าง

แต่ความรุนแรงทางกายภาพนั้นมีน้อยมาก เพราะในทางปฏิบัติเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ในการจะควบคุมกลุ่มคนเรือนแสน ที่มาจากปูมหลังที่หลากหลาย และแตกต่างกันมากให้ดำเนินการประท้วงในรูปแบบที่กำหนดได้อย่างเคร่งครัดและเป็นระบบ โดยเป้าหมายร่วมที่คนเหล่านี้ต้องการคือสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับพฤติกรรมของผู้นำของประเทศ ที่เขาเห็นว่าไม่มีความชอบธรรมพอและต้องการเห็นบุคคลสาธารณะผู้นั้นต้องเว้นวรรคทางการเมือง เพื่อที่กลไกของการตรวจสอบพฤติกรรมของบุคคลผู้นั้น และกลุ่มพวกพ้อง ได้มีพื้นที่ที่เปิดเพียงพอต่อการที่จะมีโอกาส ขับเคลื่อนกลไกเหล่าให้มีสัมฤทธิผลขึ้นมาได้บ้าง

อารยะขัดขืน (Civil disobedience) นั้นมิได้เป็นของใหม่ แต่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล ตั้งแต่ก่อนสมัยมหาปราชญ์กรีก โสกราติส (Socrates) โดยตัวท่านเองได้ประท้วงกฎหมาย ของกรีกที่ห้ามสอนให้เยาวชนตั้งคำถามทางปรัชญา ด้วยการสอนปรัญชาให้กับเยาวชนกรีกเพื่อตั้งคำถามต่างๆ ที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาตนเองให้สมบูรณ์มากที่สุด และในที่สุดก็ถูกตัดสินให้ได้รับการลงโทษโดยการดื่มยาพิษ ซึ่งท่านเองก็ยินดี

การที่ท่านไม่ยอมที่จะหยุดสอนทั้งๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่าท่านทำผิดกฎหมายซึ่งในความเห็นของท่านเป็นกฎหมายที่ขาดความชอบธรรม และขัดต่อการใช้เสรีภาพทางความคิดของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยของกรีก แต่ท่านยอมรับบทลงโทษของรัฐ และการใช้อำนาจทางกฎหมายของรัฐด้วยความยินดี และนี่คือหัวใจของการทำอารยะขัดขืน

ผู้ที่ทำผิดนั้นทำผิดกฎหมายเพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังยอมรับผลการกระทำผิดของตนโดยเต็มใจ ซึ่งต่างจากพวกโจรผู้ร้ายที่ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง แต่ไม่ยอมให้รัฐจับกุมและไม่ยินดีให้รัฐลงโทษตนตามกฎหมายโดยดี การฉีกบัตรเลือกตั้งของผู้ลงคะแนนบางท่าน และยอมให้จับกุมโดยดีก็เป็นการทำอารยะขัดขืนตามหลักการนี้นั่นเอง

รูปแบบของอารยะขัดขืนมีวิวัฒนาการเรื่อยมา ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ เรื่อยมาจนถึง เฮนรี่ เดวิท ธอโร (Henry David Thoreau) ที่ยอมเข้าคุกเพราะไม่เห็นชอบกับรัฐบาลสหรัฐที่จะทำสงครามกับเม็กซิโก และการเก็บภาษี Poll Tax มาถึงการนำแนวทางของอารยะขัดขืน มาปรับเป็นหลักการ สัตยาเคราะห์ (Satyagraha) ของ มหาตมะ คานธี ที่ใช้ขับไล่จักรวรรดินิยมอังกฤษที่ครอบครองอินเดียมากว่า 400 ปี จนต้องยอมคืนเอกราชให้กับอินเดีย

มาถึงการต่อสู้เรียกร้องตามแนวของนักเคลื่อนไหวที่ได้รับรางวัลโนเบล อย่าง มาร์ติน ลูเธอร์ คิงจูเนียร์ ที่ใช้แนวทางอารยะขัดขืนสร้างความชอบธรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิให้กับชาวผิวดำในสหรัฐ ในช่วงทศวรรษ 60 โดยผู้นำที่ประกาศใช้แนวทางของอารยะขัดขืนต่างมีจุดยืนของความเป็นอารยะที่จะไม่ใช้ความรุนแรง (ซึ่งคงต้องแล้วแต่ว่าจะนิยาม “ความไม่รุนแรง” กันอย่างไร) และต่างเคารพ ต่อบทลงโทษของกฎหมายบ้านเมืองเสมอเมื่อใดก็ตาม ที่ตนได้กระทำการใดๆ ที่ผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง

นอกจากนั้น การทำอารยะขัดขืนยังเป็นการกระทำที่ต้องไม่มีจิตใจที่ทำการต่อต้านด้วยความโกรธแค้น หรืออาฆาตมาดร้ายต่อผู้ที่ตนต่อต้าน เปรียบดังเพื่อนที่จะสอนเพื่อนในยามที่เห็นเพื่อนทำไม่ถูกไม่ต้อง แต่เมื่อเห็นว่าพฤติกรรมหรือกฎหมายที่มาจากผู้ที่ตนต่อต้านนั้นขาดความชอบธรรม ก็พยายามที่จะใช้วิถีแห่งความเป็นอารยะนั้นเตือนว่าสิ่งที่ไม่เป็นธรรมหรือชอบธรรมเหล่านั้นควรได้รับการแก้ไขเยียวยา และต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุง ไม่ใช่จะมาอ้างความชอบธรรมกันตามอำนาจของกฎหมายบ้านเมืองหรืออำนาจทางการเมือง (ซึ่งสองอย่างนี้มักจะผูกติดกันไปอยู่แล้ว)


อารยะขัดขืนกับ Civil Disobedience และความสับสน (จบ)
ทัศนะวิจารณ์ : สุรกิจ ปัญจวีณิน กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2549

คงต้องยอมรับว่า การทำอารยะขัดขืนนั้น เป็นการกระทำหรือการเคลื่อนไหวของผู้ที่มีสติปัญญา และเป็นผู้ที่ต้องการให้สังคม มีความเป็นธรรมมากขึ้น เมื่อใดก็ตามหลักกฎเกณฑ์และกฎหมาย มิอาจให้ความเป็นธรรม หรือเป็นที่ยอมรับแก่คนกลุ่มน้อยในสังคมได้ ตามช่องทางที่เป็นทางการที่มีอยู่ ก็จำเป็นต้องออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม โดยผ่านช่องทางที่ไม่ปกติ (เช่น แนวทางที่ทางเครือข่ายพันธมิตรฯ ดำเนินการอยู่) แต่เพราะความเป็น “อารยะ” ของคนที่มาเรียกร้องเหล่านั้นจึงไม่ใช้วิถีทางแห่งความรุนแรงในการแก้ปัญหา

ตอนนี้กลุ่มคนที่ไม่ยอมรับนายกฯทักษิณ ก็เห็นว่าคุณธรรมและความชอบธรรมของผู้นำมีปัญหา แต่กระบวนการในการดำเนินการเรียกร้องตามกรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญตามช่องทางปกตินั้น มิอาจจะสร้างความชอบธรรมได้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้คนกลุ่มนี้จึงเห็นว่าก่อให้เกิดความชอบธรรมของการใช้อารยะขัดขืนขึ้น

ความชอบธรรมของอารยะขัดขืนนั้น เป็นเรื่องที่คนในระบอบเสรีประชาธิปไตยต้องตระหนักว่า ไม่ว่าระบอบประชาธิปไตยในประเทศใดก็ตาม แม้แต่ในประเทศแม่แบบหลักของประชาธิปไตย เช่น สหรัฐอเมริกา และเป็นประเทศที่ จอห์น รอลส์ เรียกว่าเป็นสังคมประชาธิปไตยที่เกือบจะสมบูรณ์ (Near just society) ก็ยังมีตัวอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ให้ความเคารพต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของเสียงส่วนน้อยก็ยังผิดได้ จนก่อให้เกิดเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงสิทธิของคนผิวดำในสหรัฐ มาแล้วผ่านทางกระบวนการที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน” (Civil Disobedience) นั่นเอง

ในสังคมประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว ทุกอย่างมิได้ถูกตัดสินกันด้วยเสียงข้างมากเสมอไปเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดความชอบธรรม นั่นคือ การเคารพและไม่ละเมิดสิทธิพื้นฐานของชนกลุ่มน้อย การมีกลไกที่สอบทานและคานอำนาจในทุกๆ ระดับของการใช้อำนาจ (Checks and balances) อย่างโปร่งใส เที่ยงธรรม และสุจริต ผู้ที่เข้าใจระบบประชาธิปไตยก็คงจะเข้าใจอย่างชัดเจนว่าที่เรียกว่า “เสียงข้างมาก” นั้น เป็นแค่วิธีการอย่างหนึ่ง (Means) มิใช่เป้าหมายสุดท้าย (End) ของระบอบประชาธิปไตย

ฉะนั้นการได้เสียงข้างมากในกระบวนการที่ไม่โปร่งใส หรือผู้ที่ลงคะแนนมิได้มีการลงคะแนนอย่างบริสุทธิ์ หรือลงคะแนนโดยถูกหลอกลวง ก็เป็นเพียงเสียงข้างมากที่ไปปล้นเขามาหรือโกงเขามา การจะมาอ้างความชอบธรรม ของเสียงข้างมากก็ย่อมที่จะกล่าวอ้างได้ยาก สิ่งสำคัญคือเสียงข้างมากย่อมไม่ทำการใดๆ อันเป็นการไม่เคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของเสียงข้างน้อย จึงจะเป็นหลักประกัน ของระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้

หลายครั้งหลายหนเราจะคุ้นเคยกับการแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรง เพราะเมื่อเหตุผลคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็มักจะลงเอยด้วยความรุนแรง และความรุนแรงนั้นมักจะมาจากฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่า ฉะนั้นเมื่อมีการใช้อารยะขัดขืน จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่า ทำไมจึงมีคนจำนวนไม่น้อยเรียกร้องให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยเด็ดขาด กับกลุ่มคนที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมและความรับผิดชอบของผู้นำ

สังคมไทยอาจจะไม่เคยชินกับการใช้แนวทางอารยะขัดขืน แต่หากวันใดอารยะขัดขืนได้ฝังรากลึกในสังคมประชาธิปไตยไทย ก็จะเป็นเสมือนวาล์วนิรภัยที่ช่วยลดแรงกดดันในระบบ และจะเป็นเครื่องเสริมให้ระบอบประชาธิปไตยนั้นพัฒนาได้อย่างยั่งยืนขึ้น โดยมิต้องหันมาสู่กระบวนการที่ใช้ความรุนแรง อารยะขัดขืนไม่ใช่การใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย แต่เป็นการใช้จิตสำนึกของความชอบธรรมหมู่ เพื่อพยายามเยียวยาปัญหาของความไม่ชอบธรรมที่ถูกกฎหมาย

ผู้กระทำการอารยะขัดขืนที่เข้าใจในหลักการของอารยะขัดขืนที่แท้จริง จะต้องยินดี และเต็มใจที่จะยอมรับบทลงโทษของรัฐตามกฎหมาย หรือยอมที่จะจ่ายต้นทุนส่วนตัวในราคาที่แพง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมที่ตนได้มีส่วนร่วมเสียสละเรียกร้อง

การเรียกร้องของกลุ่มต่างๆ ที่เข้ามาใช้วิถีทางแห่งอารยะขัดขืนในครั้งนี้ หากสามารถที่จะแสดงให้สังคม เห็นถึงความเป็นอารยะในการขัดขืน ต่อการใช้อำนาจ หรือการครองอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรมได้อย่างแท้จริงแล้ว ก็น่าจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของระบอบประชาธิปไตยไทยที่พลังของมวลชนนอกระบบที่ไม่เป็นทางการได้สร้างขึ้น

และไม่ว่าข้อเรียกร้องต่างๆ ของเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะสัมฤทธิผลตามเป้าหมายหรือไม่ก็ตาม ก็น่าจะเป็นบทพิสูจน์การพัฒนาของระบอบประชาธิปไตยไทยที่สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งแล้ว

การต่อสู้เรียกร้องครั้งนี้ คงไม่ใช่เสียงเรียกร้องที่จะล้มล้างระบอบเสรีประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ให้ถดถอยไปสู่ระบอบคณาธิปไตยของอภิสิทธิ์ชนเมือง และทุนนิยมด้อยพัฒนา ตามที่นักวิจารณ์บางท่านได้กล่าวอ้างไว้ แต่แน่นอนอาจจะมีส่วนทำให้การเดินหน้าเต็มสูบที่จะทำให้รัฐไทยเป็นรัฐทุนนิยมโลกาภิวัตน์อย่างเต็มรูปแบบ (หรืออย่างบ้าคลั่ง) ทั้งๆ ที่หลายๆ ส่วน และประชาชนส่วนใหญ่ยังอ่อนแอและไม่พร้อมที่จะต่อสู้กับทุนนิยมโลกสะดุดหยุดลงบ้าง

แต่หากจะประเมินผลได้ผลเสียจริงๆ แล้วคงต้องมาดูว่าหากเราไม่เอาทุนนิยมโลกาภิวัตน์เต็มรูปแบบ แต่ดำเนินแนวทางการพัฒนาประเทศ ตามกระแสพระราชดำริตามแนวทางเศรษฐกิจแบบพอเพียง ผู้ที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการไม่เดินเครื่องเต็มสูบ เพื่อทำรัฐไทยให้เป็นรัฐทุนนิยมโลกาภิวัตน์เต็มรูปแบบแล้วนั้น จะเป็นคนกลุ่มใดในระยะยาว ชนชั้นปกครองที่เป็นอภิสิทธิ์ชน ชนชั้นกลาง หรือประชาชนระดับรากหญ้า กันแน่

การพัฒนาในหลายๆ เรื่อง เป็นเรื่องที่บางครั้งเร่งเกินไปก็ไม่อาจจะทำได้ หรือทำไปแล้วจะมีผลเสียมากกว่าผลดี การที่จะพัฒนารัฐไทยให้เป็นรัฐโลกาภิวัตน์เต็มรูปแบบอย่างรวดเร็ว โดยปราศจากความพร้อมในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในแง่การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐ ตลอดจนปัญหาความโปร่งใส ธรรมาภิบาลและตรวจสอบได้ในการดำเนินการในด้านต่างๆ ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

บางทีการสร้างแนวทางอารยะขัดขืนที่แท้จริงในสังคมไทยอาจจะเป็นตัวช่วย ที่ทำให้เราเห็นคำตอบสุดท้ายว่าทิศทางของระบอบประชาธิปไตยไทยควรจะเดินไปในทิศทางใด

ตราบใดที่เรายังเห็นข้อที่ไม่เป็นธรรมหรือชอบธรรมในสังคมของเรา ที่ยังห่างจากสังคมที่เกือบจะเป็นธรรมในหลายๆ ประเทศที่มีพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยไปในขั้นสูงแล้ว ขอให้เราอย่าสับสนกับแนวคิดที่ว่าอารยะขัดขืน คือ จุดเริ่มต้นของความเป็นอนาธิปไตย หรือบิดเบือนว่าเป็นการเอากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายกันต่อไปอีกเลย