ปัจจุบันประเทศชาติน่าเป็นห่วง แต่อนาคต น่าเป็นห่วงมากกว่า

 ท่ามกลางปัญหานานัปการที่ประเทศไทยต้องเผชิญ  จนดูเหมือนว่าจะกลายเป็นวิกฤติทั้งด้านเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  และความมั่นคง  จนทำให้สถาบันจัดดัชนีความสงบสุขโลก (Global Peace Index) จัดอันดับไทยที่ 118  ต่ำกว่าสิงคโปร์ (29)  เวียดนาม (37)  มาเลเซีย (38)  ลาว (51)  อินโดนีเซีย (68)  กัมพูชา (91)  สูงกว่าพม่า (126) เพียงประเทศเดียว  โดยไทยมีปัญหาภาพลักษณ์เสียหลายด้าน  อาทิ  แนวโน้มการเกิดการก่อการร้าย (4 คะแนน  จากเต็ม 5)  การเคารพสิทธิมนุษยชน (4 คะแนน  จากเต็ม 5)  ระดับความขัดแย้งขององค์กรภายใน (3 คะแนน  จากเต็ม 5)  ความไม่เชื่อมั่นของพลเมืองต่างชาติต่อความสงบสุขภายในประเทศ (3 คะแนน  จากเต็ม 5) ฯลฯ  (มติชนสุดสัปดาห์  23 พ.ค. 51  ฉบับที่ 1449)

 หากนำวิกฤติปัญหาข้างต้นมาวิเคราะห์จะพบว่า  รากของปัญหาทั้งหมดมาจากวิกฤติ(คุณภาพ) คน  ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤติ (คุณภาพ) การศึกษา

 เราจะต้องเผชิญวิกฤติข้างต้นไปอีกนานเท่าใด  ดูได้จากผลลัพธ์ของคุณภาพการศึกษาของอนาคตของชาติในปัจจุบัน

1.  วิกฤติคุณภาพการศึกษา (นักเรียน)

     ระดับชาติ
     1.1  ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6  ดูจากผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) และ A-NET  ปี พ.ศ.2551  จำนวน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ 2551) ปรากฏผลดังนี้

 กลุ่มสาระ           คะแนนเฉลี่ย O-NET  คะแนนเฉลี่ย A-NET
1.  ภาษาไทย            50.70                     50.26
2.  สังคมศึกษา          37.76                     35.48
3.  วิทยาศาสตร์         34.62                     33.94
4.  คณิตศาสตร์         32.49                      21.96
5.  ภาษาอังกฤษ        30.93                     32.52

    คะแนนเฉลี่ยของ 4 กลุ่มสาระ สอดคล้องกัน  ยกเว้นคะแนนคณิตศาสตร์  ที่ A-NET ต่ำกว่า O-NET มาก  ที่น่าสังเกตคือ  คะแนนเฉลี่ยสูงสุดคือ ภาษาไทย  เด็กไทยมีความรู้เฉลี่ยแค่ร้อยละ 50

    1.2  ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3  ดูจากผลการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (National Test = NT)  ประจำปีการศึกษา 2549  จำนวน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้  และระดับประถมศึกษาปีที่ 6  จำนวน 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้ (สมเกียรติ  ชอบผล  คมชัดลึก  25 เม.ย. 51) ปรากฏผลดังนี้

                              มัธยมศึกษาปีที่ 3                 ประถมศึกษาปีที่ 6
 กลุ่มสาระ        คะแนน NT (เต็ม 40 คะแนน)   คะแนน NT (เต็ม 40 คะแนน)
1.  ภาษาไทย            17.58  (43.95%)                17.10  (42.74%)
2.  สังคมศึกษา          16.67  (41.67%)                        -
3.  วิทยาศาสตร์         15.75  (39.37%)                17.27  (43.17%)
4.  คณิตศาสตร์         12.46  (31.15%)                15.55  (38.86%)
5.  ภาษาอังกฤษ        12.34  (30.85%)                13.81  (34.51%)

    คะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3  กับระดับประถมศึกษาปีที่ 6  ค่อนข้างจะสอดคล้องกันทุกกลุ่มสาระ แต่ที่น่าตกใจคือ
          1. คะแนน NT ปี 2549  ต่ำกว่าปี 2547
          2. คะแนนเฉลี่ยภาษาไทยของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 และประถมศึกษาปีที่ 6  มีแนวโน้มลดลงตามลำดับ  เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนภาษาไทยของ O-NET และ A-NET ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6

    ระดับนานาชาติ
     1.3  International Institute for Management Development (IMD) จัดอันดับการศึกษาของไทย พ.ศ.2549  ประเมินความสามารถในการแข่งขันอยู่อันดับที่ 48  จาก 61 ประเทศ  เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคเดียวกันเหนือกว่าเพียงอินโดนีเซีย  สาธารณรัฐประชาชนจีน  และฟิลิปปินส์  (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2549)

     1.4  ผลการประเมินโครงการ Program for International Student Assessment (PISA) ครั้งล่าสุด ปี พ.ศ.2546  พบว่าวิชาคณิตศาสตร์  ฟินแลนด์, ฮ่องกง  และเกาหลีได้คะแนนเฉลี่ยกลุ่มสูง  โดยเด็กไทยได้คะแนนเฉลี่ย 417  ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่มีคะแนนเฉลี่ย 500 คะแนน  ในขณะที่ฮ่องกง, เกาหลี  และญี่ปุ่น  ได้คะแนน 550, 542 และ 534 ตามลำดับ  ส่วนผลการประเมินวิชาวิทยาศาสตร์  ฟินแลนด์ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุด 563 คะแนน  เด็กไทยได้คะแนนเฉลี่ย 429 คะแนน  ส่วนฮ่องกง, เกาหลี  และญี่ปุ่น  ได้คะแนน 539, 538 และ 548  ตามลำดับ

     อะไรคือสาเหตุของวิกฤติคุณภาพการศึกษา ?
 
2.  วิกฤติผู้สอน (ครู)

    วิกฤติด้านปริมาณ
     2.1  จากข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการพบว่าอัตรากำลังครูที่เกษียณอายุและเออร์ลี่รีไทร์  ขาดอัตรากำลังสะสมตั้งแต่ปีงบประมาณ 2540  ถึงปี 2549  จำนวน 76,133 คน

     2.2  สภาพอุปสงค์และอุปทานครูในประเทศไทย  ระหว่างปี พ.ศ.2534-2547  ครูประถมศึกษา มีจำนวนลดลง  เฉลี่ยร้อยละ -0.4 ต่อปี  ส่วนครูมัธยมศึกษามีจำนวนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.7 ต่อปี (ยูเนสโก  5 ต.ค. 2006)

     2.3  สถาบันผลิตครู  มีการผลิตบัณฑิตไม่สอดคล้องกับความต้องการอันแท้จริงของการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน  อาทิ  ผลิตครูปฐมวัย  สังคมศึกษา  มัธยมศึกษา  และพลศึกษา  ในขณะที่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีความต้องการครูคณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  และภาษาต่างประเทศ  เป็นต้น (พฤทธิ์  ศิริบรรณพิทักษ์, 2544)

     2.4  จากข้อมูลจำนวนข้าราชการครูกับช่วงอายุตามปฏิทินพบว่าครูที่มีอายุช่วง 45-50 ปี  มีจำนวนมากที่สุด คือ 136,308 คน คิดเป็นร้อยละ 33.61 ของครูจำนวน 405,576 คน (ไทยรัฐ 9 ต.ค. 50)

     ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นวิกฤติครูด้านปริมาณ  โดยเฉพาะอีก 10-15 ปีข้างหน้า  คือระหว่าง พ.ศ.2561-2566

    วิกฤติด้านคุณภาพ
     2.5  ผลการจัดอันดับโรงเรียนจำนวน 2,898 แห่ง  โดยใช้คะแนน O-NET ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ปีการศึกษา 2550  ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)  และผลการประเมินคุณภาพรอบแรกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)  ซึ่งได้จัดคุณภาพโรงเรียนเป็นระดับดีขึ้นไป (คะแนน 2.51 ขึ้นไป)  และคุณภาพต่ำกว่าระดับดี (คะแนนน้อยกว่า 2.51) โดยจำแนกตามขนาดโรงเรียนพบว่า  โรงเรียนส่วนใหญ่มีคุณภาพต่ำกว่าระดับดี  คิดเป็นร้อยละ 62.35

     2.6  ครูและพนักงานราชการที่ไม่ได้สอน  และหรือสอนไม่ตรงวิชาเอก (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2551) มีดังนี้

    วิชาเอก           ไม่ได้สอน    สอนตรงเอก  สอนไม่ตรงเอก           รวม   
ฟิสิกส์                       209           4,830         1,342                     6,381   
เคมี                          129           4,529         1,400                     6,058   
ชีววิทยา                    139           4,937         2,027                     7,103   
คณิตศาสตร์               313         18,098         8,724                   27,135   
คอมพิวเตอร์              249           4,354         5,454                    10,057   
ภาษาอังกฤษ             360         21,215         7,449                    29,024   
   รวม                   1,399       57,963       26,396                   85,758 

     2.7  มีครูที่สำเร็จการศึกษาเกินกว่า 20 ปี  อยู่ในระบบถึง 266,017 คน  คิดเป็นร้อยละ 65.60  ขณะที่ยังไม่มีการฝึกอบรมครูประจำการอย่างเป็นระบบ  รวมทั้งกรณีครูมีวุฒิไม่ตรงกับวิชาที่สอนจำนวนมาก  ทำให้ครูขาดความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาที่ทันสมัย  กระบวนการสอนที่ต้องการประสบการณ์และทักษะ  ซึ่งส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน  และสอดคล้องกับผลการวิจัยในโครงการ TIMSS  และ  SACMEQ  ของอาฟริกาใต้และตะวันออกที่พบว่า  นักเรียนจะเรียนได้ความรู้มากจากครูที่มีทักษะทางวิชาการสูง  มากกว่าครูที่มีทักษะทางวิชาการต่ำ  เด็กที่เข้ารับการทดสอบทำคะแนนได้คล้ายกับครูของตน (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2550)

3.  วิกฤติหลักสูตร

     3.1  หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ได้มีความพยายามพัฒนาแนวคิดและวิธีการมาจากต่างประเทศ  โดยเฉพาะประเทศแถบตะวันตก  แต่เหตุใดผลสัมฤทธิ์ของการเรียนจึงต่ำกว่า  แม้แต่กลุ่มประเทศตะวันออกด้วยกัน  เราควรจะได้กลับไปทบทวนโดยการศึกษาเปรียบเทียบกับหลักสูตรไทยในอดีตหรือไม่  เพื่อให้เด็กไทยอ่านออกเขียนได้เหมือนบรรพบุรุษ

     3.2  เด็กไทยเรียนหนักถึงหนักมาก  โดยมีชั่วโมงการเรียนเฉลี่ยต่อปี  ระดับประถมศึกษา 800-1,000  ช.ม.  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1,000-1,200 ช.ม.  และมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,122 ช.ม.  ในขณะที่เด็กฟินแลนด์, เกาหลี  และญี่ปุ่น  ที่ได้คะแนนการสอบระดับนานาชาติ PISA  สูงกว่าเด็กไทยมาก  มี ช.ม.เรียนเฉลี่ยต่อปี  ระดับประถมศึกษา 680, 828  และ 648 ช.ม.  ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 595, 565 และ 534 ช.ม.  และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 553, 550 และ 466 ช.ม. ตามลำดับ  ถ้าเรียนน้อยแล้วฉลาด ทำไมต้องเรียนมาก ?

     ปัจจุบันประเทศชาติน่าเป็นห่วง
     แต่อนาคต  น่าเป็นห่วงมากกว่า

     ถึงเวลาหรือยังที่ผู้รับผิดชอบทุกฝ่ายต้องลงมือแก้ปัญหาด้วยการผ่าตัดการศึกษาของชาติทั้งระบบ  เพื่อมิให้วิกฤติ (คุณภาพ) คน  กลายเป็นวิกฤติชาติ  จนไม่อาจเยียวยา