หากเชื่อในกฎแห่งกรรม มันก็เป็นความเวทนาอย่างหนึ่ง ที่พบว่า .. วิบากกรรมไม่ให้อภัยผู้ไม่รู้ในกฎแห่งกรรม
Q. ทำไมจึงย้ำหลาย ๆ รอบ ...
A. เพราะมันเป็นจริงดังนั้น อะไรจะน่าเวทนาเท่ากับการไม่เคยรู้ ไม่เคยเชื่อ ไม่เคยเข้าถึงธรรมะ และกฎแห่งกรรม .. จึงยังทำให้คงกระทำอกุศลกรรม อันก่อให้เกิดวิบากกรรม และยังต้องทนเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในความทุกข์ขมไม่จบไม่สิ้นเช่นนั้นอีกเล่า
Q. ไม่เชื่อ ไม่เคยรู้ เมื่อรู้แล้ว แก้ไขแล้ว ก็ควรได้รับการลดหย่อนผลในกรรมที่กระทำบ้างไม่ใช่หรือ
A. เมื่อมองเห็นตามกฎแห่งกรรมอันเป็นสิ่งเดียวที่เที่ยงแท้แล้ว ก็จักเห็นว่าชะตากรรมภายใต้กฎแห่งกรรมนั้นน่าขบขัน ไม่สามารถแหกกฎหรือหาช่องโหว่เหมือนกฎหมายที่มนุษย์ตั้งขึ้นได้เลย .. ทุกคนล้วนต้องอยู่ใต้กฎเดียวกัน ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น ดูโหดร้ายยิ่งนัก
Q. บัวมีสี่เหล่า บุคคลผู้เข้าถึงธรรมะ ก็มีเพียงน้อย แล้วผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจธรรมะ อีกทั้งสัตว์โลก ทั้งหลายที่ไม่มีอาจมีโอกาสเข้าถึงธรรมะ จะต้องทนเวียนว่ายตายเกิดไปอีกนานแค่ไหน
A. คำตอบนี้ข้าพเจ้าก็พยายามค้นหาอยู่เช่นกัน เพราะมันเป็นคำถามในทำนองเดียวกับคำถามที่ว่า สภาวะธรรมและกฎแห่งกรรมเริ่มขึ้นมาอย่างไร เริ่มขึ้นจากตรงไหน และอะไรที่ดึงดูดให้เราเข้ามาวนเวียนอยู่ในกฎธรรมชาติอันน่าเจ็บปวดอันนี้
แต่ด้วยเหตุดังนี้ อาจจะทำให้เราเห็นจริงขึ้นมาว่า .. ทุกสิ่งล้วนเป็นเพื่อนเวียนว่ายวนเวียนอยู่ในความน่าสังเวทของบ่วงกรรมเท่า ๆ กัน ยิ่งผู้ที่ไม่เคยได้รู้ธรรมะ แม้กระทั่งคนพาล คนเลวทราม ที่กระทำเรื่องเลวร้ายไม่หยุดหย่อน ก็ยิ่งเป็นผู้ที่น่าสงสาร น่าเห็นใจ เพราะเมื่อเล็งเห็นผลกรรมที่ต่างจะต้องได้รับในกาลหน้าแล้ว ก็จะเห็นว่าไม่มีใครหลุดพ้นในสิ่งที่ตนเองเคยกระทำได้เลย (แม้ผู้รู้ธรรมะแล้ว ก็ยังสามารถกระทำอกุศลกรรมได้ เพราะเหตุแห่งความไม่ถึงพร้อม) การอภัยจึงเป็นสิ่งที่สมควรให้แก่ผู้รับทุกคน และการทำให้ผู้อื่นเห็นจริงในกฎแห่งกรรมก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำยิ่งนัก
Q. ทำไมชีวิตจึงดูไร้ ความหมาย .. เหมือนมีเพียงการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้น ภายในวัฏสงสารอันนี้
A. การเกิดเป็นมนุษย์ถือเป็นโอกาสอันงามอย่างหนึ่ง เราสามารถสร้างสรรค์สิ่งใดก็ได้อย่างมากมายนับไม่ถ้วน เช่น ภาษาที่มนุษย์สร้างมาสื่อสารกัน ทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษามือ ภาษาคอมพิวเตอร์ .. นับเป็นสิ่งที่อัศจรรย์อันสำคัญยิ่งจากความขวนขวายของมนุษย์ ..
การเข้าใจธรรมะ หรือเป็นผู้ปฏิบัติธรรมไม่ได้หมายความถึงการ 'ปลง' อย่างที่หลายคนเข้าใจ และคิดไปว่าน่าเบื่อตามนั้น เพราะแท้จริงแล้วความหมายในชีวิตอย่างหนึ่งของมนุษย์ก็คือ การสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่มีอยู่ในธรรมชาติ ซึ่งอาจพูดได้ว่า ..
สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ มีความงามตามธรรมชาติ แต่มนุษย์สร้างความงดงามใหม่ ๆ ที่ไม่มีอยู่ตามธรรมชาติขึ้นมาได้
Q. ความทุกข์ ทำไมเมื่อรู้เหตุแห่งทุกข์ เข้าใจสภาวะของจิตขณะทุกข์ แล้วยังทุกข์อยู่
A. นั่นเพราะใจยังไม่ละทุกข์ออกไป ยังคงติดอยู่ในอารมณ์แห่งทุกข์ การคิดถึงเหตุแห่งทุกข์ พยายามเข้าใจสภาวะอารมณ์แห่งทุกข์ มองหาทางออกของกองทุกข์ ซึ่งแท้จริงแล้วก็ยังทำให้ทุกข์อยู่ร่ำไป เพราะจิตยังเกาะเกี่ยวยึดเหนี่ยวอยู่ในความทุกข์ สิ่งที่ต้องทำให้หลุดออกจากความทุกข์ได้จึงมิใช่เกาะเกี่ยว แต่ต้องละ ต้องทิ้ง โยนทุกข์ทั้งกองออกไปจากตัว พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่คิดถึงไอ้สิ่งที่กำลังทุกข์มันนั่นแหละ
นึกอย่างอื่นออกแล้วจะมาเขียนคำถาม คำตอบในกาลต่อไป