ก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปปฎิบัติธรรม  ข้าพเจ้าคิดเห็นไปว่า ตัวเองนั้นก็ถือว่าเป็นคนที่ดีพอควร มีความรับผิดชอบ  แถมเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ และติดดีค่อนข้างมากทีเดียว พอเวลามีอะไรเกิดขึ้นในชาติบ้านเมือง ข้าพเจ้าจะมีอาการวิตกกังวลแถมบางครั้งบ่นด่าผู้บริหารระดับประเทศเป็นพักๆ  และมักจะคิดว่าทำไมคนนี้จึงเป็นแบบนั้น ทำไมคนนั้นไม่เป็นแบบนี้ ดีชั่วอย่างไรทำไมไม่รู้จักคิด  เรียกว่ามองเห็นความผิดของคนอื่นๆเสียมากมาย ยกเว้นความเห็นผิดของตัวเอง

หลังจากไปปฎิบัติธรรมกลับมาสักระยะ  ก็พยายามปฎิบัติอย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆ   ปรากฏว่า ในเวลานี้ข้าพเจ้าเริ่มมองเห็นว่าตัวเองนั้นไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แถมออกจะมีความชั่วร้ายในจิตอยู่มากมายไม่น้อย และรู้สึกอับอายตัวเองที่แต่ก่อนไปหลงภูมิใจได้อย่างไร ว่าตัวเองนั้นเป็นคนดี ช่างน่าอายจริงๆ  และทุกวันนี้ถ้ามีใครทำท่าและประกาศตนว่า มีคุณความดีอยู่ในตัวเสียมากมายเหนือคนอื่น  ข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งจริงๆ ที่พวกเขาเหล่านั้นช่างมีความมั่นใจและมาดมั่นขนาดนั้น  การที่ใครก็ตามพูดว่ากำลังทำเพื่อประเทศชาติและสังคม  แสดงว่าพวกเขาต้องคิดเห็นว่าตัวเองดีสุดๆ เป็นแน่  เพราะตัวข้าพเจ้าเองในตอนนี้ ยังไม่กล้าที่จะพูดเลยว่าเป็นพลเมืองดีของชาติ  และทำอะไรเพื่อประเทศชาติบ้าง  แถมพอมองมายังอาชีพการงานของตัวเอง ข้าพเจ้าก็ยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีสักเท่าไหร่  ข้าพเจ้ากลายเป็นคนที่ชั่วๆ ดีๆ ไปเสียแล้ว 

การปฎิบัติธรรมทำให้เรารู้จักตัวเองดีขึ้น มองเห็นตัวเองดีขึ้น และตอนนี้ข้าพเจ้าก็มั่นใจว่า แท้ที่จริงแล้วข้าพเจ้าก็แค่คนชั่วบ้างดีบ้าง  ไม่ได้ดีเลิศประเสริฐศรีกว่าใครๆ แถมบางครั้งมีความคิดอกุศลตั้งมากมายอยู่ในจิต  นี่เป็นเรื่องที่แปลกจริงๆ ที่ข้าพเจ้าเพิ่งมารู้และหลงคิดผิดว่าตัวเองเป็นคนดีมาตั้งนาน  

ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ได้ไปฟังธรรมบรรยายของหลวงพี่มหาสมุทรแห่งธรรม ลูกศิษย์หลวงปู่ติชเมื่อปีก่อน  ท่านกล่าวสอนถึงเรื่องความคิดเห็น   ท่านบอกว่าเราต้องระวังเรื่องนี้ให้ดี  เพราะความคิดเห็นของเราก็คือจากมุมมองของเรา  จากประสบการณ์ของเรา ซึ่งอาจจะแตกต่างจากความคิดเห็นของคนอื่น แต่การที่เราตัดสินว่าความคิดเห็นของเราถูกฝ่ายเดียวนั้น อาจจะเป็นความมั่นใจมากไปหน่อย  เพราะเราอาจจะเป็นฝ่ายผิดก็ได้

วันนั้นหลวงพี่มหาสมุทรแห่งธรรมถามว่า  ท่านทั้งหลายถ้าเราจะถามคนสักหลายๆคนว่า มีความคิดเห็นอย่างไรต่อห้องประชุมนี้ เราก็จะพบว่ามีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป ในแต่ละคน  คนที่อยู่ด้านหน้าซึ่งอยู่ใกล้แอร์ก็จะบอกว่าเย็นไป  คนที่อยู่ด้านหลังไกลๆ และแอร์ไปไม่ถึงก็จะบอกว่าร้อนไป  คนที่อยู่ตรงกลางอาจจะบอกว่ากำลังดี  แถมบางคนก็อาจจะบอกว่าห้องนี้จัดสวยดี แต่บางคนก็อาจบอกว่า จัดไม่ดีสักเท่าไหร่ ต่างคนก็ต่างมีความคิดเห็นของตัวเอง  และเราจะพบว่าแต่ละความคิดเห็นนั้นก็มาจากต่างมุมมองและประสบการณ์ ท่านจึงบอกว่า เราต้องระวัง เรื่องความคิดเห็นให้ดี

ข้าพเจ้าเห็นจริงตามที่ท่านว่า  ความคิดเห็นจากต่างมุมมองต่างประสบการณ์  ย่อมไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ว่า อันไหนถูกหรือผิด   การที่คนด้านหน้าห้องประชุมจะลุกขึ้นมาโต้เถียงว่า ที่จริงแล้วห้องประชุมนี้เย็น ไม่ได้ร้อนอย่างที่คนด้านหลังว่า ดูจะเป็นการโต้เถียงที่ไม่ได้ข้อสรุปอะไร  เพราะคนที่อยู่ด้านหลังก็ต้องบอกว่าร้อนอยู่แล้ว เพราะเขานั่งอยู่ไกลแอร์ขนาดนั้น  จะให้เขาเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นในเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะประสบการณ์ส่วนตนเขาพบว่าเป็นแบบนั้น  จะมาว่าเขาผิดได้อย่างไรกัน 

เรื่องความคิดเห็นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียว  ความเห็นที่ต่างกันจึงย่อมมีได้ในสังคมมนุษย์เรา  เรื่องความร้อน ความเย็นในห้องประชุมจะสรุปลงตัวได้ ก็คงต้องให้ทั้งสองฝ่ายแสดงความคิดเห็น และรับฟังเหตุผลของกันและกันก่อน  คนที่อยู่ด้านหน้าห้องอาจจะต้องลองไปนั่งหลังห้องดู จะได้รู้ว่าที่จริงแล้วห้องประชุมนี้มันร้อนจริงๆหรือเปล่า  ส่วนคนด้านหลังก็อาจจะต้องไปลองนั่งด้านหน้าดู ว่าที่จริงแล้วด้านหน้ามันเย็นแค่ไหนเวลาที่นั่งติดแอร์แบบนั้น  นี่คือการแลกเปลี่ยน รับฟัง และการเรียนรู้ร่วมกัน  เมื่อทั้งสองฝ่ายรับฟังและเรียนรู้ร่วมกันอย่างเปิดใจก็จะไม่มีข้อโต้เถียงหรือขัดแย้งกันแบบเอาเป็นเอาตายอีก 

ตอนนี้ข้าพเจ้ามาคิดย้อนดูก็พบว่า ที่จริงแล้วห้องประชุมนั้น ไม่ได้ร้อนหรือเย็นหรอก มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้นแหละ มีแต่จิตใจของเรานี่เองที่ไปใส่ความคิดเห็นให้มัน

ดังคำสอนของหลวงพ่อชาที่ได้ยินได้ฟังมา  ท่านเทศน์ว่า เราทั้งหลายนั้นชอบไปคิดจัดแจงเอาเองว่า คนนั้นต้องเป็นอย่างนี้ คนนี้ต้องเป็นแบบนั้น ท่านว่ามันไม่ได้ประโยชน์อะไรสักเท่าไหร่  แถมยังยกตัวอย่างเรื่องลูกนิมิตรที่วางอยู่บริเวณนั้นให้เป็นข้อคิดคำสอนด้วย ท่านบอกว่าลูกนิมิตรนี้ไม่ใหญ่และไม่เล็ก  คนที่เคยเห็นลูกนิมิตรใหญ่ๆมาก่อน  ก็ว่าลูกนิมิตรนี้เล็ก  ข้างฝ่ายคนที่เคยเห็นแต่ลูกนิมิตรเล็กๆ มาก่อน พอมาวันนี้เห็นลูกนิมิตรนี้ก็บอกว่าลูกนิมิตรนี้ใหญ่   หลวงพ่อชาท่านว่า ที่จริงแล้วมันไม่ใหญ่และไม่เล็ก  ช่างเป็นคำสอนที่คล้ายคลึงกันจริงๆ 

เพราะเราอยู่ในสภาพสังคมแบบทวินิยม  และตึดยึดอยู่กับเรื่องนี้  เราจึงมักจะคิดแบบทวินิยม คือคิดเปรียบเทียบ คิดแบบสองขั้วอยู่ตลอดเวลา และเอาเป็นเอาตายกับสองขั้วที่ว่า  เมื่อเรามองว่าความคิดเห็นนี้ถูก เราก็จะคิดสรุปไปว่า ความคิดเห็นนั้นผิด  เมื่อเรามองว่าสิ่งนี้ดี เราก็จะเปรียบเทียบว่าสิ่งนั้นไม่ดี  ที่น่ากลัวก็คือเมื่อเรามองเห็นไปว่าความคิดเห็นของเราถูก เราก็จะติดยึดอยู่ในใจลึกๆว่าความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากเรานั้นผิด   เมื่อใครคิดไม่เหมือนเรา เขาต้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามเรา  เมื่อเราเป็นสีขาว อีกฝ่ายต้องเป็นสีดำ  เมื่อเราเป็นฝ่ายรัฐบาล คนที่เห็นต่างจากนี้ต้องเป็นพวกฝ่ายค้าน  แล้วเราก็ทะเลาะถกเถียงกัน  เพราะเราได้แบ่งแยกและเลือกข้างให้ตัวเองและคนอื่นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  จึงไม่มีการรับฟังและเรียนรู้ร่วมกัน  มีแต่จะเอาชนะกันในความคิดเห็นจากมุมมองของเราเอง  แล้วเราได้อะไร ?

   ห้องประชุมนี้ไม่ร้อนและไม่เย็น มันเป็นของมันแบบนั้น

   ลูกนิมิตรนี้ก็ไม่ใหญ่และไม่เล็ก มันก็เป็นของมันแบบนั้น

  

   ช่างเหมือนคำกล่าวในหนังสือของท่านเว่ยหลางจริงๆ

 ธงไม่ได้โบกสะบัดไปด้วยตัวมันเอง และไม่ได้ปลิวโบกสะบัดไปเพราะแรงลม  มีแต่ใจของเรานั่นแหละที่หวั่นไหว  คิดเห็นไปว่ามันขยับ.....อยู่ที่ใจของเราแต่ละคนนี่เอง