ความงาม ความดีงาม มีสรรพคุณเยียวยามนุษยชาติ เยียวยาความทุกข์

ในการประชุม 9th HA National Forum “องค์กรที่มีชีวิตเมื่อวันที่12 มีนาคม 2551 คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ ได้กรุณามาบรรยายเรื่อง Sense & Sensibility องค์กร ผัสสะ และสุนทรียภาพ  ซึ่งท่านจะเน้นคำว่า สุนทรียภาพ ที่จะชวนกันหาคำตอบว่า ชีวิตการทำงานของเราที่เกี่ยวกับสุขภาพไปเกี่ยวกับสุนทรียภาพอย่างไร 

download เอกสาร

 

ท่านเริ่มต้นให้เห็นความเชื่อมโยงของ สุขภาพกับสุนทรียภาพ ด้วยการเล่าเรื่องครอบครัวของ Professor Charles Epstein ซึ่งสามีเป็นนักพันธุศาสตร์คนสำคัญของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วันหนึ่งตกเป็นหยื่อของ Unabomber คนร้ายที่ชอบส่งระเบิดไปที่มหาวิทยาลัยและสนามบิน ทำให้ชีวิตที่เคยทำงานเป็นผู้นำทางด้านพันธุกรรมศาสตร์ล่มสลายในพริบตา นิ้วขาดหมดเลยเหลืออยู่นิ้วชี้สั้นๆ ต้องเข้ารับการผ่าตัด 10-20 ครั้ง  ภรรยาซึ่งเป็นกุมารแพทย์ก็ลาออกจากการเป็นแพทย์ มาคอยดูแลสามี  สามีมาเขียนหนังสือที่ศูนย์ Bellagio ของ Rockefellor ภรรยาก็มาเป็นศิลปินเป่าแก้วให้เป็นรูปร่างสวยๆ งามๆ แต่หน้าตาก็ยังไม่ค่อยมีความสุข  แต่ที่ผ่านพ้นวิกฤตของชีวิตมาได้ก็ด้วยแรงใจของจดหมายจากคนที่ไม่รู้จักมากมายทั่วโลก  คุณหมอโกมาตรก็เลยบอกไปว่า จะว่าไปแล้วเรื่องศิลปะที่คุณทำอยู่ กับเรื่องสุนทรียภาพ กับเรื่องการเยียวยารักษาโรค ในบางจารีตความรู้นี้ถือว่าเป็นเรื่องใกล้กันมาก เป็นเรื่องเดียวกันเลยก็มี เช่น พวกโยเร ถือว่าสุขภาพจะดีไม่ได้ถ้าไม่มีหรือขาดมิติทางสุนทรียภาพ  สุขภาพกับสุนทรียภาพเป็นสองเรื่องที่อยู่ติดกัน  ชีวิตจะนับว่าเป็นชีวิตที่ดีไม่ได้ถ้าไม่มีเรื่องสุนทรียภาพ  อาจจะเรียกได้ว่าความดีงามมีสรรพคุณที่จะเยียวยามนุษยชาติอยู่แล้ว สุขภาพกับสุนทรียภาพจึงกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

 

นอกจากนั้นท่านยังชวนคิดว่าทำอย่างไรให้ชีวิตการทำงานของเราที่เป็นบุคลากรด้านสุขภาพ มองเห็นมิติทางสุนทรียภาพที่มีอยู่ในชีวิตการทำงานของพวกเราทุก ๆ วัน  ให้กลับไปทำงานด้วยสายตาแบบใหม่  มองเห็นองค์กร มองเห็นที่ทำงานเป็นที่ที่เราจะสร้างสรรค์งานศิลปะ เป็นที่ที่เราจะสร้างสรรค์สิ่งที่ดี หล่อเลี้ยง และเยียวยาผู้คนได้ รวมทั้งตัวพวกเราเองด้วย  

 

ท่านได้เล่าความเป็นมาว่าแต่เดิมนั้น สุนทรียศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องเดียวกัน เช่น คนอย่าง Leonardo de Vinci จะเก่งทั้งเรื่องวิทยาศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ เป็นแบบฉบับของ Renaissance Man คือเก่งทั้งศิลป์และศาสตร์ไปด้วยในตัว  แต่สุนทรียศาสตร์กับวิทยาศาสตร์มาแยกจากกันเมื่อ The Age of Reason (ยุคแห่งเหตุผล)  ปรัชญาทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่วางอยู่บนพื้นฐานว่า “I think, therefore I am.”  ทุกอย่างจะต้องวางอยู่บนฐานเชื่อว่าเราคิดเป็นความจริงก่อน  ณ ตรงจุดนี้ที่วิทยาศาสตร์วางฐานความรู้ทั้งหมดไว้อยู่ที่ จิตคิด  คือ คิดด้วยตรรกะ คิดด้วยเหตุผล จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ The Age of Reason เป็นยุคของเหตุผล  เมื่อเป็นยุคของเหตุผล อารมณ์จึงถูกกันออกไป  โดยเหตุนี้สุนทรียศาสตร์ซึ่งเป็นเรื่องของอารมณ์ ความรับรู้ ความรู้สึก ก็จะเป็นชุดของความรู้ที่แยกออกจากวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ 

 

ฐานความคิดของปรัชญา เป็นสามเส้าของความรู้ทุกระบบ ได้แก่

1)       Ontology  ภววิทยา มันแปลว่าข้อตกลงที่ว่าด้วยอะไรคือความจริง เช่น ในโลกหรือจักรวาลนี้ประกอบด้วยของสองสิ่งเท่านั้น คือ สสารกับพลังงาน  เกิดปรากฎการณ์เช่น ฝนตก ฟ้าร้อง ก็อธิบายด้วยคุณสมบัติของสสารและพลังงาน

2)       Cosmology จักรวาลวิทยา คือความสัมพันธ์ของความจริง โครงสร้างและระบบความสัมพันธ์ต่างๆ  สิ่งต่างๆ สัมพันธ์เกี่ยวข้องกันเป็นกฎเป็นเกณฑ์อย่างไร  จักรวาลวิทยาแบบวิทยาศาสตร์ นั้นเที่ยง ตรง ทดสอบได้ แต่ขาดหายไปในเรื่องความดี  ขณะที่จักวาลทัศน์แบบพื้นบ้านจะพูดถีงไตรภูมิ พูดถึงความดี

3)       Epistemology ญาณวิทยา คือการตรวจสอบและพิสูจน์ความจริง ซึ่งไม่สามารถเชื่อถือการรับรู้หรือผัสสะของเราได้ ต้องอาศัยเครื่องมือมาชั่ง ตวง วัด

 

สำหรับพวกเราที่เรียนวิทยาศาสตร์ เราจะถูกกล่อมเกลาจากกระบวนการปลูกฝังทางวิทยาศาสตร์จนกระทั่งมองโลกและจักรวาลเหมือนกับเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ มีกฎมีเกณฑ์ตายตัว  ในจักรวาลทัศน์แบบนี้ พระเจ้ามีหน้าที่เข็นให้มันเริ่มเดินเท่านั้นเอง หลังจากนั้นไปมันเดินด้วยตัวของมันเอง ด้วยกฎเกณฑ์ที่มนุษย์เรียนรู้ได้ 

พอเรามองโลกแบบนี้สรรพสิ่งกลายเป็นจักรกล มองโลกเป็นแบบกลไก  พอเรามามององค์กร องค์กรก็กลายเป็นเครื่องจักรที่ไร้ชีวิต  เราจะไม่มีความรู้สึกให้กับองค์กร เราจะไม่มีชีวิตที่แตกต่างไปจากเครื่องจักรกลในระบบงานใหญ่ๆ  ทุกคนมีหน้าที่ ทำหน้าที่เหมือนกับเฟืองตัวหนึ่ง เดินไปตามหน้าที่ เฟืองไปขบกันตรงไหนคุณก็ทำไปตามหน้าที่อย่างนั้น  ความฝันของแต่ละคนก็ไม่เหลืออยู่ในระบบองค์กรแบบนี้  ความมุ่งมั่น สิ่งที่เราจะทุ่มเท องค์กรไม่เคยถามเรา  ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่อยู่ในหนังสือที่ออกใหม่ องค์กรไม่ใช่เครื่องจักร  ก็คือเรื่องที่วิทยากรพูดเมื่อปีที่แล้ว เป็นโลกทัศน์แบบหนึ่ง 

 

แล้ววิทยาศาสตร์กับอารมณ์มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร  เราจะหาทางให้เกิดสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์หรือความรู้และเหตุผล กับอารมณ์หรือความรู้สึกได้อย่างไร  วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของเหตุผล สุนทรียศาสตร์เป็นเรื่องของอารมณ์ สองอันนี้มันอยู่ตรงข้ามกันอยู่แล้ว  นักวิทยาศาสตร์ทำงานก็มีอารมณ์เหมือนกัน เช่น นักคณิตศาสตร์ชั้นสูง ที่ต้องแก้โจทย์คณิตศาสตร์ยากๆ ตื่นเช้าขึ้นมาต้องทำอารมณ์ให้เสน่หากับโจทย์ก่อน  ถ้าไม่ทำอารมณ์ให้เสน่หากับโจทย์ก่อน มันจะไม่มี mood เลย คิดนิดหนึ่งก็เบื่อแล้ว 

 

แต่พอนักวิทยาศาสตร์มาศึกษาเรื่องอารมณ์  มักจะสนใจเฉพาะอารมณ์เชิงลบเท่านั้น ไม่ค่อยมีความเข้าใจในเชิงเมตตา เอื้ออาทร หรือจิตวิวัฒน์   และก็จะสนใจอารมณ์ในแง่ที่เป็นผลลัพธ์ของสมอง  ศึกษาว่าสมองส่วนใดรับผิดชอบการทำหน้าที่อะไร โดยเริ่มต้นเรียนรู้จากคนงานรถไฟชื่อ ฟีนี่ส์ เกจ์ ที่ถูกชะแลงพุ่งทะลุศีรษะ  ร่างกายเป็นปกติแต่พฤติกรรมเปลี่ยน  เมื่อแพทย์หรือนักวิทยาศาตร์เริ่มเข้าไปเรียนรู้เรื่องสมอง เราเริ่มมีทฤษฎีแยกสมองเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนรับผิดชอบเป็น organ วิธีการศึกษาแบบนี้ถึงที่สุดแล้วเราจะได้สิ่งที่เรียกว่า science of compassion คือวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องอารมณ์ แต่เราไม่ได้วิทยาศาสตร์ที่มีอารมณ์ มีความสุนทรีย์อยู่ในตัวของเขา  พอวิทยาศาสตร์เป็นแบบนี้ มันออกมาเป็น อารมณ์ ความรู้ และความรู้สึก ถูกอธิบายโดยลดทอนไปเป็นปรากฏการณ์ของสมอง  แล้วก็มาสู่วิทยาการการจัดการ ก็จะใช้หลักการเดียวกับกระบวนการทางวิทยาศาตร์ คือ science of management คือใช้การตรวจวัด ใช้ตัวชี้วัด

 

การจัดการแบบนี้ วิทยาศาสตร์แบบนี้ มันไม่มีอารมณ์  การจัดการสมัยใหม่ไม่สนใจฟังเรื่องเล่า  เพิ่งมาสมัยหลังนี้เท่านั้น หลังจากการที่เราได้เรียนรู้เรื่อง Hawthorne effect หลังจากที่เราได้เรียนรู้กระบวนทัศน์การจัดการองค์กรใหม่ๆ เรื่องที่เป็นเรื่องเชิงอารมณ์ เชิงคุณภาพ จึงปรากฏขึ้นมา  ในยุคก่อนหน้านี้วิทยาศาสตร์กับการจัดการจะเน้นไปที่ข้อเท็จจริงเชิงปริมาณ  พอเป็นแบบนี้เราจะเห็นว่าชีวิตองค์กรเป็นชีวิตแบบแยกส่วน เรื่องงานเรื่องหนึ่ง ชีวิตด้านอื่นของเราเป็นอย่างอื่นไป การมายุ่งเกี่ยวกับงานเป็นส่วนที่ไม่เกี่ยวกับชีวิตส่วนอื่นของเรา  การมีชีวิตที่สมบูรณ์ของเราก็ต้องไปมีเรื่องอื่นๆ  เรียกว่าแยกขาดออกจากกันก็ได้ 

 

ถ้าเราจะย้อนกลับมาหาชีวิตทางอารมณ์ของเราบ้าง ว่าองค์กรไม่ได้มีแต่ตัวชี้วัดหรือมีแต่เชิงปริมาณอย่างเดียว เราจะต้องกลับไปหาอะไร  จะเห็นได้ชัดว่าถ้าเราพูดถึงอารมณ์มันจะเกี่ยวโยงกับอีก 3 อย่าง คือ (1) ความรู้สึก  (2) สัญญะหรือสัญลักษณ์ต่างๆ  (3) sense หรือผัสสะ การรับรู้

 

เรื่อง sense เวลาเราพูดถึงชีวิตการทำงาน มันมีโลกของผัสสะอยู่   ผัสสะในส่วนที่จะเชื่อมโยงไปถึงอารมณ์มันจะถูกระงับยับยั้งไว้ตลอดเวลา  ผัสสะของเราก็ถูกฝึกให้มีความทื่อและด้านชาลงไปเรื่อย ๆ   ในชีวิตประจำวันเราทำงานจะเป็นอย่างนั้น เวลาเราพบคนไข้ เวลาซักประวัติเราจะซักอะไร ซักหาข้อเท็จจริง  เราซักหาความรู้สึกหรือเปล่า เป็นส่วนน้อย  เวลาซักหาข้อเท็จจริง ชาวบ้านเขาจะพูดความรู้สึกด้วยการเล่า  เราจะไม่ค่อยมีเวลาให้เขาเล่า  คุณหมอยงยุทธ์ คงสุภาพ  ไม่เชื่อว่าว่าเวลาคนไข้จะเล่าอารมณ์ความรู้สึกของเขาแล้วหมอไม่ฟัง  ด้วยความไม่เชื่อก็ไปทำวิจัยด้วยการเอาคนไข้ปลอมมาคนหนึ่ง มาฝึกเรื่องที่จะต้องเล่าบอกหมอ 10 เรื่อง  เดินทางไปทั่วประเทศ เล่าได้ไม่ถึง 6 เรื่อง จาก 10 เรื่อง  เวลาที่เราไม่ฟังเรื่องที่ชาวบ้านเล่าแสดงว่าเราพยายามที่จะกีดกันอารมณ์ออกไป เพราะการเล่าเรื่องของชาวบ้านเป็นการสื่ออารมณ์

 

ในวงการบริการสุขภาพจะเห็นว่าเราไม่ค่อยไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอารมณ์  วิธีการเขียนประวัติคนไข้ เราจะกรองเอาอารมณ์ออก  เวลาเขียนประวัติเราเขียนอย่างไรครับ  ผู้ป่วยเด็กไทยปากแหว่ง เพดานโหว่มาแต่กำเนิดจบแล้ว การเขียนแบบนี้มันไม่มีอารมณ์  ถ้าอยากให้แพทย์หรือพยาบาลที่ฝึกออกมาให้มีอารมณ์ ความรู้สึก มีความละเอียดอ่อนในเรื่องความเป็นมนุษย์ ต้องฝึกให้เขาเขียนใหม่  ให้เขียนอย่างนี้  ณ หมู่บ้านยากจนแห่งหนึ่งในชนบท...  เราเขียนให้มันได้อารมณ์หน่อย ให้มันเห็นชีวิตเลือดเนื้อของแม่คนหนึ่ง เขาฝันอะไรกับลูกคนนี้บ้าง แล้ววินาทีแรกที่พยาบาลอุ้มลูกมาให้แม่ดู วินาทีอันศักดิ์สิทธิ์ เวลาแรกที่สายตาของแม่จับไปที่หน้าของลูกของตัวเอง มันมีความหมายที่สุดในชีวิตของแม่คนหนึ่ง  แล้วเขารู้สึกอย่างไรเมื่อเขาเห็นลูกของเขาปากแหว่ง เพดานโหว่ ขนาดนั้น  เราก็ไม่รู้สึก เพราะเครื่องมือที่เราทำงานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันได้กรองเรื่องเหล่านี้ออกไปแล้ว

 

เราต้องแยกระหว่าง empathy (หลงไหล เคลิ้มไปเป็นตัวเขา เป็นทุกข์กับเขา) กับ sympathy (เข้าใจในความทุกข์ของเขา และสามารถมีวิจารณญาณว่าควรปฏิบัติต่อเขาอย่างไร)  หมอหรือพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่เคยป่วยมาก่อน เวลาไปพบคนไข้แบบนั้นเขาจะเข้าใจกัน เข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องออกมาเป็นตัวเลข อันนี้เขาเรียกว่า inter–subjective (อัตวิสัยสัมพันธ์)  การเยียวยา (healing) จะเกิดขึ้นเร็ว เพราะมันมีความเข้าใจระหว่างกัน (inter-subjective understanding) มันเกิดขึ้นเร็ว  ถ้าทุกอย่างเป็น objective ไปหมด มันอยู่ไม่ได้

 

เราจะสร้างสิ่งแวดล้อมของเราอย่างไรให้เคารพต่ออารมณ์และความรู้สึก  คุณหมอโกมาตรได้ยกตัวอย่าง Planetree Organization  ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็น healing environment สิ่งแวดล้อมที่เยียวยาผู้คน ใส่ใจในอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่เข้ามา  เวลาเราเดินเข้าไปในสถานที่ที่มันให้ความรู้สึกของการเยียวยา มันพาจิตใจของเราไปสู่การหาย อันนี้คือ sense ของสถานที่

 

เมื่อครั้งเกิดสึนามิ โรงพยาบาลเป็นที่ที่คนมาหาญาติที่สูญหาย เพราะเขาคิดว่าถ้าลูกหลานของเขาโดนอุบัติภัย คนจะพามาส่งก็ต้องพามาที่โรงพยาบาล  ที่หน้าลิฟท์ของโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตเป็นพื้นที่ว่างใหญ่ๆ คนจะเอารูปลูกหลานของเขาที่หายมาติด ติดเต็มไปหมด ที่ติดไม่พอ คนที่ติดไว้หลายวันแล้วยังไม่พบก็จะปลดออก คนอื่นเข้าจะติดด้วย  พอปลดรูปออกนี่ร้องห่มร้องไห้กันเลยเพราะเขายังไม่อยากจะหมดหวัง ยังคิดว่ายังมีโอกาสจะพบได้อีก ร้องไห้เลย  สถานที่แห่งนี้ก็ต้องเรียงใหม่ ติดใหม่ ให้มันได้ทุกๆ คน  ทุกวันคนจะมามองหาญาติของเขาที่กำแพงแห่งนี้ มาดูรูปญาติเขา มีข่าวไหม  ทุกวันคนจะมายืนดู ยืนดูจนมันเหมือนกับเป็นสถานที่ของการแสวงบุญ   เป็นที่ที่เขามารำลึกถึงลูกหลานของเขาที่สูญหายไป  มีความหมายขนาดนั้น  ถึงวันหนึ่งโรงพยาบาลก็ต้องถอดออก เขาไม่อยากให้ถอด โรงพยาบาลก็ทำเป็นสัญลักษณ์ขึ้นมาแทน เรียกว่า “The Wall of Love”  ถ้าเราทำที่ในโรงพยาบาลให้มีความหมายอย่างนี้ คนเดินเข้ามาแล้วเห็นประวัติศาสตร์ของมัน เห็นเรื่องราวของมันที่เกิดขึ้น ที่มันเป็นที่พึ่งของคนยามทุกข์ยามยาก  เขาไม่รู้จะพึ่งใครอีกแล้ว  มันมีกำแพงแห่งนี้แหละที่เขายังจะสื่อสารออกไปได้ สื่อสารไปหาลูกหลานที่เขาไม่มีหวังจะได้พบ  แต่เขาก็ยังไม่อยากจะทิ้งความหวังนั้น  มันก็กลายเป็นที่ขึ้นมาที่หนึ่ง มันไม่ได้มีแต่ตัวตึกแล้ว มันมีความหมาย มันมีเรื่องราว  เราต้องการให้โรงพยาบาลมีเรื่องราว เรื่องราวของการเยียวยาดี ๆ  ที่มันกลายเป็นสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า healing environment

 

Angelica Thieriot เขาเป็นคนก่อตั้งสถาบัน Planetree เขาเคยนอนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง 30 ปีมาแล้ว แล้วเขารู้สึกเหมือนกับว่าเขาไม่มีชีวิต มันเหมือนกับไม่เป็นมนุษย์ ไม่มีใคร care เขา  เขาร้องเจ็บปวดแต่ไม่มีคนสนใจ  หลังจากหายเขาก็เลยมาตั้งองค์กรนี้ เขาไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นศัตรูกับโรงพยาบาล เขาไปช่วยโรงพยาบาลว่าจะทำอย่างไรให้เกิดสิ่งแวดล้อมแบบนี้  พอจะไปทำสิ่งแวดล้อมแบบนี้ขึ้นมันจะต้องไปใส่ใจกับ sense กับเรื่องผัสสะมาก  เขาก็ไปเน้นที่ภูมิสถาปัตย์กับผัสสะ  พื้นที่ของโรงพยาบาลเป็น space แบบหนึ่ง  ถ้าจะทำ space (ที่ว่าง) ให้กลายเป็น place (สถานที่ของการเยียวยา) มันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เปลี่ยนแปลง sense ของคนที่เข้ามา เปลี่ยนแปลงขอบเขต

 

ที่ออสเตรเลียมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง สนใจเรื่องการเชื่อมโยงหอผู้ป่วยที่ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายกับชีวิตของเขาในชุมชน  เขาพยายามเชื่อมโยงระหว่างหอผู้ป่วยกับภายนอก ไม่ให้แยกขาดจากกันจนเกินไป  เขาเอาเทปไปอัดเสียงชีวิตในหมู่บ้านของผู้ป่วย  เสียงไก่ขัน เสียงคนกำลังไล่ฝูงควายไปกินหญ้าในทุ่ง กะดึงควายดังก๊องแก๊งๆ เสียงเด็ก ๆ ร้องเพลงชาติหน้าเสาธงดังแว่วมาไกลๆ  เขาไปอัดเสียงเหล่านี้เรียกว่า soundscape คือเป็นเสียงในชีวิตประจำวัน แล้วเอาเสียงเหล่านี้ไปเปิดให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือผู้ป่วยที่อยู่ในหอผู้ป่วยฟัง เพื่อจะเชื่อมเขาเข้าไปหาภูมิลำเนาเดิมที่เขาถูกแยกตัวขาดออกมา 

 

คุณหมอโกมาตรเล่าถึงตัวอย่างแยกคนออกจากโลกของเขาที่รุนแรงมากจนเกิด sensory deprivation คือผู้ป่วยวัยรุ่นที่ถูกรถไฟทับครึ่งตัว นอนอยู่บ้านคนเดียว อยู่คนเดียวตลอดเวลา ไม่มีการเยียวยา  isolate ตัวเองออกจากโลก  พอ isolate แบบนั้นมันจะนั่งคิด ทำไมเราต้องมาเป็นแบบนี้ ซวยอะไรกันอย่างนี้ชีวิตเรา  คิดไปคิดว่าแล้วจะไปลงที่ใคร เหลืออยู่คนเดียวคือแม่ สิ่งมีชีวิตอย่างอื่นเขาไม่เห็นเลย เขาเห็นแต่แม่ ก็เลยมาลงที่แม่  ทำร้ายแม่ ตบตีแม่

 

โรงพยาบาลมีแนวโน้มที่จะ Isolate สร้างขอบเขตที่ชัดเจน กระบวนการรักษาของเรา การแพทย์สมัยใหม่ เรียกว่าเป็นกระบวนการรักษาแบบญาติออก เอ้า หมอจะตรวจ ญาติออก” “หมอจะเจาะเลือด ญาติออก  คือทุกอย่างญาติออกหมด ทำให้ social support มีน้อย

 

คุณหมอโกมาตรได้นำเสนอข้อคิด ตัวอย่าง และผลงานวิจัยต่างๆ ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยา เช่น

·        โครงสร้างจะสะท้อนให้ผู้รับบริการเกิดความรู้สึกว่าที่แห่งนี้จะเยียวยาเราหรือทำให้เราป่วยมากขึ้น  โครงสร้างที่ซับซ้อน ทำให้คนหลงทาง ก่อให้เกิดความสูญเสียซึ่งตีค่าเป็นตัวเงินแล้วสูงทีเดียว

·        การวางเก้าอี้ที่สามารถเลื่อนมานั่งเป็นวงได้ ทำให้เกิด social support และส่งผลต่อการเยียวยา

·        โรงพยาบาลที่มีสวน จะทำให้เจ้าหน้าที่ burn out น้อยกว่าโรงพยาบาลที่ไม่มีสวน

·        การมีแสงธรรมชาติจะทำให้คนไข้หายได้เร็วกว่า ขอยาแก้ปวดน้อยกว่า ลดค่าใช้จ่ายได้ 20%

·        โทรทัศน์ทำให้ความดันโลหิตของผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น แทนที่จะเป็นการคลายเครียด

·        กระบวนการเยียวยาเกิดจาก stimulation ที่เหมาะสม ICU ที่ไม่มีหน้าต่าง ห้องหรือโถงที่ฝาผนังเกลี้ยงเกลา เป็นสถานที่ที่ไม่มี visual stimulation

·        รูปที่เหมาะสมทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ใน 3 นาที

·        คนไข้ที่ถูกปิดตา หูเขาจะต้องใจฟัง  เวลาคนไข้เข้าห้องผ่าตัดแล้วปิดตา ต้องระวังคำพูดเข้าไว้

·        เสียงใน incubator ของเด็กดังถึง 95 dB เนื่องจากการก้องสะท้อนของเสียงหลอดไฟภายใน

·        เสียงที่ดังซ้ำๆ จะก่อให้เกิด stress เช่น เสียงดังปี๊บๆ ใน ICU  เสียงประกาศเรียกคนไข้ ประกาศรับบัตร ประกาศรับยา

·        ถ้ามีสิ่งดูดซับดีๆ จะลดระยะเวลาการได้ยินเสียงจาก 3 วินาทีเหลือ 0.6 วินาที

·        เสียงพยาบาลที่เดินในหอผู้ป่วยจะดังและรบกวนผู้ป่วยโดยเราไม่รู้สึก

·        เสียงดังจะไปสัมพันธ์กับ perceived workload และ burn out  พยาบาลที่ทำงานในที่ที่มีเสียงน้อย จะมีความรู้สึกว่างานไม่มาก

·        การเปิดดนตรีให้ผู้ป่วยฟัง มีผลต่อการลดระดับความเครียด และนอนโรงพยาบาลสั้นลง

·        trust เป็นตัวสำคัญที่สุดในการเยียวยาความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานระหว่างเรากับผู้รับบริการทุกวันนี้

·        การหัวเราะจะเพิ่ม immune แต่อารมณ์ชันของเราลดลงเรื่อยๆ เมื่อเราโตขึ้น  มีงานศึกษาพวกนี้จำนวนมาก แต่เรามีวิธีการ integrate เข้ามาในระบบการดูแลเยียวยาของเราน้อยมากเลย  Patch Adam เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้อารมณ์ขันเพื่อการเยียวยา

·        sense ของการเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ถ้าคนไข้ให้ความหมายกับการเจ็บป่วยของเขาได้ เขาจะหายได้เร็วกว่า  เราสามารถส่งเสริมให้แพทย์ใช้ความรู้ในการฟังเรื่องเล่าและในการเขียนเรื่องในการทำความเข้าใจผู้คน  บางครั้งชีวิตเวลาเจ็บป่วยมันต้องการการปะติดปะต่อเรื่องราวให้มัน make sense  การเล่าเรื่องมันเยียวยาของมันเอง