คลังยอมรับปัญหาการเมือง เงินเฟ้อ น้ำมันแพง กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน หวั่นการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรยืดเยื้อ อาจกดดันให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจพลาดเป้า เตรียมประเมินสถานการณ์และปรับประมาณการจีดีพีอีกครั้งในเดือนมิถุนายนนี้
นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ปัญหาการเมือง อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และราคาน้ำมัน ส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่ำลง ซึ่งสศค.ได้คาดว่าหากรัฐบาลปล่อยให้ปัญหาการเมืองเกิดความยืดเยื้อจะส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ลดลงจากเดิมที่คาดไว้
ทั้งนี้เชื่อว่าการชุมนุมจะไม่รุนแรงเหมือนกรณีที่เกิดขึ้นในปี 2549 ที่มีการชุมนุมยาวนานจนส่งผลกระทบเศรษฐกิจมาก แต่การชุมนุมปัจจุบันเป็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากจัดการได้เร็วก็ไม่น่าส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ แต่หากมีประเด็นปัญหาเพิ่มเติมก็จะส่งผลกระทบมากขึ้น
ด้านอัตราเงินเฟ้อตอนนี้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันและราคาอาหาร หากยังเพิ่มสูงขึ้นก็ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมากขึ้น ทั้งนี้ สศค.จะประเมินภาวะเศรษฐกิจในปี 2551 ใหม่อีกครั้งในเดือนมิถุนายน โดยจะประเมินราคาน้ำมัน อัตราเงินเฟ้อ การปัญหาการเมือง เพื่อประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ของปี 2551 ใหม่
นางพรรณี กล่าวว่า การขยายตัวเศรษฐกิจเดือนเมษายน ยังคงขยายตัวได้ดี โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากอุปสงค์ภายในประเทศผ่านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวขึ้นมาก ซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนส่วนหนึ่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ขณะที่อุปสงค์จากต่างประเทศด้านการส่งออกยังคงขยายตัวได้ในระดับสูง แต่การนำเข้าที่เร่งตัวขึ้นมากตามอุปสงค์ภายในประเทศที่ดีขึ้นและราคาสินค้าเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อุปสงค์ภายนอกสุทธิลดลง
การบริโภคภาคเอกชนเดือนเมษายน 2551 ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเครื่องชี้การบริโภคจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (ณ ราคาคงที่) ขยายตัว 12.2% ต่อปี มาจากรายได้เกษตรกรที่ปรับตัวดีขึ้นตามราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่ม ส่งผลให้ปริมาณจำหน่ายรถจักรยานยนต์ขยายตัว 7.6% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคมีสัญญาณปรับตัวลดลง ตามปัจจัยเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมือง
ด้านการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้การลงทุนเอกชนด้านการก่อสร้างวัดจากภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวสูง 44.6% ต่อปี เป็นผลมาจากมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่วัดจากมูลค่าและปริมาณการนำเข้าเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวในระดับสูงมากที่ 25.1% และ 18.4% ต่อปี ตามลำดับ
ขณะที่การส่งออกยังขยายตัวในระดับสูง โดยมูลค่าส่งออกสินค้ารวมอยู่ที่ 13.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะหมวดอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ และเกษตรกรรม
สำหรับเครื่องชี้ในด้านอุปทาน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการจากการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ขณะที่ภาคการเกษตรเริ่มชะลอตัวลง โดยปริมาณการนำเข้าวัตถุดิบที่ขยายตัว 29%ต่อปี ด้านภาคบริการจากการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในเดือนเมษายนอยู่ที่ 1.26 ล้านคน
นางพรรณี กล่าวว่า เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2551 ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 109.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเกินกว่า 4 เท่า ขณะที่เสถียรภาพในประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายนที่ 6.2% ต่อปี เนื่องจากราคาน้ำมันและราคาสินค้าในหมวดอาหารปรับตัวเพิ่มขึ้น
สำหรับอัตราการว่างงานเดือนมีนาคม 2551 ยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 1.5% ของกำลังแรงงานรวม เนื่องจากการจ้างงานในภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงขยายตัวได้ดี สำหรับสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ เดือนมีนาคม 2551 อยู่ที่ 36.9% ซึ่งยังคงต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ตั้งไว้ 50% ของจีดีพีค่อนข้างมาก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการส่วนวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจมหภาค สศค. กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทำให้รายได้เกษตรกรดีขึ้น เนื่องจากราคาพืชผลทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น ทำให้รายได้เกษตรได้มากขึ้นไปด้วย เทียบกับคนที่มีรายได้เป็นเงินเดือนกลับได้รับผลกระทบมากกว่าเกษตรกร
แนวหน้า 29 พ.ค. 2551