เงินบำเหน็จตกทอดของข้าราชการบำนาญ

           ดิฉันขอให้ช่วยพิจารณาเกี่ยวกับเงินบำเหน็จตกทอดของข้าราชการบำนาญ เนื่องจากปัจจุบันค่าครองชีพสูงมาก และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เงินบำนาญที่ได้รับไม่ค่อยพอใช้จ่าย ก่อให้เกิดหนี้สินผูกพันไปเรื่อย ๆ

            อยากใช้เงินบำเหน็จตกทอดส่วนที่เหลือนี้ อย่าไปจ่ายตอนเสียชีวิตเลย เพราะข้าราชการวัยนี้ ลูกก็เลี้ยงดูตนเองได้แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง เงินนี้น่าจะเป็นประโยชน์แก่ตัวข้าราชการบำนาญในการจัดหาที่อยู่ ใช้หนี้บ้าง เก็บไว้เผื่อจ้างคนดูแลยามเจ็บป่วย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่คนเดียว ไม่มีลูกหลาน หรือญาติพี่น้องช่วยดูแล และเป็นค่าใช้จ่ายยามค่าครองชีพสูงเช่นนี้

              ขอให้รัฐบาลช่วยพิจารณา จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดส่วนที่เหลือให้แก่ข้าราชการบำนาญด้วย

สุดา

            ตอบ

            ฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า กระทรวงการคลังได้แก้ไข พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 (ฉบับที่ 21) พ.ศ.2546  และ พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2546 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 ทั้ง 2 ฉบับ เป็นเรื่องของการกำหนดช่วยผู้รับบำนาญในการดำรงชีพ โดยให้ได้รับเงินบำเหน็จดำรงชีพ ตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด แต่ต้องไม่เกิน 15 เท่าของบำนาญรายเดือน และกระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงกำหนดวงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของข้าราชการบำนาญ

             ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอแก้ไขกฎกระทรวงไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อขยายวงเงิน จากเดิม 15 เท่าของบำนาญรายเดือนไม่เกิน 2 แสนบาท เป็น 15 เท่าของบำนาญรายเดือน แต่ไม่เกิน 4 แสนบาท ซึ่งเงินบำเหน็จดำรงชีพที่เบิกไปแล้ว จะหักออกจากบำเหน็จตกทอดที่จะจ่ายให้ทายาทภายหลังผู้รับบำนาญเสียชีวิต

            ส่วนการนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปค้ำประกันการกู้เงิน กรมบัญชีกลางได้จ้างมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการใช้เงินบำนาญ ความต้องการในการกู้เงินของผู้รับบำนาญ และศึกษามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว ได้เสนอกระทรวงการคลังแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

            ทราบว่าสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ช่วงปลายเดือนเมษายน 2551 จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อ

            ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายจะมีเพียงผู้รับบำนาญสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยใช้สิทธิในบำเหน็จตกทอด  ค้ำประกันการกู้เงินเท่านั้น หรือเบิกได้ครึ่งหนึ่งของ

            ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

            กรมบัญชีกลาง ชี้แจงเพิ่มเติมว่า

            การคำนวณบำเหน็จบำนาญปกติ ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

            กรณีข้าราชการไม่เป็นสมาชิก กบข.

            บำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย X เวลารับราชการ

            บำนาญ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย X เวลาราชการ 50

            การคำนวณบำเหน็จ บำนาญปกติ ตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

            กรณีข้าราชการเป็นสมาชิก กบข.

            บำเหน็จ = เงินเดือนเดือนสุดท้าย X เวลารับราชการ

            บำนาญ = เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย X เวลาราชการ 50

            จำนวนเงินบำนาญที่ได้รับต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของอัตราเงินเดือนเฉลี่ยหกสิบเดือนสุดท้าย (ทำให้ข้าราชการได้บำนาญรายเดือนลดลง เนื่องจากต้องเฉลี่ยเงินเดือนสุดท้าย 5 ปี  ซึ่งกองทุนจะจ่ายเป็นเงินชดเชยให้ตอนออกจากราชการและขอรับบำนาญเท่านั้น) 

           หมายเหตุ : การนับเวลาราชการเพื่อให้เกิดสิทธิการรับบำเหน็จ

                   1.กรณีผู้เป็นสมาชิก กบข. ให้นับจำนวนปีรวมถึงเศษของเดือนและวัน

                   2.กรณีผู้ไม่เป็นสมาชิก กบข. จำนวนเดือนถ้าเกิน 6 เดือน ให้ปัดเป็น 1 ปี

            ตามกฎหมาย ก.บ.ข. ยังได้กำหนดเกี่ยวกับเงินสะสม เงินสมทบ เงินประเดิม และเงินชดเชย กล่าวคือ เงินสะสม คือเงินที่สมาชิกสะสมเข้ากองทุนตามกฎหมาย เงินสมทบ คือเงินที่รัฐบาลจ่ายสมทบเงินสะสมของสมาชิก

             เงินประเดิม             คือเงินที่รัฐบาลนำส่งเข้ากองทุนเพื่อจ่ายเพิ่มให้แก่สมาชิกซึ่งเป็นข้าราชการอยู่ก่อนวันที่บทบัญญัติใช้บังคับและเลือกรับบำนาญ (เป็นเงินก้อนตอนออกจากราชการและต้องขอรับบำนาญเท่านั้น)

            เงินชดเชย คือเงินที่รัฐบาลนำส่งเข้ากองทุนเพื่อจ่ายเพิ่มให้แก่สมาชิกซึ่งรับบำนาญ (เป็นเงินก้อนตอนออกจากราชการและต้องขอรับบำนาญเท่านั้น)

คมชัดลึก (คอลัมน์: เปิดซองส่องไทย)  28  พ.ค.  2551