เด็กฆ่าตัวตาย..ใครผิด เรื่องนี้ ครูทุกคนต้องอ่าน

เด็กฆ่าตัวตาย....ใครผิด

การฆ่าตัวตายหรือการทำร้ายตัวเองเป็นการแสดงถึงความโกรธหรือความก้าวร้าวอย่างหนึ่ง ถ้าสามารถแสดงความก้าวร้าวใส่ผู้อื่นได้ก็แสดงออกไป ความคับแค้นใจก็จบ แตถ้าแสดงความโกรธใส่ผู้อื่นไม่ได้ก็ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

การกล่าวโทษผู้อื่นหลังจากเด็กทำร้ายตัวเองไปแล้วก็คือการแสดงความโกรธของพ่อแม่ผู้ปกครอง เพื่อทำแทนลูกหลานตนเองที่ตายไปแล้ว ซึ่งความคับแค้นใจและความโกรธเหล่านั้นจะไม่มีวันหมดจากใจของคนเหล่านั้น การเสนอข่าวของสื่อบางแขนงช่วยกันเติมเชื้อไฟแห่งความโกรธให้มากขึ้น เพื่อเป็นการบอกว่า คนอื่นผิดหมด แต่ผู้เกี่ยวข้องกับคนตายไม่ผิด ความจริงไม่อยากให้มองว่า ใครผิดใครถูก แต่..มาดูปัจจัยที่จะนำไปสู่การทำร้ายตนเองมาจากอะไรบ้าง

ความผิดปกติทางจิตใจของคน เช่น มีความเครียดสูงในบางเรื่องแล้วสะสมมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง จนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า หรือปัญหาการปรับตัวจากความเครียด (Adjustment Disorder) นำไปสู่การคิดทำร้ายตนเอง ถ้ามีการใช้สารเสพติดร่วมด้วย เช่น สุรา ยาเสพติดบางชนิด ทำให้การยั้บยั้งชั่งใจเสียไป สามารถทำร้ายตนเองในระยะเวลาอันสั้น

ปัญหาบุคลิกภาพของคนเกี่ยวข้องกับวิธีคิด และทักษะในการแก้ปัญหา รวมถึงการรู้จักควบคุมอารมณ์เวลาเจอความผิดหวังเกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งสะท้อนถึงอีคิวของคนคนนั้น ถ้ามีความบกพร่องที่อีคิว แม้ไอคิวจะใช้ได้ หรือบางคนดีมากเสียด้วย ก็มิได้เป็นตัวรับประกันถึงความสามารถในการรับมือกับปัญหาที่รุนแรงในชีวิต คนเหล่านี้ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเป็นคนหุนหันพลันแล่น ชอบทำอะไรเสี่ยง เรียกว่าเป็นคนใจร้อน เอาแต่ใจตนเอง คุมอารมณ์โกรธค่อนข้างยาก

การเลี้ยงดูของคนในครอบครัว การเป็นแบบอย่างที่ดี เช่นพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นคนที่ใจเย็น ค่อยๆคิดแก้ปัญหา และไม่กล่าวโทษผู้อื่นเวลามีปัญหาเกิดขึ้นในชีวิตหรือไม่ มีการสอนลูกหลานอย่างไรเวลาที่เจอกับปัญหาต่างๆในชีวิต คอยตามแก้ปัญหาให้ลูกอยู่ตลอดเวลาหรือไม่ เคยฝึกให้ลูกคิดเองแก้เอง และเป็นกำลังใจให้บ้างหรือไม่ ที่แย่กว่านั้นในบางครอบครัว นอกจากไม่เคนสอนลูกแล้ว ยังไม่เคยให้กำลังใจเลย ชีวิตอยู่แบบขาดแรงจูงใจในการต่อสู้กับปัญหาชีวิต

ปัญหาสุขภาพจิตของเยาวชนเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำความเข้าใจที่มาของปัญหา มากกว่าการกล่าวโทษกันไปมา หรือมัวแต่นั่งแก้ตัวไปวันๆ เพราะมิได้ช่วยให้คนที่ตายไปแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ ในขณะเดียวกันก็มิได้ช่วยป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับเยาวชนรุ่นหลังต่อไปได้

ถ้าพบว่าเด็กนักเรียนที่กำลังมุ่งอยู่กับการเรียน การสอบมากเกินไป ควรใส่ใจดูแลสุขภาพจิตอย่างจริงจัง อย่ามัวแต่นั่งภูมิใจที่เด็กเหล่านั้นขยัน เพราะคุณอาจไม่มีโอกาสรู้ได้เลย ว่าที่พวกเขาทำอยู่นั้น มิได้ทำเพื่ออนาคตของตัวเอง หากแต่ทำเพื่อตอบสนองความคาดหวังของพ่อแม่ผู้ปกครองและสังคม ควรช่วยส่งเสริมให้เด็กเหล่านั้นเป็นเยาวชนที่มีความสุข แม้ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจจะไม่ดีอย่างที่คาดหวัง แต่ชีวิตยังไม่จบสิ้นเพียงแค่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่ได้

หากแต่การมีชีวิตอยู่ด้วยความหวังว่าจะสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับตนเอง ครอบครัว และสังคมต่างหาก เป็นสิ่งที่น่ายกย่องเชิดชูที่สุด

จากบทความของนายแพทย์กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล โรงพยาบาลมนารมย์

เห็นไหมครับ ในที่สุด ครูก็พ้นผิด ครูมีหน้าที่เพียงสังเกตและเรียนรู้เด็กเป็นรายบุคคล ใส่ใจสุขภาพจิตของเขา เพื่อนำข้อมูลมาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเด็ก ตามหน้าที่ของเรา งานนี้จึงโล่งอกแทนเพื่อนครูทุกคน

อาจารย์เก