วันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ถ้ามี รายการอบรม สัมมนา ที่ใกล้บ้าน ถ้าเป็นรายการดีๆ และเรามีเวลาว่าง ก็จะไม่ค่อยพลาด สัปดาห์ ที่ผ่านมาก็เช่นเดียวกัน สถาบันพัฒนาศักยภาพผู้นำ จากกรมการปกครองท้องถิ่น นำโดย อาจารย์ ปรีชา เรืองหวาน ได้มาจัดอบรมการพัฒนาศักยภาพผู้นำ ให้แก่บุคลากรส่วนท้องถิ่นและผู้สนใจทั่วไป ผมได้รับหนังสือเชิญ ประกอบกับมีเวลาว่างเสาร์-อาทิตย์ ก็เลยสมัครเข้าร่วมอบรมด้วย
การเข้ารับการอบรมครั้งนี้ ทำให้ได้เครือข่ายมากมาย ที่มาจาก ลพบุรี อ่างทอง กระบี่ นครศรีธรรมราช และจากสุราษฎร์ธานี ส่วนใหญ่มาจาก ท้องถิ่น ที่มาจากส่วนราชการ 4 คน ก็มี บรรเทาสาธารณภัย คุมประพฤติ สถานสงเคราะห์เด็ก และผมจากเกษตร
เนื้อหา น่าสนใจทั้งนั้นเลย แต่เสียดาย เวลา 2 วัน น้อยไปหน่อย เพราะวิทยากร เป็นข้าราชการจึงต้องจัดเฉพาะวันหยุด และสาระจากการอบรมนี้ ผมประทับใจเรื่องหนึ่งที่คุณเสาวลักษณ์ จาก เทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน นำเสนอในช่วงของการฝึกปฏิบัติ คือเรื่อง กระจกใจ และเป็นผลงานที่ทำให้ ผู้นำเสนอ ได้รับรางวัลจาก วิทยากรด้วย ก่อนจากกันผมจึงขออนุญาต จากคุณเสาวลักษณ์ นำมาเล่าให้เพื่อนๆ ได้ลองอ่านดู ครับ........
“ทุกวันนี้มีใครบ้างที่เคยส่องกระจก กระจกคือ สิ่งที่ส่องเพื่อต้องการหาสิ่งที่เป็น จุดเด่น เช่น เสื้อผ้า หรือแว่นตาสวยและเหมาะสมหรือไม่ อีกด้านหนึ่ง คือ ค้นหา จุดบกพร่อง เช่น สิว ฝ้า ไม่ว่าจะส่องกระจกเพื่อค้นหาจุดเด่นหรือบกพร่องสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความรู้สึกภูมิใจและมั่นใจในตัวเองในการใช้ชีวิต ถ้าเราขาดกระจกไปสักเดือน คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราคงไม่รู้ว่าหน้าตา ทรงผม และเสื้อผ้าที่เราสวมใส่เป็นอย่างไร แน่นอนสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ขาดความมั่นใจในตัวเอง แต่จะมีมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับคน ๆ นั้น ติดกระจกมากน้อยเพียงใด
การส่องกระจกของคนโดยทั่ว ๆ ไป ก็เพื่อค้นหาจุดเด่นและจุดบกพร่องของร่างกาย ภายนอก เท่านั้น แต่ชีวิตคนเราไม่ได้มีองค์ประกอบ “ทางกาย” เท่านั้น เรายังมีอีกส่วนที่สำคัญมาก คือ “องค์ประกอบทางใจ”
เราเคยส่องกระจกบ้างไหมว่า แต่ละวันเรามีจิตใจที่เด่นหรือบกพร่องหรือไม่ การที่คนเราแสดงอะไรออกมาจากใจและผู้อื่นรับรู้ได้ด้วยใจ นั่นแหละ ถือเป็นกระจกบานใหญ่สำหรับเรา “ส่วนใจของคนอื่น” กระจกนี้แตกต่างจากกระจกส่องหน้า เพราะคน ๆ เดียวกัน แสดงพฤติกรรมเดียวกัน แต่กระจกใจ ของคนรอบข้างจะสะท้อนออกมาไม่เหมือนกัน เพราะองค์ประกอบของแต่ละบานต่างกัน แตกต่างกันตรงไหน ก็ตรงความเชื่อ ประสบการณ์ ทัศนคติ อารมณ์ในขณะนั้น โดยทั่วไปแล้ว กระจกมีด้วยกัน 3 แบบ คือ กระจกหน้า กระจกข้าง กระจกหลัง
กระจกหน้า - คือการแสดงหาข้อมูลและความรู้ใหม่ จากตำรา เพื่อส่องให้เรามองเห็นทั้งใกล้และไกล รวมถึงสามารถมองอนาคตได้กว้างขึ้น รู้ว่าชีวิตเราต้องทำอะไร เมื่อใด และอย่างไร
กระจกข้าง - คือ ส่องเพื่อเป็นข้อรับฟัง การวิพากษ์ วิจารณ์จากคนอื่น ค้นหาจุดเด่นและบกพร่องของตัวเรา แล้วนำมาแก้ไข
กระจกหลัง - คือการที่เราทบทวนประสบการณ์ในความสำเร็จหรือล้มเหลว และนำไปปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆ
สรุปว่า ชีวิตคนเราจะพัฒนาได้เร็วมากน้อยเพียงใด ชีวิตก็เปรียบเหมือนกับการขับรถยนต์ ขึ้นอยู่กับว่า เราได้มองกระจกครบทุกด้านหรือไม่ มองกระจกหน้าเป็นหลักมองกระจกข้างและหลังเป็นระยะ ๆจงให้ความสำคัญกับวิสัยทัศน์ และเป้าหมาย แต่ก็อย่าลืม รับฟังข้อมูลย้อนกลับจากคนรอบข้าง ชีวิตของเราจะไปสู่เป้าหมาย อย่างปลอดภัย อย่าเชื่อผลสะท้อน จากกระจกเพียงหนึ่งบาน แต่จงเชื่อผลสะท้อนรวม จากกระจกทุกๆบาน
สำหรับผม คิดว่า กระจก มีความจำเป็นจริงๆ และเห็นด้วยกับคุณเสาวลักษณ์ ที่ ต้องให้ความสำคัญกับกระจกทุกบาน โดยเฉพาะกระจกใจ
แล้วท่านผู้อ่านละครับ มีกระจกกันคนละกี่บาน
(ข้อมูล: คุณเสาวลักษณ์ โสมติด เทศบาลตำบลบ้านเชี่ยวหลาน อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนภาพประกอบ รอ จากอ่างทองอยู่ครับ)
อย่าเชื่อผลสะท้อน จากกระจกเพียงหนึ่งบาน แต่จงเชื่อผลสะท้อนรวม จากกระจกทุกๆบาน
สวัสดีครับ คุณ อ้อยควั้น (sirintip)
ขอบคุณ น้องจิ โก๊ะจิจัง แซ่เฮ ^๐^! ที่มีเสียงขิมซึ้งๆ ให้ฟัง และ คุณ นายประจักษ์ ที่ฝากกราฟฟิก สวยๆ ไว้ครับ
สวัสดีเจ้า..คุณหนุ่มร้อยเกาะ
สาวหละปูนเจ้า
สวัสดีครับ คุณพี่ สาวหละปูน
อ่านแล้วดีมากค่ะ หลังจากทำงานกรมนี้มา 3 ปี ผลสะท้อนที่ได้รับจากเกษตรกรที่ตำบล(กระจก)ออกมาดีสุด ๆ แต่ผลสะท้อนที่ได้รับจากเบื่องบนน่าจะดีมากกว่านี้...
สวัสดีครับ คุณหมูอ้วน
ค่ะ เห็นด้วยเช่นกัน คุณพี่ หนุ่มร้อยเกาะ กระจกใจสามารถส่องได้ถึงข้างใน แล้ววันนี้คนส่วนใหญ่มีใจเป็นกระจกหรือยัง ขอบคุณข้อคิดดี ๆ ค่ะ
สวัสดีครับ คุณกลุ่ม "ทองหลาง"