นายปรีชา  วัชราภัย  เลขาธิการสำนักงานคณะ กรรมการข้าราชการพลเรือน  (ก.พ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าภายหลังที่ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2551 ที่ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และวิธีการในการบริหารทรัพยากรบุคคล เช่น การปรับปรุงระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทนเพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารทรัพยากรบุคคลแนวใหม่ หรือการยกเลิกระบบ ซีแล้วแบ่งเป็นประเภทตำแหน่ง 4 ประเภท

            ได้แก่ ตำแหน่งประเภทบริหาร, ประเภท อำนวยการ, ประเภทวิชาการและประเภททั่วไปว่า ขณะนี้ผู้บริหารสำนักงาน กรมบัญชีกลาง และสำนักงาน ก.พ. ได้ร่วมหารือกันเพื่อเตรียมความ พร้อมในการรองรับการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว โดยที่ประชุมเห็นควรให้มีการตั้งคณะทำงาน ประกอบด้วยผู้แทนของแต่ละหน่วยงานร่วมกันศึกษาข้อมูลเพื่อพิจารณาปรับแก้กฎระเบียบด้านสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของข้าราชการพลเรือนเพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ โดยใช้กรอบวงเงินงบประมาณเป็นเครื่องมือในการบริหารงานบุคลากรภาครัฐ   ตลอดจนเสนอแนะแนวทางการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง

            อย่างไรก็ดี พบว่า การดำเนินงานหลายด้านได้มีความคืบหน้าจนเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเฉพาะกรณีการปรับเปลี่ยนระบบบริหารทรัพยากรบุคคล  จากการที่กรมบัญชีกลางต้องมีการปรับแก้ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้แก่ เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าใช้จ่ายเดินทาง ค่าเช่าบ้าน และเงินช่วยเหลือ ทั้งนี้ เนื่องจากหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายเดิมกำหนดไว้โดยอิงกับระดับตำแหน่ง 11 ตาม พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535

            นายปรีชากล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบว่า พ.ร.บ. ฉบับใหม่ กฎหมายและกฎระเบียบอื่น ๆ ที่มีผลใช้ บังคับ  อาทิ พระราชกฤษฎีกาค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไปราชการ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ  พ.ศ.2547  และที่แก้ไขเพิ่ม เติม  พ.ร.ก.ค่าเช่าบ้านข้าราชการ  พ.ศ.2547 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติมจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย

            ยืนยันว่า การปรับแก้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ดังกล่าว จะไม่มีผลทำให้อัตราที่ข้าราชการจะได้รับลดลงจากเดิมแต่อย่างใด เพียงแต่จะมีการจัดแบ่งเป็นกลุ่มเพื่อความชัดเจนเท่านั้นนายปรีชากล่าว

            ทั้งนี้ แนวทางการเลื่อนเงินเดือนจะยังคงมีปีละ 2 ครั้ง คือ รอบ 6 เดือน และ 12 เดือน แต่เปลี่ยนจากการให้รอบละ 0.5 ขั้น หรือ 1 ขั้น เป็นการขึ้นเงินเดือนแบบร้อยละ รวมทั้งให้ส่วนราชการกำหนดเองว่าจะมีระดับการประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นกี่ระดับ  โดยอย่างน้อยต้องมี 5 ระดับ ซึ่งหลังจากได้ข้อสรุปทั้งหมดแล้ว กรมบัญชีกลางจะได้มีการชี้แจงผ่านศูนย์บริหารการปรับเปลี่ยนระบบบริหารทรัพยากรบุคคลของแต่ละกระทรวง ควบคู่การเดินสายทั่วประเทศเพื่อชี้แจงให้ข้าราชการได้รับทราบต่อไป 

            สำหรับความคืบหน้าในส่วนอื่น ๆ อาทิ กิจกรรมทบทวนสายงาน  ซึ่งแล้วเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่วนกิจกรรมทบทวนและจัดมาตรฐานกำหนดตำแหน่งจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคมนี้ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสำรวจและประเมินสถานภาพกำลังคน   รวมทั้งกิจกรรมจัดตำแหน่งตามโครงสร้างใหม่ ที่จะเสร็จสิ้นภายใน เดือนมิถุนายน 2551

            ส่วนกิจกรรมที่คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปลายเดือนกันยายน 2551 ประกอบด้วย การจัดทำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการกำหนดตำแหน่ง กิจกรรมทดสอบการปรับใช้เครื่องมือการประเมินบุคคล กิจกรรมทดสอบการปรับใช้ระบบบริหารผลการปฏิบัติงาน หรือการเลื่อนเงินเดือนกิจกรรมทดสอบการปรับใช้ระบบแต่งตั้งและโอนย้ายข้าราชการประเภททั่วไป วิชาการ อำนวยการ และบริหาร   รวมทั้งกิจกรรมสื่อสารหลักเกณฑ์วินัย-จรรยา และอุทธรณ์-ร้องทุกข์ การดำเนินงานทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นก็เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของสำนักงาน ก.พ.  ที่มีนโยบายที่จะให้ข้าราชการพลเรือนเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ภายในปี 2551นายปรีชากล่าวทิ้งท้าย

ไทยรัฐ  21  พ.ค.  51