ขณะที่ตนไปเซ็นชื่อลงเวลาทำงานในตอนเช้าได้หยิบเอกสารประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานหนึ่งติดมือมาด้วย...ช่วงเวลากาแฟตอนเช้าก็หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านไปเจอคอลัมน์ “นิสัย 10 อย่างที่ทำให้สมองฝ่อเร็ว” ตนอ่านเสร็จ...ก็ส่งให้พี่ซึ่งเป็นครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ ม.2 เนื้อหามีเกี่ยวข้องกับการดูแลอวัยวะต่างๆ (รวมถึงสมองด้วย) พี่เขาบอกว่า...ดีจังเลยมีประโยชน์...พี่จะเอาไปเล่าให้เด็กฟังในคาบปกครองระดับ ม.2.....เราก็ดีใจที่นร.อีกห้าร้อยกว่าคนจะได้รับเกร็ดความรู้ที่นำไปใช้ได้กับตนเอง....หลังจากนั่นขณะเดินไปร่วมกิจกรรมหน้าเสาธง...ก็ไปแวะเอาเอกสารเล่มนั้นใหม่อีกเล่ม....ด้วยความตั้งใจว่า ช่วงที่นักเรียนประจำชั้นพบครูที่ปรึกษาตนเองจะให้ตัวแทนห้องอ่านให้เพื่อนในห้องฟัง....ซึ่งก็น่าจะเป็นประโยชน์กับเขา....(ช่วยทำให้เด็กเหล่านี้...กลายเป็นผู้ใหญ่สมองดีในวันข้างหน้า)....ก็ให้นักเรียนผู้ชายคนหนึ่งอ่านให้เพื่อนฟัง.....ซึ่งเขาก็อ่านให้เพื่อนฟัง...ต้นฉบับมีเนื้อความแบบนี้...แต่เด็กคนนี้เขาจะอ่านเฉพาะใจความหลัก(ระบายแถบสีแสดงการอ่านของนร.คนดังกล่าว)
1.ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนอาจคิดว่าการไม่ทานอาหารเช้าอาจดูไม่เป็นไร แต่จริงๆ แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเส้นเลือดต่ำ เป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอและยังทำให้สมองเสื่อมลงได้อีกด้วย
2.กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไป จะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น
3.การสูบบุหรี่ ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือเพศชาย การสูบบุหรี่ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคสมองฝ่อ และเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์
4.ทานของหวานมากเกินไป การกินขิงหวานมากก็จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาสมองได้
5.มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายหากดูดกลืนเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไป จะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยลง ส่งผลกระทบให้ประสิทธิภาพความจำในสมองลดลง
6.การอดนอน สำหรับพวกที่ชอบนอนดึกทั้งหลาย ข้อนี้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนที่ชอบนอนดึกไม่ว่าจะเป็นสาเหตุใดก็แล้วแต่ ถ้าเราอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายเร็ว
7.การนอนคลุมโปง คนที่ชอบนอนคลุมโปงน่ะ จะทำให้เราเราขาดออกซิเจน ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองด้วย
8.ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนในขณะที่ป่วยจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการไปทำร้ายสมองของตัวเอง
9.ขาดการใช้ความคิด ถ้าเราขาดข้อนี้ไปล่ะก็แย่แน่ๆเลย เพราะถ้าคนเราไม่ใช่ความคิด สมองก็จะไม่ทำงานจนในที่สุดสมองก็จะฝ่อ
10.เป็นคนไม่ค่อยพูด การพูดเป็นทักษะอย่างหนึ่งของการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และจะส่งผลให้สมองและจิตใจแจ่มใส ซึ่งทักษะทางการพูดจะแสดงถึงประสิทธิภาพของสมองของเราด้วย
เขาอ่านจบแล้ว...ตนเองก็ถามเพื่อนๆ ที่นั่งฟังว่า...มีสงสัยข้อใดหรือเปล่า...ว่าทำไมทำให้สมองฝ่อ....เด็กๆ จะสงสัยข้อที่ "นอนคลุมโปง" ตนเองก็ไม่ได้ตอบ....หันไปถามคนที่อ่านว่าทำไม...เจ้านี้ก็อ่านข้อนี้แบบเต็มรูปให้เพื่อนฟังอีกรอบ...เมื่อถามหลายๆ ข้อ ตนก็หันไปถามคนอ่านทุกครั้ง...เขาบอกว่า เขาขออ่านเหตุผลให้ฟังทุกข้อ....แสดงว่าเจ้าคนอ่านคิดได้แล้วว่า....(ระบุปัญหา วิเคราะห์ได้แล้ว คิดแก้ปัญหาได้) จึงขออ่านทุกข้ออีกครั้งให้เพื่อนฟัง.....โดยอ่านแบบครบกระบวนความ....หลังจากนั่นตนเองก็หันไปถามผู้ฟัง...ว่าใครมีนิสัยเสี่ยงต่อสมองฝ่อเกิน 5 ข้อบ้าง..(ฝึกให้นักเรียนวิเคราะห์ จำแนก และจัดกลุ่ม)....แล้วตนก็แนะนำว่า ลองนำสิ่งที่เพื่อนอ่านให้ฟังไปใช้ดู.....ต่อไปจะได้มีผู้ใหญ่ความจำแม่นๆ มากมาย.....วันนี้นักเรียนทุกคนก็ได้ฝึกการคิดหลายลักษณะอย่างเหมาะสมกับเวลาที่มี(10 นาที) จากนั่นครูเลยนำเสนอว่า ทุกวันหลังกิจกรรมเคารพธงชาติ ถ้ามีเวลาเหลือ..เรานำข่าวหรือเกร็ดความรู้มาอ่านฟังกัน แล้วคุยกันแบบนี้.....โดยคนอ่านเราจะเปลี่ยนกันไปเรื่อย.....แล้วข่าวหรือเกร็ดความรู้นักเรียนก็อาสาจะหามาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้.....สรุปกิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความบังเอิญ....แล้วเด็กๆ ก็ชอบเพราะเป็นเกร็ดความรู้สั้นๆ และเขานำไปใช้ได้ ที่สำคัญสำหรับครู...ได้ฝึกทักษะการอ่าน การถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และทักษะการคิดตามสภาพเวลาที่เอื้ออำนวย
ข้ออื่นทำได้ ยกเว้นข้อ 6 ครับ ทำไม่ได้สักที แย่เลยครับอาจารย์
สวัสดีค่ะ อ.ขจิต
ตนเอง...ก็รับไปเต็มๆ หลายข้อเช่นกัน...จริงเรื่องสาระฯ ที่นร...ก็อยากจะเผยแพร่...ถือว่าโพสต์ครั้งนี้นำเสนอ 2 ประเด็น การจัดกิจกรรมฝึกนร..กับนิสัย 10 อย่างที่ทำให้สมองฝ่อ
สวัสดีครับ
เป็นความรู้ที่น่าสนใจดีครับ
ผมเป็นคนไม่ค่อยพูดครับ เดี๋ยวผมต้องไปฝึกพูดให้เยอะกว่านี้เสียแล้ว เดี๋ยวสมองจะฝ่อเอา อิอิ...
คุณครูใช้กิจกรรมให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ได้น่าสนใจมากครับ ง่ายๆ ใช้เวลาสั้นๆ และมีความหมาย นักเรียนชอบแน่ๆ ครับ
สวัสดีค่ะ...คุณเทพ ..ดีจังค่ะที่นำไปใช้ประโยชน์ได้
สวัสดีค่ะ...อาจารย์ดร.สุพักตร์ ถ้าจะให้ถึงบ้านก็คงต้องลงวารสาร หรือไม่ก็อีเมล์...หรือจัดกิจกรรม "ลูกเล่าให้ฟัง"...แต่จะพยายามนำลงไปสู่ภาคครอบครัวให้ได้ค่ะ..ขอคิดหาวิธีที่เหมาะสมนะค่ะ....ขอบพระคุณค่ะสำหรับคำแนะนำ
สวัสดีค่ะอาจารย์ศิลป์ชัย เทศนา ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ค่ะ