
หนทางไปสู่ "หายนะ" ของชาวไร่ชาวนา
ตามี ที่โพธิ์พระ บอกผมว่าเดี๋ยวนี้ชาวนาเขาทำนาแบบนายทุน
ผมงง ไม่เข้าใจว่าที่ตามีพูด มีความหมายอย่างไร
ตามีขยายความให้ฟังว่า
เขาใช้เงินทำนา คือจ้างทุกอย่าง ไม่ต้องลงมือทำเองเลย
นับตั้งแต่ไถ ก็จ้าง
ปราบหญ้า ปราบหอย ปราบศัตรูข้าวอื่น ๆ ก็จ้างเขาฉีดยา
ปุ๋ยก็ต้องซื้อ ยาฆ่าแมลงก็ต้องซื้อ
เกี่ยว นวด บรรจุกระสอบ ขนส่ง ก็จ้าง
เก็บข้าวเข้ายุ้ง ก็จ้าง โดยเอาไปฝากไว้กับโรงสี บางรายขายเลย บางรายก็รอไว้ให้ข้าวได้ราคา แล้วค่อยไปตกลงราคากับทางโรงสี
ชาวนาทำนา แต่ที่บ้านไม่มีข้าว ทั้งข้าวเปลือก และข้าวสาร
ชาวนาต้องซื้อข้าวสารกรอกหม้อ
ชาวนาต้องซื้อข้าวปลูกเพื่อหว่านกล้าในฤดูทำหน้าคราวต่อไป
คนทำนาเดี๋ยวนี้อายุเฉลี่ยราว 50 ปี
คนหนุ่มสาวไม่ทำนาแล้ว ไปทำงานโรงงานหมด
ชาวนาตัวจริงมีที่นาของตนเองไม่กี่ไร่ ส่วนใหญ่เช่านาคนอื่นเขามาทำ
ตามีว่า ทำนาแบบนี้มีแต่เจ๊ง กับเจ๊ง เท่านั้น
ผมถามว่า ทำไม
ตามีแกว่า
ก็จ้างทุกอย่าง มันจะเหลืออะไร ไร่หนึ่งลงทุนเท่าไร ได้ข้าว 40-50 ถัง หักกลบลบหนี้เรียบร้อยแล้วเหลือเงินพอค่าแรงขั้นต่ำหรือเปล่า
การทำมาหากินที่ต้องอาศัยจมูกคนอื่นเขาทั้งนั้นมันจะเจริญได้อย่างไร
ที่ดินก็ไม่ไช่ของตัวเอง
พันธุ์ข้าวก็ไม่ไช่ของตัวเอง
รถไถก็ไม่ไช่ของตัวเอง
รถเกี่ยว รถนวด รถขนข้าว ก็ไม่ไช่ของตัวเอง
ปุ๋ย ยา ก็ไม่ไช่ของตัวเอง
ยุ้งฉางก็ไม่ไช่ของตัวเอง
มีแต่ "แรง" เท่านั้นแหละที่เป็นของตัวเอง มันก็คือลูกจ้าง หรือ กรรมกรปลูกข้าว ดีดีนั่นเอง
ผมมาคิดดู ก็มองเห็นว่าการทำนาแบบนี้ชาวไร่ชาวนาสูญเสียปัจจัยสำคัญของการทำมาหากินไปหลายอย่าง
ไม่ได้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่สำคัญ เช่น เครื่องมือในการผลิต ที่ดิน พันธุ์ข้าว ปุ๋ย และยา
ไม่ได้เป็นเจ้าขององค์ความรู้ในการผลิต เช่น ความรู้ในการพัฒนาพันธุ์ข้าว ความรู้ในการสร้างและใช้เครื่องมือในการผลิต ความรู้ในการดูแลแก้ไขคุณภาพของผลผลิต เป็นต้น
ไม่เกิดกลุ่ม หรือองค์กรทางอาชีพ เนื่องจากผุ้ที่มีอาชีพทำนาไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กัน
เมื่อไม่ได้เป็นเจ้าของ และขาดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือองค์กรทางอาชีพที่เข้มแข็งจึงขาดอำนาจต่อรอง เมื่อขาดอำนาจต่อรอง จึงเป็นฝ่ายที่ถูกกำหนดทุกเรื่องในการทำมาหากิน
อะไรที่ต้องซื้อเขาก็จะแพง แพงอย่างไม่มีเหตุผล
อะไรที่จะขายเขาก็จะถูก ถูกอย่างไม่มีเหตุผล เช่นเดียวกัน
อะไรที่จะซื้อ เขาไม่พอใจที่จะขายให้ ก็ซื้อไม่ได้
อะไรที่จะขาย เขาไม่พอใจที่จะซื้อ ก็ขายไม่ได้
เขาที่เอ่ยถึงนี้ คือ พ่อค้า และเจ้าของโรงสี
ชาวนาจึงเปรียบเหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือของพ่อค้า และเจ้าของโรงสี
อย่างนี้ ไม่เรียกว่า "หายนะ" แล้วจะเรียกอะไร
00000000000000000000000000000
หนทางไปสู่ "หายนะ" ของชาวไร่ชาวนา
เมื่อไม่ได้เป็นเจ้าของ และขาดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือองค์กรทางอาชีพที่เข้มแข็งจึงขาดอำนาจต่อรอง เมื่อขาดอำนาจต่อรอง จึงเป็นฝ่ายที่ถูกกำหนดทุกเรื่องในการทำมาหากิน
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ดร. ไสว เลี่ยมแก้ว · 14 พ.ค. 2551
Oscar · 14 พ.ค. 2551
Nursy · 14 พ.ค. 2551
บางทราย · 14 พ.ค. 2551
Man In Flame · 13 พ.ค. 2551